WHAT I HAVE BEEN READING - หนังสือภาษาอังกฤษ อ่านอะไรดี! [Thai post]



ตลอดเวลาที่แต่งนิยายมา (ซึ่งสิริรวมแล้วน่าจะสัก 8 ปีได้ – ใครติดตามเฟิร์นมาตั้งแต่เรื่องแรกเราก็รู้อายุกันตอนนี้ ฮ่าๆ) เฟิร์นได้รับคำถามมากมายจากหลายคน และ 1 ในคำถามที่จัดได้ว่าถูกถามบ่อยที่สุดก็เห็นจะเป็น “พี่เฟิร์นฝึกภาษาอังกฤษยังไงคะ”

แล้วคำตอบของเฟิร์นก็มักจะหลากหลาย ว่างๆ จะมาเขียนอีกบล็อกแนะนำวิธีทั้งหมดที่เฟิร์นใช้ในการเรียนภาษา ไม่ว่าจะอังกฤษหรือเยอรมัน แต่แน่นอนว่าวิธีหนึ่งที่ช่วยได้มากและเฟิร์นก็เชื่อว่าทุกคนก็รู้กันดีอยู่แล้ว…ก็คือการอ่านหนังสือ เพราะไม่เพียงแต่เราจะได้คำศัพท์มากมายแล้ว มันยังช่วยพัฒนาการเขียนภาษาอังกฤษของเราด้วยนะเออ

ไม่เชื่อล่ะสิ ลองอ่านหนังสือภาษาอังกฤษสักเล่มนะ อ่านอย่างจริงจังให้จบภายในอาทิตย์เดียว แล้วลองเขียน Essay สัก 1 หน้า คุณจะงงเลยว่าคำศัพท์ในหัวมันมีเยอะแยะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่…มันเป็นอย่างนี้สำหรับเฟิร์นนะ อาจจะยากสักหน่อยที่จะตั้งใจอ่านหนังสือในตอนที่โลกโซเชียลบูมขนาดนี้ แต่เมื่อไหร่ที่ติดนี่ไม่ต้องทำงานทำการกันเลยนะ (หัวเราะ) และวันนี้เฟิร์นก็จะมาแนะนำหนังสือภาษาอังกฤษเล่มโปรดที่เฟิร์นเคยอ่านทั้งหลาย ซึ่งมีหลายแนวอยู่เหมือนกัน หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์นะคะ :)


1. Love, Rosie [ชื่อเก่า : Where Rainbows End] โดย Cecilia Ahern

สารภาพก่อนว่าซื้อเรื่องนี้มาก่อนที่หนังจะออก เพราะชอบ Sam Claflin กับ Lily Collins มากกก แซมนี่ชอบมาตั้งแต่เห็นในเรื่อง Pirates of the Carribean ภาค 4 เลย คนที่เล่นบทนักบุญที่ตกหลุมรักกับนางเงือกจำได้ไหม (หัวเราะ) ถ้าจำไม่ได้ก็ไปนึกถึงบทฟินน์ในเรื่อง Hunger Games ก็ได้

เฟิร์นสอยเล่มนี้มาจากร้านคิโนะคุนิยะ หนังสือเริ่มต้นด้วยบทสนทนาทางจดหมายของโรซีกับอเล็กซ์ในวัยเด็ก ตอนแรกเฟิร์นก็เอ๊ะ สงสัยเป็นแค่บทนำมั้ง เปล่าจ้า! หนังสือทั้งเล่มคือจดหมาย + การ์ด + อีเมล์ที่ทั้งสองคนส่งถึงกันตั้งแต่เด็กยันแก่ มันไม่มีบทบรรยายเลยพี่น้องงงง และมันเก๋มากกกก! คือเราต้องปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดในหัวของเราเองผ่านการอ่านจดหมายของเขาสองคน ดังนั้นมันถึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง ‘Love, Rosie’ เพราะนี่คือคำลงท้ายจดหมายของโรซีนั่นเอง เอ๊อ เอาสิ หนังสือตั้งหลายร้อยหน้ามันมีอะไรให้ส่งถึงกันนักหนาใช่ไหม

