MY FIRST PRESS TRIP | HOLIDAY INN VANA NAVA HUA HIN


“Fern, are you available to go on this press trip?” 

หลังจากที่ทำงานนิตยสารมาระยะเวลาหนึ่ง ในที่สุดคำถามนั้นก็หลุดออกจากปากเจ้านายเฟิร์นเสียที มันมาพร้อมกับภาพที่แคปมาจากอีเมลซึ่งแจ้งรายละเอียดการเชิญสื่อไปทริปที่โรงแรม Holiday Inn Vana Nava Hua Hin ในวันที่ 19-21 มกราคม เฟิร์นลังเลอยู่นิดหน่อยแค่เพราะว่ามันเป็นวันศุกร์-อาทิตย์แล้วกลัวว่าจะเหนื่อยเกินไป แต่แน่นอน…สุดท้ายเฟิร์นก็คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา

อีเมลแจ้งกำหนดการการเดินทางและรายละเอียดทริปถูกส่งตามมาหลังจากนั้น ในตารางมีเล่นสวนน้ำวานานาวากับโยคะตอนเจ็ดโมงเช้าและอะไรอีกมากมาย เฟิร์นก็คิดในใจ…เอาแล้ว นี่ต้องไปเล่นสวนน้ำกับใครก็ไม่รู้ที่ไม่รู้จักเรอะ (หัวเราะ)

พอวันศุกร์มาถึง เฟิร์นก็ไปที่นัดพบ ลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กกับสะพายเป้ใบนึง มองซ้ายมองขวาหาคนที่จะมีกระเป๋า แล้วจู่ๆ ผู้หญิงคนหนึ่งก็หยุดเฟิร์นไว้แล้วถามว่า “หัวหินป่ะคะ” เฟิร์นก็งงๆ พี่เขาก็แนะนำตัวว่าเป็นพีอาร์ที่ติดต่อมา พี่เก๋ และอีกคนที่มาด้วยกันชื่อพี่แนน อายุไม่ต่างจากเฟิร์นมาก คุยไปคุยมาก็ค้นพบว่าเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องมอเดียวกันเฉย โลกกลมไปอีกกกก

แล้วหลังจากที่รออยู่สักพักหนึ่ง ผู้ชายอีกคนก็เดินเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าใบโต พี่เก๋ก็ถามสเต็ปเดิมว่าหัวหินใช่ไหม ฮ่าๆ พี่คนที่มาใหม่ชื่อพี่นิกกี้ และผู้หญิงอีกคนก็ตามมาสมทบ เธอชื่อเจนนี ดันมาจากธรรมศาสตร์เหมือนกันอีกแน่ะ และที่สำคัญ เราทั้งสามคนก็เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน แถมทริปนี้ก็เป็นทริปแรกเหมือนกันหมด!

ทีนี้แหละ ความสนุกในทริปเปิดซิง (ทริปแรกของทุกคน) ก็ได้เริ่มต้นขึ้น


โรงแรม Holiday Inn Vana Nava Hua Hin (ไม่มีคำว่า Resort นะจ๊ะ ใครไปแล้วจะเช็กอินต้องดูให้ดี มันจะมีอันที่เขียนว่า Holiday Inn Resort Vana Nava Hua Hin ซึ่งเป็นอันที่ผิดและเขาพยายามจะให้แก้กันอยู่) เพิ่งจะเปิดสดๆ ร้อนๆ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง และยังเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในหัวหินด้วย มีด้วยกันทั้งหมด 27 ชั้น คอนเซ็ปต์ของโรงแรมนั้นได้มาจากหมู่บ้านประมง เพราะงั้นการตกแต่งภายในโรงแรมก็จะใช้ลูกเล่นที่เกี่ยวกับการประมงหมดเลย ทั้งมีสุ่มจับปลาขนาดยักษ์ที่เป็นบันไดวนเอย อะไรเอย ตัวเลขหน้าลิฟต์เป็นเกล็ดปลา สีในลิฟต์แต่ละตัวก็ไม่เหมือนกัน ไฟตามทางเดินก็มีไฟสีเขียวที่เป็นไฟจับปลา เฟิร์นเห็นแล้วแบบเออเฮ้ย ครีเอทดีอ่ะ

