MY ALL TIME FAVE TV SERIES | แนะนำซีรีส์ภาษาอังกฤษสุดโปรด



สวัสดีวันหยุดค่ะซิส! 

สืบเนื่องจากบล็อก ‘How I learn English เรียนอังกฤษยังไงให้ใช้เป็น’ ก่อนหน้านี้เฟิร์นได้บอกไว้ว่าเดี๋ยวจะมาลิสต์ซีรีส์ภาษาอังกฤษที่เฟิร์นชอบเอาไว้ให้ วันนี้แหละที่ทุกคนจะได้รู้กันว่ามันมีอะไรบ้าง :) เลือกมา 10 เรื่องเนอะ ไม่ได้เรียงลำดับตามความชอบแต่อย่างใด และอย่าลืมว่านี่เป็นเพียงซีรีส์ที่เรียงจากความชอบส่วนตัวเท่านั้น ทุกคนอาจจะชอบไม่เหมือนกันก็ได้เนอะ ส่วนใหญ่เฟิร์นจะชอบดูแนวสืบสวนสอบสวน แต่แนวรักๆ อย่าง Gossip Girl หรือ Glee ก็ดูนะ แต่ไม่ได้ถือว่าโปรดปราดขนาดนั้นจึงต้องตกโผไป

เอาล่ะ ทีนี้มาดูกันว่า 10 เรื่องที่เลือกมามีอะไรบ้าง!

หมายเหตุ : นี่จะเป็นการรีวิวอย่างละเอียด ยาวนิดนึง อดทนอ่านไปนะจ๊ะ เฟิร์นไม่สามารถทำให้มันสั้นได้จริงๆ ฮ่าๆๆ


1. Game of Thrones

คือต้องบรรยายอะไรอีกมะ เรื่องนี้ คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อเนอะ (หรือว่ามี?) เขาว่ากันว่า Game of Thrones เนี่ยเป็นซีรีส์ที่ดีที่สุดแล้วที่มนุษย์จะสามารถสร้างได้ ตามความเห็นของเฟิร์นนั้นเฟิร์นว่าจริง! ติดงอมแงมเลยจริงจัง สิ่งที่เฟิร์นชอบของเรื่องนี้ก็คือตัวละครทุกตัวไม่ได้เลวสุดขีดจนไม่ลืมหูลืมตา (ยกเว้นแรมซีย์ โบลตัน ฆ่ามันเถอะ พี่เลวได้สุดยอดจริงๆ) และก็ไม่ได้มีตัวละครที่ดีขาวสะอาดทุกตัว ตอนแรกๆ ที่ดูคือเกลียดเจมี แลนนิสเตอร์เว่อร์ ดูไปดูมากลายเป็นตัวละครโปรดเฉย โอ๊ย เรื่องนี้นี่มันยังไง

คือมันมีที่มาที่ไปของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องค่ะ ถ้าจะให้เล่าอย่างรวบรัดที่สุดก็คือเขาพยายามแย่งชิงบัลลังก์กันนั่นแหละ แม่มังกร (เดอแนริส ทาแกเรียน) คือผู้ที่ตกไฟไม่ไหม้ ขี่มังกรได้และเป็นสายเลือดแท้จริงที่จะได้นั่งครองบัลลังก์ แต่ปัจจุบันบัลลังก์ตกอยู่ในมือของตระกูลแลนนิสเตอร์ที่พยายามขัดขวางไม่ให้เดอแนริสกลับมา ไหนจะมีการหักหลัง กบฏมากมายก่ายกองของหลายต่อหลายตระกูลที่เข้ามาร่วมในสงคราม ตระกูลสตาร์ค บลาๆ แต่ละตระกูลก็มีเป้าหมายแตกต่างกันออกไป บ้างก็จะมาโค้นล่มแลนนิสเตอร์ มาล้างแค้น ระหว่างทางก็ยังเจออุปสรรคอีกนับไม่ถ้วน คือเรื่องนี้รายละเอียดมันเยอะมากจริงๆ ช่วงซีซันแรกๆ ที่เป็นการปูเรื่องนี่อาจน่าเบื่อได้สำหรับคนที่ไม่ค่อยชอบแนวนี้ แต่ซีซันสามเป็นต้นไปนี่มันส์มากแล้วจริงๆ ไหนจะยังมีกองทัพคนตายที่ต้องกลายเป็นศึกของทุกตระกูลอีกล่ะ รวมไปถึงความลับมากมายเกี่ยวกับตัวละครทั้งหลาย โอ๊ยยยย นับถือคนแต่งจริงๆ ที่วางพล็อตที่รายละเอียดแน่นขนาดนี้ได้

เรื่องนี้ไม่เหมาะสำหรับคนจิตใจบอบบางเท่าไหร่ ไม่เพียงแต่มันจะติดเรทแบบนั่งดูกับพ่อแม่ไม่ได้นะจ๊ะ มันยังมีฉากฆ่าฟันกันโหดๆ อีกต่างหาก พอตอนที่คิดว่า…โอเค ดีแล้ว งานนี้จบสวยแน่ๆ ก็โดนหักมุมซะหัวทิ่มจนเจ็บใจไปหลายวันเลย รวมๆ คือมันดียยยยย์มากค่ะซิส ติดงอมแงม!

