MY FAVE DESTINATIONS TO INSPIRE YOUR WANDERLUST


ปลายทางสุดโปรดของเฟิร์นที่จะทำให้คุณอยากแพ็คกระเป๋าไปท่องโลก!

In the spirit of resolutions and new beginnings, what’s the best way to kick off the New Year, if not planning your 2018 bucket list. Every year, I have to travel at least once, mostly with my BFF and of course, this year is no acception. I'm still not certain where to yet. However, you'll definitely see on this blog :) 

Now, without any further ado, here's a list my favorite destinations to keep you inspired.

FYI, all the photograph posted here were taken by me!

ในฐานะที่เราเพิ่งขึ้นปีใหม่และเริ่มต้นเป้าหมายอะไรหลายๆ อย่างกันทั้งที แน่นอนว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นปีจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากแพลน '2018 bucket list' หรือ 'สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปในปี 2018' นั่นเอง ทุกๆ ปีเฟิร์นจะต้องเดินทางอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ส่วนใหญ่ก็กับเพื่อนสนิท (คนที่ไปเวียดนามด้วยกัน) แล้วปีนี้ก็ไม่มีข้อแม้ ยังไม่แน่ใจว่าจะไปไหนบ้าง แต่เดี๋ยวทุกคนก็จะได้เห็นผ่านบล็อกแน่นอน :)

ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงอะไรให้มากมาย มาดูลิสต์ปลายทางโปรดของเฟิร์นที่ (หวังว่า) จะช่วยให้แรงบันดาลใจทุกคนกันเลยดีกว่า

หมายเหตุ : รูปทั้งหมดในบล็อกเป็นรูปที่เฟิร์นถ่ายเองนะคะ

1. Düsseldorf, Germany







A city in the country I would call my second Home, Germany. Since spending an exchange year in Duisburg, I have been head over heels fallen in love with Düsseldorf that's located only minutes away. Many of you might not know the city. However, Düsseldorf is the capital of North Rhine-Westphalia state, which is situated on the west side of the country. I have actually lost count of the times I have been there. Things that capture my heart so much and make me go back everytime when visiting Germany is the fact that the city is located right by the longest river of Europe, the Rhine. I would take the U-Bahn (the underground) from the main station to Altstadt (Old town) and walk all the way from there through the shopping centre to the riverside. There're shops, restaurants and sqaure, where you can sit and admire the views. I once bought some food from a restaurant and ate on a bench by the river with a friend. The atmosphere was sooo great! 

Frankly, I don't think I have seen much of Düsseldorf. I haven't been to museums, art galleries or whatsoever. Mainly because I was living in Germany and we don't usually travel in the country we live in. Well, that's what it's like for me anyway. I only went to Düsseldorf to shop, chill and have a good time.

Every year, Düsseldorf always holds massive events such as "Sommerkirmes" (Summer fair), where hundreds of thousands of people attend in summer. One other festival that is very famous is "Japantag" or "Japan Day" because fun fact: loads of Japanese live in Düsseldorf. There'll be several activities such as cosplay contests, karaoke singing and more. Highlight, however, is the fireworks at the end of the night. People will gather by the river for hours to see the mesmerising fireworks. 

All in all, Düsseldorf is a hidden treasure where you should never miss.