จะเล่าแบบไม่สปอยล์ก็คือโรซีกับอเล็กซ์เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็อารมณ์เด็กผู้ชายเป็นเพื่อนกับผู้หญิงเนอะ เดี๋ยวก็โดนแกล้งบ้าง อะไรบ้าง ในเรื่องไม่ได้มีแค่จดหมายของพวกเขาส่งถึงกันนะคะ แต่ยังมีจดหมายของครูที่ส่งมาบ้านทั้งสองคนเพราะพวกเขาแอบส่งจดหมายถึงกันในเวลาเรียน ฮ่าๆ น่ารักมากๆ พอโตมาก็ออกแนวเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อนั่นแหละ เคยจูบกันแต่เมามากแล้วก็ลืม พวกเขาใกล้จะเรียนจบมัธยมปลาย สัญญาว่าจะไปเรียนต่อที่อเมริกาด้วยกัน (หนังสือเบสที่เมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ค่ะ) แต่มีเหตุให้นางเอกไปไม่ได้

ทีนี้มันก็เหมือนเส้นทางขนานที่แทบจะไม่มีวันมาบรรจบ อเล็กซ์ไปเรียนหมอ นางเอกยังต้องอยู่ไอร์แลนด์ (เพราะอะไรไม่รู้ ไปอ่านหรือดูหนังเอง) เจอผู้คนใหม่ๆ ต่างฝ่ายต่างมีคนอื่น ต้องพบเจอกับเหตุที่ทำให้คลาดไม่ได้คบกันอยู่นั่นแหละ ขอไม่บอกว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาได้ลงเอยกันไหม แต่ช่วงท้ายๆ ในหนังสือจะต่างจากในหนังพอสมควร โดยส่วนตัวเฟิร์นชอบทั้งสองแบบนะ แนะนำมากๆ หนังสือน่ารักมาก หนังก็ดี อ่านแล้วรับรองจะตกหลุมรักดับลิน นิยายเรื่องนี้ทำให้เฟิร์นอยากมี B&B อยู่ริมทะเลอย่างในเรื่องเลยนะ ลองดู!


2. Rubinrot (Ruby Red ในภาษาอังกฤษ) โดย Kerstin Gier

เรื่องนี้ยกให้เป็นนิยายที่ทำเฟิร์นติดที่สุดของปีที่แล้วเลย เป็นนิยายเยอรมันที่มี 3 เล่มจบนะคะ ชื่อเรื่องคือ Rubinrot (Ruby Red), Saphirblau (Sapphire Blue) และ Smaragdgrün (Emerald Green) ตอนอ่านเฟิร์นอ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ และเชื่อไหมว่าอ่าน 3 เล่มจบใน 3 วัน เออมันติดแบบไม่ทำอะไรจริงๆ อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันจะอ่าน ฮ่าๆ

Rubinrot เป็นนิยายโรแมนติกแฟนซีค่ะ มีแปลเป็นภาษาไทยด้วยแต่คาดว่าหลายคนคงไม่รู้จักเพราะนิยายเยอรมันไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ แต่ในเยอรมันคือดังมากกก แปลไปแล้วหลายภาษา มีหนังด้วย และพระเอกหล่อขอบอกต่อเลย!

เรื่องของเรื่องก็คือเกว็นเน็ธ (หรือเกว็นโดลินถ้าเป็นเวอร์ชั่นเยอรมัน) เป็นเด็กสาวธรรมด๊าๆ คือจะเรียกอย่างนี้ก็ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่นะ เพราะครอบครัวนางรวยมากและอาศัยอยู่ในลอนดอน แต่เกว็นก็มักคิดว่าตัวเองไม่ดีเด่อะไร เพราะคนที่มักจะได้รับความสนใจจากครอบครัวมากกว่าก็คือชาร์ลอตต์ ลูกพี่ลูกน้องของเธอ เพราะอะไรน่ะเหรอ…เพราะครอบครัวนี้มีความลับ พวกเขามียีนเดินทางย้อนเวลาอยู่ในสายเลือดและเชื่อกันว่าชาร์ลอตต์คือคนที่มียีนนี้ (ในรุ่นนี้นะ) เพราะงั้นคนในบ้านเลยประคบประหงมชาร์ลอตต์มาก