พอมาถึงแล้วเราก็ต้องขึ้นมาเช็กอินที่ชั้น 8 กันเลย โรงแรมนี้ล็อบบี้อยู่ชั้น 8 จ้า เขาดีไซน์มาเพื่อให้เดินออกจากลิฟต์ไปปุ๊บก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับวิวของหัวหินนั่นเอง เรียกได้ว่าออกจากลิฟต์ไปก็เห็นวิวทะเลเลยอ่ะเอาอย่างนี้ดีกว่า ตอนนั้นไปถึงเกือบๆ ห้าโมงแล้ว เราก็เช็กอินกันและแยกย้ายกลับเข้าห้องก่อนเพื่อเอาของไปเก็บ แล้วเดี๋ยวจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ Rooftop Bar กัน




ห้องของเฟิร์นนี่อยู่ในสุดเลย ทำให้เห็นวิวสองด้าน ต้องเล่าก่อนว่าที่โรงแรมนี้จะมี Sea View กับ Mountain View เนอะ เฟิร์นก็สบายเลยจ้า เห็นทั้งสองด้าน อิอิ พอจัดแจงของเสร็จเฟิร์นก็หยิบนาฬิกาที่ได้จากการเช็กเอาท์มาใส่ นี่เป็นของสำคัญมากเลยนะ มันใช้แทนคีย์การ์ดเข้าห้องได้ด้วย ใช้จ่ายเงินเวลาซื้ออะไรก็ได้ (แล้วค่อยมาเคลียร์ตอนเช็กเอาท์) แถมมันยังให้ access เราเข้าสวนน้ำวานา นาวา ฟรีจนถึงสามทุ่ม! เอ้อ คิดดูสิ ค่าเข้าปกติก็ปาไปเป็นพันแล้ว ค่าห้องที่ Holiday Inna เริ่มต้นที่สามพันเอง (ขอบอกว่าถูกมากกก ถ้าเทียบกับสิ่งที่โรงแรมเสนอให้ เดี๋ยวไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง) ถ้ามาเพื่อเล่นสวนน้ำด้วยก็เท่ากับหักค่าสวนน้ำไปพันนึง มีแต่คุ้มกับคุ้ม





มาดู Rooftop Bar กันบ้าง ที่นี่เขามีชื่อว่า Vana Nava Sky Bar ซึ่งความจริงแล้วยังไม่เปิดให้ใช้บริการ แต่มาดูความสุดยอดของมันซะก่อน การจะขึ้นไปที่บาร์ได้คือต้องขึ้นมาชั้น 26 ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำ ออกมาจากลิฟต์ก็แทบจะร้องว้าวกับวิวแล้ว เพราะว่าซิ้สคะ! นั่นมันสระว่ายน้ำแบบ Infinity Pool สระว่ายน้ำไร้ขอบนี่! ลองคิดถึงภาพงามๆ จากพวกคนดังที่หันหลังดูวิวของทะเลจากในสระว่ายน้ำแบบนี้สิ มันใช่เลยยยยย พลาดไม่ได้!


จากสระว่ายน้ำจะเดินขึ้นไปที่บาร์ได้ ข้างบนนี้อลังการพอๆ กับข้างล่างเลย มันเป็นจุดชมวิวและดูพระอาทิตย์ตกดินค่ะ ดูเผินๆ ก็เหมือนจะไม่มีอะไรใช่ไหม แต่ขอโทษ ที่พื้นมันเป็นกระจกใสนะจ๊ะ ไม่สูงเท่าไหร่ ร้อยกว่าเมตรเองงงง เพราะฉะนั้นใครกลัวความสูงนั้นหมดสิทธิ์ (หัวเราะ) ข้างบนนี้ลมค่อนข้างแรงนะ ถ้าจะใส่กระโปรงพลิ้วๆ ก็อาจจะต้องระวังหน่อย เพราะมันจะมาริลีน มอนโรมาก ฮ่าๆ