หนึ่งเมืองในประเทศที่จะเรียกว่าเป็นบ้านหลังที่สองของเฟิร์นก็ได้ ตั้งแต่ที่ได้ไปแลกเปลี่ยนในเมือง Duisburg เฟิร์นก็ตกหลุมรักเมือง Düsseldorf ที่อยู่ข้างๆ กันเข้าเต็มเปาเลย หลายคนอาจไม่รู้จักเมืองนี้ แต่นี่คือเมืองหลวงของรัฐ North Rhine-Westphalia เป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของประเทศเยอรมนี ซึ่งเฟิร์นไปบ่อยมากเพราะมันห่างจาก Duisburg เพียงแค่ไม่กี่นาที แล้วเสน่ห์ที่ทำให้เฟิร์นชอบมากๆ จนต้องกลับไปอีกทุกครั้งที่ไปเยี่ยมบ้านที่นั่นก็คือการที่เมืองมันตั้งอยู่ริมแม่น้ำไรน์ สายที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ทุกๆ ครั้งเฟิร์นมักจะนั่งรถ U-Bahn หรือรถไฟใต้ดินจากสถานีรถไฟใหญ่เข้าไปแถวเมืองเก่า (Altstadt) แล้วเดินจากที่นั่น ผ่านพวกตึกอารามที่เป็นชอปปิงเซ็นเตอร์เข้าไปถึงริมแม่น้ำ จะมีร้านอาหาร ลานกว้าง มีขั้นบันไดให้เรานั่งชมความงามของแม่น้ำ ครั้งนึงเฟิร์นเคยซื้ออาหารจากร้านไปนั่งกินบนม้านั่งที่ตั้งอยู่ริมน้ำกับเพื่อน บอกได้เลยว่าบรรยากาศดีมากกก

เฟิร์นไม่ถือว่าตัวเองได้เที่ยวจริงๆ จังๆ ในเมืองนั้นเท่าไหร่นะ นอกจากเดินดูร้านนู้นร้านนี้ไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้ไปพิพิธภัณฑ์หรือหอโทรทัศน์ที่ดังๆ ส่วนตัวก็เพราะมันเป็นประเทศที่เฟิร์นไปอยู่อาศัย ไม่ใช่ไปในฐานะท่องเที่ยว แล้วเราก็มักไม่เที่ยวในเมืองที่เราไปอาศัยอยู่นึกออกไหมคะ (เหมือนอยู่กรุงเทพแต่ไม่รู้จะไปเที่ยวไหนนั่นแหละ) เพราะงั้นเวลาไปที่นั่นเฟิร์นจึงชอบไปนั่งเล่น นั่งชิลเอาบรรยากาศผ่อนคลายมากกว่า และแถวริมน้ำก็มีโบสถ์ด้วยนะ สารภาพว่าไม่รู้ชื่อเลย แต่ก็เข้าไปทุกครั้งที่แวะไป นอกจากนั้นเมืองนี้ยังมีการจัดเทศกาลใหญ่ๆ ที่เรียกว่า Sommerkirmes คือเป็นงานแฟร์ของฝรั่งที่มักมีเครื่องเล่น ซุ้มขายของกินอย่างที่เราเห็นในหนัง นักท่องเที่ยวจะมาเยอะมากกกกก งานนี้จัดทุกฤดูร้อนนะคะ!

อ้อ อีกอย่าง เมืองนี้ยังเป็นเมืองที่มีคนญี่ปุ่นอยู่เยอะมาก ดังนั้นร้านซูชิจึงเยอะ เขาอยู่กันเยอะจนจัดงาน Japan Tag (Japan Day) กันได้ใหญ่โต มีการคอสเพลย์ ร้องคาราโอเกะภาษาญี่ปุ่น ตอนกลางคืนคนนั่งเต็มสนามหญ้าริมน้ำเพื่อรอดูการจุดดอกไม้ไฟอันแสนอลังการกันเลยเชียวนะ บอกเลยว่าเป็นอีกเมืองที่คนไม่ค่อยรู้จัก แต่พลาดไม่ได้เลยจริงๆ

2. London, United Kingdom








Really, I don't have to say much about this city because if I were to choose any city to live in, the answer would immediately be "London", my dream city for as long as I can remember and I wasn't disappointed the first time I had a chance to visit the UK. Personally, I find London magnificent. Something about the city is so captivating. I love the British vibes, which I myself cannot begin to explain why or how. Although some people said London is too busy, I actually am used to the hustle and bustle city life, as I am from Bangkok. One thing though: it's super expensive. But that doesn't stop me from loving London anyway. I love the architecture, Notting Hill, Portobello and all the museums. Not to mention the craziness I have for Harry Potter. London is just right for me. 