แต่ปรากฏว่ามันผิด…ยีนไปอยู่ในตัวเกว็น เกว็นที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวและไม่ได้รับการฝึกฝนให้เตรียมรับมือกับการย้อนเวลาเลย แน่นอนว่าทุกคนต้องต่อต้าน (เกว็นก็ไม่ได้อยากมียีนนี้นักหรอก) เพราะไม่ใช่ว่าเออฉันย้อนเวลาได้แค่นั้นจบ แต่ต้องย้อนเวลาไปทำภารกิจ ไปตามล่าเก็บเลือดของนักเดินทางย้อนเวลาในอดีตเพื่อมาใส่ในเครื่องย้อนเวลาให้ครบ แทนเครื่องย้อนเวลาอีกอันที่ถูกขโมยไป ซึ่งภารกิจนี้ต้องทำร่วมกับอีกหนุ่มที่ครอบครัวมียีนเหมือนกัน (ซึ่งตระกูลนี้ถ่ายทอดทางสายเลือดผู้ชาย) ชื่อกิเดียน เดวิลิเยร์ (แค่ชื่อก็เท่แล้ว ในหนังยังหล่ออีก ย้ำ!) ทั้งสองคนไม่ค่อยชอบหน้ากันในทีแรก ก็ตามสไตล์อ่ะนะ พระเอกหยิ่งๆ นางเอกก็หมั่นไส้ แต่แน่นอน…พวกเขาต้องมาอยู่ด้วยกันทุกวันเพื่อทำภารกิจ อะไรมันก็พัฒนากันได้

ความลับมากมายเลยค่ะเรื่องนี้ ถือได้ว่าคนแต่งวางพล็อตไว้ดีมากๆ ให้ทั้งสองคนทำภารกิจไปเรียนรู้เรื่องนู้นเรื่องนี้แล้วความจริงก็เปิดเผยตอนท้าย มันแบบอยากรู้อ่ะ สนุกจนวางไม่ได้เลย ใครชอบแนวแฟนตาซีห้ามพลาด!


3. Paper Towns โดย John Green

นิยายก็ออกมานานแล้วแหละนะ แต่ที่เอามาพูดถึงเพราะนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่อ่านง่ายไม่แพ้กัน ด้วยความที่มันเป็นภาษาทั่วไปที่วัยรุ่นใช้ นี่เฟิร์นก็ซื้อมาเพราะหนังกำลังจะเข้าเหมือนกัน และคาดว่าหลายคนก็คงรู้จักอยู่แล้ว

ความมีอยู่ว่า มาร์โก้กับเคว็นตินเป็นเพื่อนข้างบ้านกันตั้งแต่เด็ก (อีกและ) ทั้งสองคนไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ตอนที่โต แล้วก็ได้ไปใช้เวลาแบบ Crazy night out ด้วยกันคืนหนึ่ง คือหมายความว่าไปท่องโลกราตรี ไปแกล้งชาวบ้าน อะไรประมาณนั้น เคว็นตินนี่ชอบมาร์โก้อยู่แล้วแหละ แต่รู้สึกว่าเธอไกลเกินเอื้อม

แต่แล้วมาร์โก้ก็หายไปตัวไป อันนี้จริงๆ เฟิร์นอ่านนานแล้วและจำไม่ค่อยได้แล้วแหละ (หัวเราะ) แต่ก็ประมาณว่าเคว็นตินกับแก๊งเพื่อนพยายามออกตามหาตัวเธอ ถ้าใครดูหนังแล้วก็จะรู้ว่าตอนจบมันหักมุมยังไง ฮ่าๆ เฟิร์นชอบนะ เป็นหนึ่งในนิยายที่ไม่โลกสวย ไม่เพ้อฝันดี


4. The Sky Is Everywhere โดย Jandy Nelson

เรื่องนี้เฟิร์นอ่านเพราะเฟิร์นได้รับต้นฉบับมาแปลเอง (ตั้งแต่ปี 2015 และป่านนี้ก็ยังไม่ออกเพราะวอร์เนอร์ บราเธอร์ซื้อลิขสิทธิ์ไปทำหนัง สนพ.เขาก็เลยรอพิมพ์ตอนหนังใกล้จะออก) เป็นนิยายรักวัยรุ่นมัธยมปลายอีกเรื่องที่ดำเนินเรื่องในอเมริกา