ปัจจุบันมี 7 ซีซันนะจ๊ะ ซีซันสุดท้ายจะมาปี 2019 เพราะงั้นรีบดูซะ ตอนนึงประมาณ 1 ชม. และเอาจริงๆ 1 ชม.นี่ถือว่านานพอสมควรแต่พอตอนดูจริงๆ นี่แม่มแป๊บเดียวจบละ ใจจิขาดดด

พีเอส ; ในเรื่องนี้จะมีตัวละครอังกฤษที่เราเคยเห็นหน้ามากมาย เขาว่ากันว่าคนอังกฤษถ้าไม่อยู่ในแฮร์รี พอตเตอร์กันหมดก็จะมาอยู่ในเรื่องนี้แหละฮ่าๆ


2. Black Mirror

อีกหนึ่งซีรีส์อังกฤษจาก Netflix ที่คนไทยไม่ค่อยรู้จักและควรค่าแก่การดูเป็นอย่างมากกกกก! เฟิร์นมาตามดูเรื่องนี้เพราะเห็นพวกยูทูบเบอร์อังกฤษดูเลย ก็รู้แหละว่ามันเป็นซีรีส์ที่จบในตอน (ซีซันแรกๆ มีแค่ 3 ตอนเอง ตอนละ 45 นาทีถึง 1 ชม.) แต่สารภาพอย่างตรงไปตรงมา…ดูตอนแรกไม่ค่อยเข้าใจเลยโว้ยยยย ฮ่าๆๆๆ

คืองี้ Black Mirror คือซีรีส์ที่สะท้อนด้านมืดของมนุษย์และเทคโนโลยีค่ะ สิ่งต่างๆ ในซีรีส์จะไฮเทคคล้ายๆ กับอยู่ในโลกอนาคต ส่วนตัวเฟิร์นไม่ค่อยชอบตอนแรกของซีรีส์เท่าไหร่ แต่ตอนที่ 2 คือดีมากกก อาจจะต้องดูแล้วใช้ความคิดสักนิดหน่อยสำหรับบางคน เพราะมันจะไม่บอกตรงๆ ว่ามันคืออะไร ถ้าดูแบบไม่ตั้งใจอาจเกิดคำถามว่า “What the fuck?” ได้ อีกทั้งซีรีส์นี้มันยังพยายามจะหักมุมซะทุกตอน พอดูไปคิดว่ามันจะจบอย่างนี้ เอาจริงๆ มันแทบไม่จบตามที่เราคิดเลย พอรู้จุดประสงค์ของตอนนั้นปุ๊บจะต้องถึงกับอุทานเลยว่า “Shit! This is fucking brilliant!” (ใช้ภาษาอังกฤษเพื่อความสะใจ ฮ่าๆ)

ยกตัวอย่างเช่นตอนโปรดของเฟิร์นอยู่ในซีซัน 4 ตอนที่ชื่อ Crocodile (ข้ามไปดูเลยได้เพราะมันจบในตอนทุกตอน) จะพยายามเล่าอย่างไม่สปอยล์ มีชายหญิงคู่หนึ่งเป็นแฟนกันขับรถชนคนตายและไม่ยอมแจ้งตำรวจ เอาศพไปถ่วงไว้ในทะเลสาบ 15 ปีถัดมาต่างคนต่างแยกย้ายไปมีชีวิตใหม่ พอกลับมาเจอกันก็มีฝ่ายนึงเกิดรู้สึกผิดอยากจะไปมอบตัว อีกคนก็ไม่ยอม เกิดการฆ่าปิดปากเกิดขึ้น ทีนี้สมัยนั้นเทคโนโลยีมันดีเว่อร์มาก เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบความทรงจำเราได้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาดวงตาเราไปเห็นอะไรมาบ้าง เอ้อออ เอาดิ เขาก็พยายามสืบคดีเมื่อ 15 ปีก่อนกัน แล้วมันดันมาพัวพันกับอุบัติเหตุในปัจจุบัน (อะไรไม่รู้ไปดูเอาเอง) เขาก็สาวเอาเรื่อยๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมานั้นมันพีคเว่ออออร์ อยากรู้ก็รีบไปเปิดดูซะ จบตอนนี่เฟิร์นแบบโอ๊ยยยย คิดได้ยังไงเนี่ย!