Even though the weather can be so depressing sometimes, it can never conceal the beauty of the city. If you visit London for the first time, I recommend riding London Eye to see the 360-degree views above the city. You might wanna check the weather beforehand though, because the last thing you want is to be stuck on the highest ferris wheel of Europe for half an hour without seeing anything lol. I think I don't need to explain the rest, as the photos might already explain it all. 

ไม่มีอะไรจะพูดกับเมืองนี้เลย เพราะบอกได้เลยว่าถ้าให้เฟิร์นเลือกหนึ่งเมืองที่จะไปอาศัยอยู่จากที่ไหนก็ได้ในโลก คำตอบก็คือลอนดอน มันเป็นเมืองในฝันเฟิร์นมาตั้งแต่เด็กจนโต และตอนที่ได้ไปเยือนครั้งแรกก็ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ ลอนดอนเป็นเมืองที่งดงามมากกกก มีเสน่ห์ กลิ่นอายของความเป็นอังกฤษที่เฟิร์นก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไม แม้หลายคนจะบอกว่าลอนดอนวุ่นวายก็เถอะ แต่อาจจะเป็นเพราะเฟิร์นเองก็มาจากเมืองหลวง อยู่กรุงเทพจนชินชากับรถติดและการใช้ชีวิตเร่งรีบ ก็เลยพอจะรับไหว แต่แน่นอนข้อเสียของการอยู่เมืองหลวงก็คือแพง แพงมากเว่อร์ แต่เฟิร์นก็ชอบลอนดอนอยู่ดี ชอบสิ่งก่อสร้าง สถาปัตยกรรม ย่าน Notting Hill ตลาดเปิด Portobello และพิพิธภัณฑ์ทั้งหลายที่สามารถไปใช้เวลาเดินได้ทั้งวัน (และบางพิพิธภัณฑ์ก็ฟรี!) ไหนจะความเป็นทาสแฮร์รี พอตเตอร์ของเฟิร์นอีกล่ะ อังกฤษนี่แหละตอบโจทย์ที่สุดแล้ว

ถึงบางวันอากาศที่ลอนดอนจะแย่ ขมุกขมัวยังไงก็ตาม แต่ความสวยงามก็ไม่ลดลงเลย ใครไปครั้งแรกแนะนำให้ขึ้นชิงช้าสวรรค์ London Eye เพื่อชมภาพมุมสูงของลอนดอนให้สะใจซะก่อน (ของอย่างนี้ขึ้นครั้งเดียวก็พอ แพงโคตร) อย่าลืมเช็กสภาพอากาศไปก่อนล่ะ เพราะเราคงไม่อยากไปติดแหง็กอยู่บนชิงช้าสวรรค์ที่หมุนรอบละ 30 นาทีแล้วไม่เห็นอะไรเลยใช่ไหม (หัวเราะ) ที่เหลือนอกจากนี้คงไม่ต้องพูดเนอะ รูปก็น่าจะเล่าในตัวของมันเองแล้วว่าลอนดอนงดงามแค่ไหน

3. Prague, Czech Republic







If Germany, where I'm accustomed to living in, doesn't count, travelling to Prague was my first solo trip ever. I recall planning the trip a couple months before leaving Thailand. My goal was to visit as many countries as possible once I return to Germany. (The country is surrounded by 9 other countries.) I managed to book everything and then began my journey to Prague from Leipzig, where my host sister was studying. Then I travelled a little bit to the east to Dresden and from there jumped on the train, which looked no different than in the Harry Potter film, to the capital of Czech Republic, Prague. 

At first the thought of travelling alone in the country I had absolutely zero knowledge of is a little terrifying. To my surprise, everything went perfectly well. Prague has this comforting ambience that calms you and makes you forget the worst thing you imagined could happen. I had 3 days to myself in Prague and had nothing planned. I didn't know where I wanted to visit and what's everything called. I just wanted to be there. After checking in and leaving my luggage at the hostel, all by myself, I grabbed a map and left to discover the city.