พี่สาวของเลนนี (นางเอกของเรื่อง) เสียชีวิตไปและด้วยความที่สนิทกับพี่มาก ทำอะไรทุกอย่างร่วมกันมาโดยตลอด เลนนีก็เลยทำใจไม่ได้ เธอเขียนกลอนให้พี่สาวตลอดเวลา ไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อยังไง แถมทุกคนก็เอาแต่ส่งความเห็นใจมากให้ ประมาณว่าพอได้รับความเห็นใจเยอะก็ยิ่งจะประสาทกิน เลนนีแทบไม่เล่นดนตรีอีกเลยแม้จะเคยชอบมากก็ตาม ทั้งครอบครัวก็ห่อเหี่ยวไปหมด ไหนจะมีโทบี้ แฟนของพี่สาวที่คอยแวะเวียนมาอยู่เรื่อย ต่างฝ่ายต่างก็ทำใจไม่ได้กันทั้งคู่ แล้วเราก็รู้อยู่ว่าความเศร้ามักทำให้คนทำอะไรที่คาดไม่ถึง จู่ๆ พวกเขาก็เริ่มมีความรู้สึกให้กันโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

ในขณะเดียวกันก็มีเด็กใหม่สุดฮอตเข้ามาในโรงเรียนและในชมรมดนตรีที่เลนนีอยู่ ชื่อโจ ฟอนเทน อ่านแล้วนึกถึงนิยายไทยเลย หนุ่มฮอตที่ย้ายมาจากฝรั่งเศสซึ่งสาวๆ ต่างก็คลั่งใคล้แถมยังเล่นดนตรี ฮ่าๆ เลนนีกับโจเองก็ใกล้ชิดกันและมีความรู้สึกให้กันเหมือนกัน แต่ไม่รู้นะว่าเลนนีจะไปลงเอยกับคนไหน ใครอยากรู้ก็ไปอ่านนนน!


5. The Last Child โดย John Hart

นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เฟิร์นแปลเอง (และยังไม่ออกอีกเช่นกัน…) เป็นนิยายแนว Thriller ที่ได้รับคำชมมากมายที่ต่างประเทศ ค่อนข้างต่างจากหลายเรื่องที่อ่านๆ มาหน่อย เพราะอันนี้ดาร์กและสะเทือนอารมณ์อยู่พอสมควร แต่เป็นหนังสือที่ดีมากนะ

ความมีอยู่ว่า…จอห์นนีมีน้องสาวฝาแฝดที่เหมือนกันอย่างกับแกะชื่ออลิสซา ครอบครัวของพวกเขาเป็นครอบครัวที่คนรู้จักเยอะ พ่อเป็นผู้รับเหมา (ถ้าจำไม่ผิด) และในเรื่องก็บรรยายแม่เอาไว้สวยมาก แต่แล้ววันหนึ่ง…อลิสซาก็หายตัวไป อันนี้ไม่เหมือน Paper town แน่นอน นี่เป็นคดีลักพาตัวเด็กเพราะจอห์นนีกับอลิสซาอายุประมาณ 13-14 เองมั้ง

จนผ่านไปปีนึงตำรวจก็ยังหาตัวอลิสซาไม่พบ จากที่เคยเป็นครอบครัวที่มีแต่ความสุข เรื่องนี้ก็ทำให้ครอบครัวของจอห์นนีแตกแยก แม่เริ่มโทษว่าเพราะพ่อไม่ยอมไปรับอลิสซา ลูกก็เลยหายตัวไป พ่อก็เลยออกจากบ้านไปเพื่อตามหาเธอแต่ก็ไม่เคยได้กลับมาอีกเลย และไม่มีใครรู้ด้วยว่าหายไปไหน แม่ก็กลายเป็นคนที่ไร้ชีวิตชีวา มาคบกับคนที่เคยทำงานกับสามีของเธอซึ่งเป็นเจ้าของห้างดังและมีอิทธิพลในเมือง แต่กลับเป็นพวกชอบใช้กำลังและเล่นยา