ชื่นชมวิวเสร็จแล้วเราก็มาชิม Welcome drink กัน ทางโรงแรมมีซิกเนเจอร์สองตัว ชื่อ A Clover Club For Kissing (ตัวซ้าย) และ Thyme is Sunny (ขวา) ส่วนตัวเฟิร์นชอบอันแรกมากกว่า ลองคิดดูสิว่าจิบคอกเทลชมวิวงามๆ มันช่างแสนสุขขนาดไหน ใครมีแฟนรีบชวนไปด่วนนน



หลังจากนั้นก็ถึงเวลาของมื้อเย็นแล้ว ห้องอาหารของที่นี่จะอยู่ที่ชั้น 7 แล้วจะเป็นห้องอาหารที่แขกใช้ทานทั้งสามมื้อเลย เช้าก็เป็นบุฟเฟ่ต์นานาชาติ เฟิร์นไม่แน่ใจเรื่องมื้อเย็นนัก เพราะตอนนั้นได้กินมื้อเย็นที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้ วันแรกเป็นอาหารไทย พร้อมกุ้ง กั้งและปลาหมึกเผา ฟินหนักมาก…วันที่สองเป็นอาหารสามคอร์ส อิ่มอร่อยเลิศรสกันไป

บรรยากาศของการทานอาหารเป็นกันเองมากๆ เฟิร์นเริ่มสนิทกับพี่นิกกี้ เจนนี่ พี่เก๋และพี่แนน แถมยังมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับพี่ๆ บล็อกเกอร์ เจ้าของเพจต่างๆ กับนักเขียนคนอื่นๆ ที่อยู่ในวงการมานานด้วย แล้วนี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เฟิร์นชอบในงานของเฟิร์นเลย การได้รู้จักคนเยอะ ได้คอนเน็กชั่นและแลกเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่าง หลายคนคิดว่านักเขียนมักเป็นคนเก็บตัว ซึ่งก็จริงในบางมุมนะ แต่เฟิร์นคิดว่าการได้พูดคุยกับคนที่มีไลฟ์สไตล์คล้ายๆ เรามันดีมากเลย :)




แต่แน่นอน สำหรับพวกเฟิร์นนั้นตอนกลางคืนย่อมไม่จบลงแค่มื้ออาหาร พวกเรายังออกมานั่งด้านนอกเพื่อพูดคุยและดื่มกันอีก ทางโรงแรมมีพื้นที่ Outdoor ให้ทั้งที่ชั้น 7 ซึ่งเป็นห้องอาหารและตรงล็อบบี้ชั้น 8 เลย น่านั่งมากๆ วิวมองลงไปเห็นสวนน้ำตอนกลางคืนด้วยนะ



พอวันที่สองเราก็มาสำรวจโรงแรมกันอย่างจริงจังหลังมื้อเช้า เริ่มตั้งแต่สระว่ายน้ำชั้นบนอีกครั้ง (เมื่อวันแรกยังไม่ได้ดูละเอียดนัก) ในส่วนของห้องพักนั้นเฟิร์นไม่ได้ถ่ายรูปมาทั้งหมดเพราะไปกันหลายคน ถ่ายค่อนข้างยาก แต่มีห้องนึงที่ชอบมากเลยก็คือ Kid’s Suite คือมีห้องผู้ใหญ่แล้วก็มีห้องนอนเล็กสำหรับเด็กแยก เป็นเตียงสองชั้นดีไซน์ไว้น่ารักมาก ที่เห็นสีส้มๆ มีพวงมาลัยเรือในรูปนั่นไม่ใช่อะไร ตู้เสื้อผ้านะจ๊ะ!







ถัดจากนั้นเราก็ได้ยลโฉม Gym ของโรงแรม ที่นี่ออกกำลังกายไปก็ชมวิวทิวทัศน์งามๆ ไป (เห็นทะเลนะเว้ยยย) ข้างในยังมีห้องซาวน่าอีกด้วย ต่อจากนั้นก็ไป Tea Tree Spa ซึ่งเฟิร์นก็ได้แวะมาใช้บริการ Signature Treatment Vana Nava ในตอนบ่าย เป็นการนวดผ่อนคลายยาวนานหนึ่งชั่วโมง ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย เดินออกจากสปานี่ตัวปลิวเลยทีเดียว ราคาก็ไม่แพงด้วย พันกว่าบาทเท่านั้นสำหรับคนที่สนใจ