In my opinion, you can walk in Prague. It costs nothing and it's the best way to see the city. Prague is not expensive compared to other European countries. It's vibrant and full of life. It's the place where young souls come to visit in summer. I crossed a bridge to see the castle on the hill, went in to shops and then walked down to Charles Bridge from the other side of the hill. Everyday, I would stop by the river to see the sun set behind the castle and to watch swans swimming to the other side of the bank. I was just sat there for hours, doing nothing but witness the beautiful sunset and listening to the music. It's nice to just switch off once in a while and it's also unbelievable that this was what cured my anxiety. You get to know yourself better when you travel alone. I don't really know how to explain this but I suggest you try by yourself. 

Travel alone. Stop staring at the screen. Stop worrying about uploading your instagram. Look though the camera lens and listen to the music and the sound of nature.

ถ้าไม่นับเยอรมนีที่เฟิร์นคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตดีจนไม่รู้สึกเหมือนอยู่ต่างประเทศ การเดินทางไปเมืองปรากก็เป็นการเดินทางต่างประเทศแบบโซโลเดี่ยวครั้งแรกของเฟิร์นเลย จำได้ว่าแพลนไว้หลายเดือนก่อนจะบินว่ายังไงกลับไปยุโรปคราวนี้ก็ต้องไปเที่ยวรอบๆ เยอรมนีให้ได้ (เยอรมนีมีเขตแดนติดตั้ง 9 ประเทศแน่ะ) ก็เลยจัดการเลย แพลนทุกอย่าง จองตั๋วรถไฟ เริ่มจาก Duisburg ไปเยี่ยมโฮสพี่สาวที่เมือง Leipzig ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออก จากนั้นขยับออกมา Dresden ที่เกือบจะหลุดเขตแดนเยอรมนีแล้ว จากนั่นเฟิร์นก็กระโดดขึ้นรถไฟที่มีรูปร่างหน้าตาไม่ต่างอะไรจากรถไฟในแฮร์รี พอตเตอร์ขึ้นไปเมืองหลวงของประเทศเชกรีพลับบลิก ปราก

ตอนไปครั้งแรกก็แอบหวั่นใจนิดนึงนะ ผู้หญิงเที่ยวต่างประเทศคนเดียว แต่บรรยากาศที่นั่นดีจนไม่นึกถึงเรื่องแย่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นเลย เฟิร์นมีเวลา 3 วันในปราก แต่ถ้าหักวันสุดท้ายที่ขึ้นรถไฟกลับเยอรมนีตั้งแต่ 8 โมงกับตอนมาถึงก็เหลือสองวันกับสองคืนนิดๆ และถึงจะมีเวลาแค่นั้นแต่เฟิร์นก็ไม่ได้แพลนอะไรไว้เลย เรียกได้ว่าไม่รู้จักแม้แต่ชื่อสถานที่ในเมืองด้วยซ้ำ แค่อยากจะไปก็เลยไปเลย พอเช็กอินที่โฮสเทลและทิ้งข้าวของไว้เสร็จ เฟิร์นก็คว้าแผนที่แผ่นนึงแล้วเดินออกมาสำรวจเมืองด้วยตัวเอง

ปรากเป็นเมืองที่เดินเที่ยวได้นะ ทั้งยังถูกและมีสีสันมากเพราะวัยรุ่นจากทั่วยุโรปมักมารวมตัวกันที่นี่ในฤดูร้อน (อาหารตาสุดๆ) เฟิร์นเดินจากโฮสเทลข้ามสะพาน ขึ้นเขาไปปราสาท แวะร้านนู้นร้านนี้ระหว่างทาง แล้วเดินลงเขาจากอีกฝั่ง มาลงที่สะพาน Charles Bridge อันเลื่องชื่อ (ซึ่งคนเยอะมากกกก) แวะดูพระอาทิตย์ตกดินกับมองฝูงหงส์ว่ายน้ำกลับบ้านอยู่ริมน้ำคนเดียวเป็นชั่วโมงๆ ทั้งสองวันเลย และเฟิร์นหมายถึงยืนดูจริงๆ นะ ไม่ทำอะไรนอกจากดู ถ่ายภาพและฟังเพลง เฟิร์นคิดว่าเราต้องหยุดพักบ้างนานๆ ครั้ง และไม่น่าเชื่อว่าแค่การเที่ยวคนเดียวกับยืนดูพระอาทิตย์ตกดินจะสร้างความรู้สึกสงบที่เยียวยาโรค Anxiety ของเฟิร์นในตอนนั้นได้เลย มันไม่น่ากลัวอย่างที่คิดนะ และมันทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นด้วย ไม่รู้จะบรรยายยังไงเหมือนกัน แต่แนะนำให้ลองทำดู 