ส่วนจอห์นนีนั้นแข็งแกร่งมาก ดูแลทั้งตัวเองและแม่เพื่อไม่ให้สังคมสงเคราะห์มาเอาตัวไป (เพราะแม่ไม่สามารถดูแลเขาได้ เจ้าหน้าที่จะต้องเข้ามาแทน) ขณะที่พยายามหาตัวน้องสาวไปพร้อมๆ กันโดยไม่ย่อท้อ เขาแทบไม่นอน เดินทางเป็นไมล์ๆ ไปสถานที่อันตรายกับเพื่อน เฟิร์นบอกได้เลยว่าเรื่องนี้ให้อะไรหลายๆ อย่างมาก เป็นหนังสือที่ดีมาก เดาไม่ได้เลยว่าสรุปแล้วอลิสซายังมีชีวิตอยู่ไหม แล้วถ้าตายไปแล้วใครคือคนที่ฆ่า

ชอบๆ แต่ชอบสุดคงจะเป็นความหมายของชื่อเรื่อง The Last Child ซึ่งอันนี้ไปหาคำตอบกันในเล่มนะจ๊ะ


6. Sweet Filthy Boy โดย Christina Lauren

เรื่องนี้เป็นนิยายรักผู้ใหญ่ซึ่งติดเรทหน่อยๆ (หัวเราะ) แต่ก็เป็นอีกเรื่องที่ขายดีติดอันดับของ New York Time’s Bestseller เลยนะ พอมาอ่านแล้วเฟิร์นก็ชอบจริงๆ นั่นแหละ แถมมันยังเป็นนิยายที่เป็นเซ็ทอีกด้วย คืออ่านเรื่องนึงแล้วก็เชื่อมไปอีกเรื่องนึง โดยที่นางเอกของทุกเรื่องเป็นเพื่อนกันเฟิร์นอ่านไป 3 เรื่องของเซ็ทนี้ รู้สึกตอนนี้จะมี 4 ซื้อตั้งแต่ตอนออกใหม่ๆ แล้วนั่งรอออกมาทีละเล่มเลย แต่เล่มที่ชอบที่สุดก็เรื่องนี้เลย

เรื่องมันมีอยู่ว่า มีอาไปฉลองเรียนจบกับเพื่อนรักอีกสองคนที่เวกัส อ่านมาถึงตรงนี้เราก็น่าจะพอเดากันได้ว่ามันจะไปทางไหน เวกัสเป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสุดเหวี่ยงอยู่แล้ว ไม่งั้นมันจะมีประโยคว่า ‘What happens in Vegas, stays in Vegas.’ (เรื่องที่เกิดที่เวกัส ก็ให้มันอยู่ที่เวกัส อย่าไปพูดถึงที่ไหนอีก) ได้ไง ผู้คนมักทำอะไรหุนหันผันแล่นเวลาที่เรามีความสุขมากๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ เช่น…การแต่งงานกับคนที่เพิ่งเจอในเวกัส และนี่ก็เป็นสิ่งที่มีอากับเพื่อนทั้งสองคนทำ

ปัญหาก็คืออีกสองคู่น่ะหย่ากันหลังจากนั้น แต่มีอากับหนุ่มลูกครึ่งฝรั่งเศส (เฟิร์นสาบานว่าคนเมกันนี่ชอบฝรั่งเศสจริงๆ) ที่ชื่อแอนเซลน่ะไม่ยอมหย่ากัน แอนเซลทำงานอยู่ที่ปารีสและขอให้มีอาไปใช้เวลาช่วงซัมเมอร์กับเขา ตอนแรกนางเอกเราก็ลังเล เอ้าคนเพิ่งเจอกันอ่ะนะ แต่ก็แอบมีใจให้เขาและตามเขาไปจนได้ มันก็เหมือนทั้งสองคนไปทำความรู้จักกันในปารีส แต่ความรักแบบหุนหันผันแล่นจะคงอยู่ในนานแค่ไหนนั้นก็…อ่านเองจ้ะ อิอิ

เล่มที่ต่อจากนี้ก็เป็นเรื่องของเพื่อนๆ นาง กับเพื่อนของแอนเซลนั่นแหละ ไปตามดู!