หรือจะเป็นอีกตอนที่ชื่อ Arkangel อยู่ในซีซัน 4 เหมือนกัน แม่รักลูกเกินเหตุ ฝังชิปไว้ในหัวลูกทำให้เห็นทุกอย่างที่ลูกเห็นและสามารถบล็อกภาพความรุนแรงทั้งหมดได้ เด็กไม่เคยเห็นเลือดหรือไม่เคยได้ยินหมาเห่าเลย (จะเห็นเป็นภาพเซ็นเซอร์ทั้งหมดเพราะแม่บล็อกไว้) ทำให้มีปมต่างๆ นานา พอโตขึ้นก็กลายเป็นปัญหา ตอนนี้ก็แจ่มเว่อร์เหมือนกัน ไปหาดูได้

และยังมีบางตอนที่ตัวละครเข้าไปอยู่ในหัวของอีกตัวละคร เล่ากลับไปกลับมา ดูไปนี่งงมากสรุปนี่ปัจจุบันหรือยังวะ นี่จะจบรึยังเนี่ย หรือมันยังหลอกกูอยู่อีก ฮ่าๆ


3. Supernatural

เมื่อก่อนตอนมัธยมได้ยินคำว่า “สองพี่น้องตระกูลวินเชสเตอร์” บ่อยมาก เฟิร์นก็อะไรวะ ใคร ฮ่าๆ สองพี่น้องตระกูลวินเชสเตอร์ก็คือ ดีนกับแซม วินเชสเตอร์ตัวละครในเรื่อง Supernatural นั่นเอง มันก็ตรงตามชื่อเลย ซีรีส์เรื่องนี้มีทุกอย่างเลยตั้งแต่เทวดาไปยันซาตาน ตำนานอะไรก็ตามที่เราเคยได้ยินมันมีอยู่ในเรื่องนี้หมด! แล้วตระกูลวินเชสเตอร์ (กับฮันเตอร์หรือผู้ล่าอีกมากมาย) ก็จะเรียกว่าเป็นกึ่งๆ หมอผีหรือคนปราบปิศาจก็ว่าได้  

เขาเป็นพี่น้องกันค่ะสองคนนี้ ออกตระเวนไปทั่วประเทศในรถคันหนึ่งเพื่อปราบปิศาจ คือในอเมริกาก็มีคดีเยอะใช้ไหมล่ะ แต่บางคดีเป็นคดีที่เกิดจากพวกปิศาจซึ่งตำรวจไม่สามารถตามจับได้ พวกเขาก็เลยมาปิดทองหลังพระด้วยการทำงานแทนตำรวจนั่นเอง ฟังดูเหมือนจะเป็นซีรีส์เครียดๆ นะ แต่บางตอนก็เล่นซะตลกโปกฮาจนนึกว่าเป็นซีรีส์คอเมดี้ ที่สำคัญแซมกับดีนเนี้ยยยย ฮอตมากกก!

ตอนโปรดของเฟิร์นก็คือตอนที่พวกเขาติดอยู่ในลูปของปิศาจที่เรียกว่า Trickster คือทุกวันจะต้องไปกินอาหารร้านเดิม ทำอะไรเหมือนเดิมและไม่ว่าแซมจะพยายามเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิตยังไง ดีนก็จะต้องตายด้วยซักวิธีหนึ่ง พอดีนตายก็จบวัน และเริ่มต้นใหม่จนดีนตายซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่อย่างนั้นไม่สามารถออกมาจากลูปได้ เอาจริงๆ คือตัวละครแต่ละตัวเล่นได้ดีและฮามากจริงๆ ชอบๆ ฮ่าๆ แต่กว่าจะตามทันที่ยากหน่อยนะ ซีซันนึงมีเป็นสิบยี่สิบตอน และปัจจุบันอยู่ที่ซีซัน 12 จ้า… (คิดดูสิว่ามันต้องดีจริงๆ แค่ไหนถึงอยู่มาได้ถึง 12 ซีซันเนี่ย)