เที่ยวคนเดียว หยุดเล่นมือถือ หยุดคิดจะอัพรูปอวดโซเชียล มองผ่านเลนกล้องและฟังแค่เสียงเพลงกับเสียงธรรมชาติ 

4. Venice, Italy





The City of Water is the place that must be mentioned. It is one of the most romantic destinations that all of us have heard about before, Venice, Italy. I once had a chance to sleep over on the island and discovered that there are a lot we don't know about Venice. During the day a sea of people come to the island, but in the nighttime it's super quiet that if you shouted out loud, you'd would wake the whole neighbourhood up. Apparently, people only do a day trip to Venice. And yes, there're those who live on the island (there's even a university!).

I took a walk from the very busiest of the island to the spot where there's only houses of the Venetians. A park's also situated by the sea. Seeing people hanging out in the park, I asked myself how beautiful it must be living here in the nature. The Venetians usually get around by boats on these connected islands, which I found mega cool. There're not only boats that work like buses, but also post boats (DHL even), ambulance boats and police boats. You can actually state that every house owns a boat. I even saw a boat carrying a coffin passed by. It's almost as if I had learnt the truly Venetian routine.

All in all, I would say just hop on a plane to this spectacular island. No need to take the Gondola like everyone else. Just walk. Walk around Venice until you are the only tourist on the scene. See the life of Venetians and before you know it, you will fall in love with the island that has more to offer than just Gondolas and Carnival.

อีกหนึ่งเมืองแห่งสายน้ำที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย และเป็นเมืองแห่งความโรแมนติกที่ทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว...เมืองเวนิส ประเทศอิตาลีนั่นเอง เฟิร์นมีโอกาสได้ไปค้างบนเกาะเวนิสหนึ่งคืน แล้วก็ค้นพบว่ามันมีมุมที่เราไม่รู้อยู่เยอะเลย ความจริงแล้วเวนิสไม่ใช่เกาะเดียวนะ จะเห็นจากรูปข้างบนว่าฝั่งตรงข้ามก็เป็นเกาะเหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีทั้งหมด 3-4 เกาะนี่แหละ แต่แน่นอนผู้คนย่อมมาเที่ยวเกาะที่ใหญ่ที่สุด ตอนกลางวันเวนิสจะคนเยอะมากกก ตอนกลางคืนเงียบสนิทราวกับว่าถ้าตะโกนเสียงดังสักหน่อยนี่ปลุกคนได้ทั้งเกาะแน่ (จริงๆ นะ) ดูเหมือนว่ามันจะเป็นสถานที่ที่คนมาเที่ยวแบบเช้าเย็นกลับค่ะ แต่แน่นอนว่ามีผู้คนที่อาศัยอยู่บนนั้นนะ (มีกระทั่งมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ!) 

เฟิร์นเดินสำรวจไปยังย่านที่มีแต่คนพื้นเมืองเลยล่ะ มีบ้านมากมายที่เป็นของคนที่อาศัยที่นั่นจริงๆ มีสวนสาธารณะอันร่มรื่นที่อยู่ติดริมทะเล เห็นผู้คนออกมานั่งเล่นที่สวนแล้วเฟิร์นจินตนาการเลยแหละว่าการใช้ชีวิตอยู่บนเกาะที่แสนสงบสุขขนาดนี้จะต้องดีสักแค่ไหน ผู้คนเดินทางไปไหนมาไหนด้วยเรือบนเกาะที่เชื่อมด้วยสะพานแห่งนี้ มีทั้งเรือประจำทาง เรือไปรษณีย์ เรือพยาบาล เรือตำรวจ เรียกได้ว่าทุกบ้านมีเรือนั่นแหละ และเฟิร์นก็เห็นแทบจะทุกเรือเลยที่นั่น ทั้งเรือขนโลงศพที่แล่นผ่านมาโดยบังเอิญด้วย อย่างกับเห็นวิถีชีวิตของคนบนเกาะเลยค่ะ