ด้วยความที่ Holiday Inn ที่นี่เป็น Family friendly มากๆ ห้องที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ Kid’s club มาเลยค่ะ ใครที่พาลูกพาหลานมาด้วย มาฝากไว้ที่นี่แล้วหนีไปพักผ่อนกันได้เลย (หัวเราะ) เขามีพี่เลี้ยงดูให้ค่ะ มีของเล่น บ้านลูกบอล มีการ์ตงการตูนให้ดูอย่างครบครัน สบายมากเชื่อสิ ไปลองมาแล้ว… (ดูจากรูปข้างล่าง)



นอกจากนั้นที่โรงแรมก็ยังมีห้องประชุมสัมมนา ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ไว้ใช้จัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใหญ่ๆ ให้แขกได้จองกันตามอัธยาศัยด้วย (เฟิร์นไม่ได้ใส่รูปมาในนี้ แต่คาดว่าดูได้จากในเว็บ) การทัวร์โรงแรมจบลงด้วยการมาถ่ายรูปหน้าน้องปลาวาฬที่เขาบอกว่านำมาเป็นสัญลักษณ์เพราะเคยเป็นพันธุ์ที่มาโผล่ให้เห็นที่หัวหินอยู่ครั้งนึง น่ารักเนอะ


พอช่วงบ่ายก็เป็นเวลาฟรีแล้วค่ะ พวกเฟิร์นเข้าไปในสวนน้ำเพื่อถ่ายรูปเล่นแป๊บนึง (ไม่ได้เล่นเครื่องเล่นเลย เพราะเคยเล่นแล้ว ฮ่าๆ แต่ถ้าทุกคนมาต้องเล่นนะ เดี๋ยวไม่คุ้ม) จากนั้นก็แยกย้ายไปพักผ่อน ไปสปา ตกเย็นก็มาทานอาหารร่วมกันและชิลกันเหมือนเคย



ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลายที่เชิญไปทริปนี้และทำให้ได้มิตรภาพดีๆ กลับมา วันสุดท้ายนี่เฟิร์น เจนนี่และพี่นิกกี้ไม่อยากกลับเลย โรงแรมสวยและนอนสบายมาก (ลืมบอกด้วยว่ามีหมอนให้เลือกสองแบบด้วยนาจา แบบนิ่มกับแข็งๆ หน่อย) แอบหักคะแนนแค่ตรงที่โรงแรมอยู่ใกล้ทางรถไฟและตอนกลางคืนเวลารถไฟวิ่งผ่านเสียงจะดังมากแม้กระจกจะเป็น sound proof แล้ว (แต่เฟิร์นก็นอนหลับได้ไม่มีปัญหานะ) 


จากที่ทีแรกคิดว่าสงสัยเฟิร์นจะได้แต่นอนแกร่วอยู่ในห้องคนเดียว คงเข้าห้องแล้วขลุกอยู่ในนั้นตั้งแต่ 2 ทุ่มอะไรอย่างนี้…แต่ความจริงดีกว่านั้นมาก สนุกมากจริงๆ แถมยังได้เพื่อนและคอนเนกชั่นเพิ่มด้วย ย้ำว่าดีกว่าที่คิดไว้มาก เขาถึงได้บอกไงว่าให้คว้าทุกโอกาสที่เข้ามาในชีวิต

ลากันไปด้วยประโยคนั้นแล้วกัน เฟิร์นหวังว่าบล็อกนี้จะให้อะไรมากกว่าแค่รีวิวโรงแรมนะ อยากให้ทุกคนได้แรงบันดาลใจในการไปพักผ่อนหรือให้หยุดปฏิเสธสิ่งที่อาจจะผ่านเข้ามา เพราะมันเป็นไปไม่ได้หรอกที่ทุกอย่างมันจะออกมาแย่อย่างที่เราคิด อย่างเรื่องนี้เป็นต้นไง :)

แล้วเจอกันใหม่เสาร์หน้านะคะ!

xx

Fern

Instagram : fernniz.k

Twitter : fernniz

Facebook Page : fernniz