MONGOLIA | THE LAND OF THE ETERNAL BLUE SKY


มองโกเลีย | ดินแดนแห่งฟ้าสีครามไม่ที่สิ้นสุด

บล็อกนี้คือ Featured blog หรือบล็อกของนักเขียน/นักเดินทางคนอื่นที่เฟิร์นเลือกมาลงด้วย ซึ่งไม่ใช่งานเขียนและภาพถ่ายของเฟิร์นเองนะคะ สามารถอ่านรายละเอียดและเครดิตทั้งหมดได้ที่ด้านล่างนี้เลย อย่าลืมกด Subscribe (ล่างสุด) เพื่อที่จะได้ไม่พลาดบล็อกถัดๆ ไป และคอมเมนท์หรือแชร์เพื่อให้กำลังใจเพื่อนเฟิร์นด้วย เค้าจะได้มีกำลังใจสำหรับบล็อกต่อๆ ไป อิอิ

เจอกันกับบล็อกหน้าวันเสาร์นี้ค่ะ!

This is a featured blog by a good friend of mine. All the credit from the photographs is down below. Don't forget to click subscribe so you never miss an update and please share some love or comment so that she feels appreciated and sends us some more magnificent photos!

See you again with another blog on Saturday!

xx

Fern











Title : Mongolia – The Land of the Eternal Blue Sky

Description : I’ve got thousand experiences within 2 months, hopefully I can make a long story short….

Date : 12 June – 8 August 2017

Author : Raxchanok

Facebook : https://goo.gl/AnGJs3

Instagram : rakchxnxk

The reason why I chose Mongolia to be the destination (volunteer + travel) of 2017 might be that this exotic country located in Central Asia is quite underrated or even unheeded by Thais, and besides photos on internet and basic history of the country, I have never known much about this land. (Plus, I’m sort of person who has thirst for adventure.)

Once I arrived there, I firstly noticed the differences between two capital cities – UB (Ulaanbaatar) and Bangkok –, far cry from Bangkok, there are only couple of skyscrapers in UB, and the city is not an absolute concrete jungle yet. Hence, one’s visibility is quite far (even a short person like me). One good spot for taking cityscape was from the lounge at top of Blue Sky building (superior views, affordable price).

Walking through the city was preferable for me actually, since the weather was sooo nice and the city was pedestrian friendly (well, I’m from Thailand). A funny thing I found in the city area was Korean influence. In the city centre, one can find Korean restaurants almost every corner of streets, or Korean coffee franchise like Caffe Bene (of course, no Starbucks), which can be found easily. Another place that surprise might be E-mart, a big Korean supermarket where I could find everything I needed. Meanwhile the city centre is full of foreign influences, there’s a local large market, Naran Tuul (Black market, which is open-air and not literally black), located in another part of the city. It’s a place like, everything you could think about is sold here. Well, my first impression wasn’t a big surprise, since in Thailand there're some places crazy like this (even crazier). Until I was in couple blocks, where they sold a lot of exotic stuffs, some were natural, traditional, bizarre, and some looked like antiques (I don't know if they're real antiques or not, so I rather use looked like).

Taking a trip (without tourist agency) to the countryside in Mongolia is not that easy, for the reason that there’s no public transport to the place like Gobi desert and etc. (But visiting some lakes or mountains that are not ‘far’ – please consider the word ‘far’ – from UB can be done by taking bus, train, or taxi.) During 59 days in Mongolia, I actually had chances to go to the countryside 3 times. The last one was when I went on a 7-day trip to Gobi desert. (I’m addicted to travelling solo, so it means that was Hobson’s choice for me to go to Gobi.) And woooow…. the trip was marvellous! Meeting new fantastic and joyful companies, I also had chances staying with the locals. Every single scenery was breath-taking, even though there was nothing but steppe outside the car’s window and windscreen. Personally, I felt relaxed every time I looked at the emptiness where the only 2 things I could see were land and ‘eternal blue sky’, especially when there’s no service on my phone and I was cut off from the outside world.

For me, my journey in Mongolia was one of noteworthy experiences in my life.

เหตุผลที่เราเลือกไปมองโกเลีย (อาสาสมัคร+เที่ยว) ในปี 2017 คงเป็นเหตุผลที่ว่า มองโกเลียเป็นประเทศที่ใหญ่แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือคุ้นเคยของคนไทย ไม่ใช่ประเทศท่องเที่ยวที่คนนิยม บวกกับส่วนตัวเราเองเรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนี้เลยนอกจากเรื่องราวของเจงกิสข่านแบบงูๆ ปลาๆ และรูปสวยๆ ที่เห็นบ่อยๆ ในอินเทอร์เน็ต (ส่วนตัวเป็นคนชอบเที่ยวที่แปลกๆ ลำบากๆ ด้วย)