7. Caraval โดย Stephanie Garber

เรื่องนี้ยังอ่านไม่จบ แต่ซิ้สค่ะ! เสียงร่ำลือถึงความสุดยอดของมันมีมาตั้งแต่หนังสือยังไม่ออก เชื่อไหมล่ะ! เฟิร์นก็เลยไม่ยอมพลาด รีบโหลดมาเลย แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่มีเวลาอ่านให้จบ…เพราะเป็นช่วงเขียนงานจบ ย้ายกลับมาบ้านนู่นนี่นั่น แต่นี่แหละ กำลังเริ่มอ่านใหม่แล้ว!

นางเอกของเรื่องชื่อสการ์เลตต์ เธออาศัยอยู่บนเกาะ (เป็นนิยายแฟนตาซีที่เหมือนว่าจะมีหลายๆ เมืองอยู่บนเกาะ) กับน้องสาวชื่อเทลลา โดยที่พ่อของทั้งสองคนเนี่ยเป็นคนโหดร้ายมาก ถึงขั้นแบบตบลูกสาว ฆ่าคนอะไรอย่างนี้เลยนะ เมื่อก่อนพ่อก็ไม่เคยเป็นอย่างนี้ จนกระทั่งแม่ของทั้งสองคนหนีไปเนี่ยแหละ

ความฝันตั้งแต่เด็กของสการ์เลตต์คือการไปดู Caraval เกมการแสดงที่ถูกจัดขึ้นปีล่ะครั้ง เธอเขียนจดหมายส่งไปตั้งแต่เด็ก และนี่เป็นปีแรกที่เธอได้รับบัตรเชิญให้ไปร่วมงาน แต่บัตรดันมาผิดจังหวะมากเพราะสการ์เลตต์กำลังจะแต่งงาน (กับผู้ชายที่ไม่เคยเห็นหน้า) กำลังวางแผนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของตัวเอง ถ้าเธอออกจากเกาะที่เธออยู่ตอนนี้ทุกอย่างก็จะพัง ไม่นับว่าพ่อคงจะฆ่าเธออีก ส่วนตัวเทลลานั้นไม่ค่อยเกรงกลัวอะไรซึ่งต่างจากพี่สาว เทลลาก็จัดการ (กึ่งๆ ลักพาตัว) สการ์เลตต์ออกจากเกาะจนได้

แต่ปัญหาก็คือเมื่อไปถึงเกาะ เทลลากลับถูกลักพาตัวไปโดย Legend คนที่จัดเกม Caraval ขึ้นมา และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเกม ใครก็ตามที่ตามหาเทลลาเจอก่อนจะเป็นผู้ชนะ สการ์เลตต์จำขึ้นใจว่าทั้งหมดเป็นแค่เกม แต่ Caraval จะจริงหรือไม่จริงก็ต้องไปผจญภัยกับเธอดู งานนี้จะมีทั้งเกมรัก อกหักและเวทมนตร์เลยทีเดียว

เนี่ย พูดแล้วเฟิร์นก็ว่าจะไปอ่านแล้วเหมือนกัน ฮ่าๆ ไปอ่านแล้วมาค้นหาคำตอบกันนะคะ!

ลากันไปด้วย Caraval แล้วกันวันนี้ หากใครชอบและอยากได้บล็อกสไตล์นี้อีกก็คอมเมนท์ไว้ข้างล่างให้เฟิร์นรู้นะคะ อย่าลืมไลค์หรือแชร์กันด้วย กด Subscribe ถ้าไม่อยากพลาดบล็อกต่อๆ ไปของเฟิร์น สวัสดีปีใหม่อีกครั้งค่ะ!

เจอกันอาทิตย์หน้า (หวังว่านะ!)

xx

FernniZ

#books #englishbooks #english #learningenglish #loverosie #CeciliaAhern #Rubinrot #RubyRed #KerstinGier #papertowns #johngreen #theskyiseverywhere #jandynelson #thelastchild #johnhart #sweetfilthyboy #christinalauren #caraval #stephaniegarber #bookclub #novel #novels #fernniz