ไปติดเกาะดูค่ะ ไม่ต้องไปนั่งเรือกอนโดลาชมเวนิสเหมือนที่คนอื่นทำก็ได้ (เฟิร์นก็ไม่ได้ทำ) เดินดู เดินไปจนถึงตรงที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเลยนะ แล้วคุณจะหลงรักเกาะที่มีดีมากกว่าแค่กอนโดลาและเทศกาลคาร์นิวัลแห่งนี้

5. Paris, France







Speaking of the most romantic destinations, there's no way "The City of Love" doesn't made it to the list. Never before have I visited a place for a week and took a thousand photos of it. Well, where to begin? OK, yes, some places in Paris are dirty but so are many cities in the world. What I'm trying to say is, I didn't care about that when I was there, for it's too beautiful to take for granted. And believe me when I say, no matter where you are in Paris, you will somehow manage to always take photos of the Eiffel Tower!

This might sounds weird but I do get it why Paris is named "The City of Love". I mean the architectures alone already look stunning and the Seine also runs through the city. Plus, the entire city is so well planned out. Now, imagine yourself and your better half by the river, side by side. You have got some wine or champagne and drink it whilst overlooking the Eiffel Tower, which lights up every hour, in the city of fashion and arts and the undeniable croissants, when the boats pass by.

This altogether makes it so hard not to fall in love with.

พูดถึงเมืองแห่งความโรแมนติกอย่างเวนิส ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เมืองแห่งความรักอย่างปารีสจะหลุดโผเราไปได้ ซิสคะ...เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน เมืองอะไรไม่รู้ ไปอยู่แค่อาทิตย์เดียวถึงกับต้องถ่ายรูปกลับมาเป็นพัน ย้ำ เป็นพัน! คือจะพูดยังไงดี...โอเค ใช่ บางสถานที่ในปารีสมันสกปรก พวกยิปซีก็มี แต่มันก็เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกที่ย่อมมีมุมแย่อยู่แล้ว สิ่งที่เฟิร์นจะบอกก็คือ ตอนไปไม่ได้สนใจเลย เพราะมันสวยมาก และเชื่อเถอะว่าไม่ว่าคุณจะอยู่จุดไหนของเมือง แต่ถ้าเห็นหอไอเฟล ยังไงก็ต้องยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพ!

เฟิร์นเข้าใจนะ เอาจริงๆ ที่เขาบอกว่านี่เป็นเมืองแห่งความรัก ด้วยความที่สถาปัตยกรรมมันก็งามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แถมปารีสยังเป็นเมืองที่วางผังเมืองเอาไว้ดีมาก เป็นบล็อกๆ ไปหมดเลย แล้วตั้งอยู่ในสถานที่ที่มีแม่น้ำแซนไหลผ่านอีก ทีนี้ก็จินตนาการตัวเองอยู่ริมน้ำข้างคนรัก ซื้อไวน์หรือแชมเปญมานั่งดื่ม มองหอไอเฟลที่จะมีไฟกะพริบติดทุกชั่วโมงในเมืองแห่งแฟชั่นและศิลปะกับครัวซองค์ที่อร่อยยากจะปฏิเสธ ในขณะที่เรือน้อยใหญ่แล่นผ่านในแม่น้ำสิ

ทุกสิ่งทุกอย่างในปารีสรวมกันได้ลงตัวเกินกว่าที่จะไม่ตกหลุมรัก

6. Da Lat, Vietnam







Vietnam was my most recent trip abroad. I visited 3 cities, Ho Chi Minh, Da Lat and Muine, and have already written about all of them. My most favourite ever is Da Lat. Jew (my BFF, who went to Vietnam with me) and I agreed that we would definitely go back to Da Lat, as we were so impressed. The town is located on a mountain, which makes the average temperature around 18 degrees ALL YEAR ROUND. I remember renting a bike and our faces went numb because of the cool wind. To be honest, I reckon Da Lat looks a bit like the perfect combination of Chiang Mai and some part of South Korea that we usually see in Korean series. Everyday that we were there, we would stay in the centre so late and walk up the hills singing to our homestay, after drinking soy milk, eating amazingly delicious home made yoghurt and some bread at a street cafe. (You literally eat and drink by the street like in Korean series.) And oh my word, life's so good!.