สิ่งแรกที่เราสังเกตได้ชัดตอนที่เราไปถึงเลยคือ เมืองหลวงเค้ากับเมืองหลวงเรามันต่างกันจังเลย ที่ UB (อูลานบาตอร์) มีตึกสูงๆแบบตึกระฟ้าอยู่ 2-3 ตึกเอง ตึกอื่นๆก็จะไม่สูงมาก ส่วนอาคารบ้านเรือนที่เหลือจะเตี้ยๆ ไม่ค่อยเกิน 3 ชั้น ในขณะที่กรุงเทพฯ จะเป็นป่าปูน มีแต่ตึก ตึก และ ตึก ทำให้ทัศนวิสัยที่นู่นไกลกว่าแน่นอน มองทีเห็นไปหลายช่วงตึก (เตี้ยๆอย่างเรายังมองเห็นไกลขนาดนี้เลยอ่ะ) ซึ่งก็จะมีจุดชมวิวของเมืองหลายที่ แต่ที่เราชอบมากที่สุดคือวิวจากเลานจ์ชั้นบนสุดของโรงแรม Blue Sky ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สามารถถ่ายภาพเมืองได้กว่า 180 องศาเลย

การเดินทางในเมืองสะดวกมาก เราชอบเดินมากกว่าจะใช้ขนส่งสาธารณะ เพราะอากาศก็ดี (มากกกกก) เหมาะกับการเดิน ทางเดินก็ดี ไฟจราจรเอยอะไรเอย เทียบกับไทยแล้วเราสามารถเดินได้เรื่อยๆโดยลืมระยะทางโดยไม่มีอันตรายจากการจราจรบนท้องถนนเลย สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตได้ในเมืองและคิดว่าแอบตลกคือ เป็นเมืองที่มีอิทธิพลเกาหลี (ใต้) แรงมาก โดยเฉพาะใจกลางเมืองที่เราจะเจอร้านอาหารเกาหลีได้ง่ายแบบไม่ต้องหา อยู่มันทุกมุมถนน มีร้านกาแฟสัญชาติเกาหลีอย่าง Caffe Bene (ไม่มี Starbucks ด้วยนะ) หรือแม้กระทั่งห้างค้าปลีก E-mart (แต่ไม่มี 7-11 หรือ แฟมิลีมาร์ทเลยนะ) แต่ความตรงกันข้ามเลยคือ อีกด้านหนึ่งของเมืองนั้นมีตลาดใหญ่มากอยู่ที่หนึ่ง ให้อารมณ์โรงเกลือบ้านเรา ชื่อตลาด Naran Tuul (Black Market) แปลตรงตัวก็คือตลาดมืด ซึ่งมันก็ไม่ได้ดำมืด หนำซ้ำยังเป็นตลาดเปิดโล่งอีก ในตลาดนั้นก็จะไม่หวือหวาโหดขนาดโรงเกลือ แต่มันจะมี 2-3 บล็อก ที่จะขายของหายาก เก่า โบราณ (จริงหรือก๊อปเกรดไหนก็ไม่รู้นะ) หรือของแปลกๆ (แปลกขนาดเป็นขน หรือกระดูกจริงๆสัตว์) ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นที่ที่น่าสนใจสำหรับเรา แบบเห็นแล้วว้าว!

การที่จะออกไปเที่ยวสถานที่สวยๆ ที่เป็นจุดขายจริงๆ ตามต่างจังหวัดโดยไม่จองทัวร์นี่คือยากมากกก เพราะไม่มีขนส่งสาธารณะที่จะไปสถานที่แบบนั้นได้เลย ไปเองได้ก็ได้แค่ระยะไม่ไกล (ระยะใกล้-ไกลต้องดูขนาดประเทศประกอบ) ไปได้แค่ทะเลสาบหรือภูเขาบริเวณรอบๆเมืองหลวง ตลอด 59 วันที่เราอยู่มองโกเลีย เราได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างจังหวัด 3 ครั้ง โดยที่ครั้งสุดท้ายเราไปทะเลทรายกับทัวร์ (ปกติเราเที่ยวเองคนเดียวตลอด ครั้งนี้เป็นไฟต์บังคับเลย ไม่ทัวร์หรือไม่ไป) แต่การไปกับทัวร์ครั้งนี้ก็ออกมาดีกว่าที่คิดเยอะ จริงๆ ก็เป็นทริปที่สุดยอดมาก เจอกับเพื่อนร่วมทัวร์น่ารักๆ ได้พักกับคนท้องถิ่น วิวที่เห็นตลอดสองข้างทาง และที่ได้ออกไปเดินเล่น (จริงๆ ส่วนมากคือการเดินเป็นกิโลบนหิน หรือทราย) คือสวยมากกกจนไม่อยากหาคำมาบรรยาย เพราะไม่รู้จะมีคำไหนเหมาะกับสิ่งที่เห็น รู้สึกดีกับทุกๆสิ่ง แม้กระทั่งวิวที่มองออกไปแล้วไม่เห็นอะไร มีแต่ทุ่งหญ้ากับท้องฟ้าโล่งๆ สุดลูกหูลูกตา แต่มันเหมือนกับทำให้เราได้ใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลย เป็นเวลาที่เราถูกตัดขาดจากโลกภายนอกจริงๆ มองไปทางไหนก็ไม่มีสิ่งกวนใจ ได้คิดและอยู่กับตัวเอง เป็นความรู้สึกที่หายากสำหรับเรามากๆ

หากถามว่าไปมองโกเลียครั้งนี้เป็นยังไง เราคงบอกว่าเป็นประสบการณ์นึงที่เราจะไม่มีวันลืมเลย

By Raxchanok

#wanderer #jetset #destinations #fernniz #traveling #travel #travelling #traveller #travellers #mongolia #asia #trip #roadtrip #daytrip