I don't know why but somehow it seems like Vietnamese don't like staying in. They're always out on the streets. Everywhere is crowded and the traffic is crazy! It's so busy like nowhere else I've been to. We were basically loving our lives in Da Lat. Nice weather, cute town and a lot to explore. We even sneaked into Da Lat university. The place was so peaceful and there're trees everywhere just like Chiang Mai University. Everything was so lovely that Jew swore if she'd done an exchange year, Da Lat University would have been her first choice.

And these are my 6 favourite destinations ever that choose to share with you guys. Of course there are a lot I haven't been to (and want to go so badly). Hopefully, I can tick Japan (at least I think so) off of my list this year, after I have been dreaming to go there for ages...

What about you, what is your dream destination? And which city of these 6 cities do you like the most?

Comment down below so that I know!

And before I say goodbye, don't forget you can be featured in this blog (read below) and please check out the first ever featured blogpost by a good friend of mine, Gooddy. He shares us some absolutely stunning photos from his journey to New Zealand!

จะถือว่าเป็นทริปต่างประเทศทริปล่าสุดของเฟิร์นก็ได้ ไปมาสามเมืองนะ เขียนบล็อกเล่าไปหมดแล้วด้วย แต่ยังไงๆ ก็ชอบดาลัทที่สุดและพูดกับจิว (เพื่อนที่ไปด้วย) หลายครั้งแล้วว่าอยากกลับไปอีก ประทับใจมากจริงๆ ค่ะ นี่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเขา อากาศดีตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 18 องศาเท่านั้นเอง เฟิร์นกับจิวเช่ามอไซค์ขับนี่หนาวหน้าชาเลย (หัวเราะ) แต่มันดีมากนะ มันเหมือนเกาหลีผสมเชียงใหม่หน่อยๆ คือต้องเดินขึ้นเขาลงเขาเหมือนในซีรีส์ แล้วทุกๆ วันที่อยู่ที่นั่น เราสองคนก็จะอยู่ในเมืองจนดึกดื่น เดินแหกปากร้องเพลงขึ้นเขาเพื่อกลับที่พักกันสองคนหลังจากที่ไปนั่งชิล จิบน้ำเต้าหู้ กินโยเกิร์ตโฮมเมด กินขนมปังร้านดังข้างทาง (เหมือนในซีรีส์เกาหลีจริงๆ!) เฮ้ย มันดีมากอ่ะ 

แล้วคนเวียดนามจะเป็นประเภทไม่ค่อยอยู่บ้าน ออกมาข้างนอกกันทั้งวันทั้งคืน ถนนครึกครื้นตลอดเวลา เป็นบรรยากาศแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนเลย เฟิร์นกับจิวทำอย่างนั้นทั้งสองคืนที่อยู่ที่นั่นเลยนะ แล้วก็ติดใจมากกกก ชอบบบ อากาศดี เมืองน่ารัก มีอะไรให้เที่ยวเยอะแยะ แอบเข้าไปในมหาวิทยาลัยดาลัทมาด้วย ธรรมชาติสุดๆ อย่างกับมช.บ้านเราจนจิวลั่นวาจาเลยว่าถ้ามาแลกเปลี่ยนเวียดนามจะมาเรียนที่นี่ ฮ่าๆ

แล้วทั้ง 6 เมืองนั้นก็เป็นปลายทางโปรดตลอดกาลที่เฟิร์นเลือกมาเล่าสู่กันฟังในบล็อกนี้ค่ะ ตัวเฟิร์นเองก็ยังมีประเทศที่อยากไปอยู่เยอะมาก ถ้าเป็นไปได้ปีนี้น่าจะได้ไปญี่ปุ่น (คิดว่าน่าจะได้ไปนะ) เพราะงั้นญี่ปุ่นจึงเป็น 2018 Bucket List ของเฟิร์นหลังจากที่อยากไปมานานแสนนานนนนน

แล้วทุกคนละค่ะ อยากไปที่ไหนกัน? และชอบเมืองไหนที่เฟิร์นเล่ามาเป็นพิเศษบ้าง?

คอมเมนท์เล่าสู่กันฟังไว้นะ เฟิร์นก็อยากรู้เหมือนกัน :)

ก่อนจากกันไปวันนี้อย่าลืมนะคะว่าเฟิร์นยังหาคนที่จะมาเขียนบล็อกด้วยกันอยู่ ตอนนี้ก็มีชวนเพื่อนมาทำบ้างแล้ว อ่านรายละเอียดข้างล่างได้เลย และอย่าลืมไปดู Travelblog ของกูดดี้ (นามปากกา GD) เพื่อนเฟิร์นกันนะคะ การันตีภาพงามๆ เลย!

xx

Fern

NEW ZEALAND | THE JOURNEY OF A CRYSTAL IN THE LAND OF THE LONG WHITE CLOUD


"Wanna come write with me?

A few days ago I came across an instagram post of one of my friends, which describes stories about Mongolia. At that moment I just thought: why don't I just contact her and ask if she wants to be featured in this blog? There're so many talented people who don't have a platform to present their work. So why not build this community together?

To be honest, I don't have anything to offer, but a space to show your work. This blog is not sponsored and I take care of the cost myself. However, I am willing to share this platform with you to build a blog that is inspiring for everyone. Those who wish to be featured just kindly send me a sample of your work via:

kanittha.fernniz@gmail.com

I might not be able to pick all of you because I really want someone who shares the same lifestyle as me. However, I am beyond willing to read! :)"

xx

Fern

"มาเขียนบล็อกกับเฟิร์นไหม? ♡

เมื่อไม่กี่วันมานี้เฟิร์นบังเอิญไปเห็นไอจีรุ่นน้องคนหนึ่งที่ไปเที่ยวมองโกเลียแล้วเล่าเรื่องราวผ่านรูปเยอะมาก เฟิร์นรู้สึกชอบก็เลยปิ๊งไอเดียว่าเอ๊ะ เราชวนน้องเขามาเขียนลงบล็อกให้ด้วยดีไหม เพราะเฟิร์นรู้สึกว่าเรายังมีนักอยากเขียนอีกหลายคนที่ไม่มีพื้นที่แสดงผลงานที่ไหน งั้นทำไมเราไม่มาสร้างพื้นที่นี้ด้วยกันล่ะ?

เฟิร์นไม่มีอะไรจะให้เนอะ แค่มีพื้นที่ให้ใช้ (หัวเราะ) เพราะเฟิร์นก็ไม่มีสปอนเซอร์แต่อย่างใด โดเมนที่ใช้อยู่ตอนนี้เป็นโดเมนที่ชำระรายปีซึ่งเฟิร์นก็รับผิดชอบอยู่เอง แต่มาร่วมทำความรู้จักและสร้างบล็อกนี้ให้กลายเป็นบล็อกที่สร้างแรงบันดาลใจด้วยกันดีกว่า ใครสนใจอยากเขียนเรื่องราวลงบล็อกกับเฟิร์นลองส่งมาเลย:

kanittha.fernniz@gmail.com

หมายเหตุ : เฟิร์นอาจเลือกไม่ได้ทุกคน เพราะอยากได้คนที่ไลฟ์สไตล์ตรงกันจริงๆ แต่ยินดีอ่านนะคะถ้าลองส่งมากัน :)"

#sunset #travelling #travel #traveller #trip #roadtrip #travellers #traveling #daytrip #europe #paris #france #germany #dusseldoft #destinations #bucketlist #czech #prague #london #uk #england #bigben #tour #tourist #tourism #review #jetset #venice #italy #asia #dalat #vietnam #summer #wander #wanderer #wanderlust #Photography #photoblog