4. Lie to me

อันนี้เป็นซีรีส์ที่น่าเศร้านิดนึงก็คือเพราะมันมีแค่ 2 ซีซันเท่านั้น อาจจะเป็นเพราะมันเดิมๆ ซ้ำๆ ไม่มีปมอะไรเลยก็เลยไม่ได้มีต่อ แต่เฟิร์นคิดว่ามันสนุกมากนะ ตัวละครด็อกเตอร์คาล ไลท์แมนกับทีมของเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจับโกหก เอ้อ จับโกหกจริงๆ นะ คือเขาศึกษาจากทุกอย่าง การสบตา การวางมือ สีหน้า กระทั่งรอยย่นบนหน้าผาก! อากัปกิริยาทุกอย่างเลย คาลเนี่ยทำงานให้ทั้งรัฐบาลและเอฟบีไอเลยทีเดียว เวลามีคดีอะไรที่ต้องพึ่งเรื่องนี้เขาก็จะถูกเรียกตัวมา เอาจริงๆ ก็ได้เรียนรู้อะไรจากซีรีส์เรื่องนี้เยอะเหมือนกัน

แต่ก็อย่างที่บอก มันสนุกแต่ไม่มีปมอะไรใหญ่ๆ มาทำให้เรื่องน่าสนใจ ดังนั้นทุกตอนจึงดำเนินคล้ายๆ กัน คือจับผิดได้แล้วจบ (แต่เนื้อหาในตอนก็สนุกนะ) อันนี้ดูได้เรื่อยๆ ไม่ซีเรียส


5. Dexter

ซีรีส์นี้ถือว่าแหวกแนวหน่อย…หรือไม่หน่อยไม่รู้

เด็กซ์เตอร์ มอร์แกนทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเลือด (ใช่ เลือด!) ให้กรมตำรวจ ภายนอกเขาจะดูเนิร์ดๆ ไม่มีพิษมีภัยเท่าไหร่ แต่เบื้องหลังค่ะซิสคะ…เขาเป็นฆาตกรต่อเนื่อง! เยส! เรื่องนี้มีฆาตกรต่อเนื่องเป็นพระเอก! แต่ไม่ใช่ว่าฆ่าไปทั่วนะ เขาฆ่าเฉพาะคนที่สมควรตาย คนที่กฏหมายไม่สามารถเอาผิดได้ พระเอกเราเนี่ยออกแนวจิตหน่อยๆ คือคลั่งเลือด ฆ่าแล้วต้องเอาเลือดผู้ตายใส่กระจกใสเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วยทุกครั้ง และด้วยความที่ทำงานกับตำรวจทำให้เขาสามารถเข้าถึงอะไรอย่างนี้ได้ง่ายมาก

หลายครั้งที่มีคนสงสัยและพยายามจะจับผิดเด็กซ์เตอร์ให้ได้ แต่เขาก็ยังเอาตัวรอดมาได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องมันมีแค่นั้นหรอกนะ มันยังมีฆาตกรบางคนที่เก่งเอาเรื่องจนฆ่ายากซะจริงๆ ไหนจะปมในอดีตที่เผยออกมาและอะไรหลายๆ อย่างอีก ตอนแรกๆ ที่ดูเฟิร์นก็เฉยๆ แต่ทำไปทำมาชอบเว้ย พระเอกเนี่ยจะพูดกับตัวเองบ่อยมาก คิดอะไรเยอะแยะ ตอนนึงประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชม. ไปหาดูได้ มีตั้ง 8 ซีซันแน่ะ! (ปัจจุบันจบแล้วนะจ๊ะ)


6. Riverdale

ถ้าใครอ่านนิยายเฟิร์นก็คงจะพอได้ยินเฟิร์นเมนชั่นเรื่องนี้มาบ้างแล้ว แฮ่ๆ Riverdale นั่นเอง! Riverdale เป็นเมืองในอเมริกาค่ะ เป็นเมืองเล็กๆ ที่ทุกคนรู้จักกัน คือเอาง่ายๆ ว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่ก็เรียนด้วยกัน พวกลูกก็เป็นเพื่อนกันนั่นแหละ เมืองนี้จะมีตระกูลผู้มีอิทธิพลก็คือตระกูลบลอสซัม และก็จะมีครอบครัวที่ทำเกี่ยวกับสื่อ ครอบครัวรับเหมา อะไรต่อมิอะไร

ตระกูลบลอสซัมเนี่ยมีทายาทเป็นแฝดชายหญิงซึ่งอยู่ในวัยมัธยมปลาย วันนึงแฝดชายเกิดจมน้ำหายไป หาศพยังไงก็หาไม่เจอ พอตอนที่เจอก็ปรากฏว่าไม่ได้ตายเพราะจมน้ำแต่เพราะถูกยิง ทุกคนเริ่มตระหนกที่มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นในเมืองที่ควรจะปลอดภัย แล้วมันก็มีปริศนามากมายว่าใครเป็นคนฆ่า มีตัวละครที่ย้ายมาจากต่างเมือง พระเอกกับเพื่อนเข้าไปพัวพันอย่างช่วยไม่ได้ ที่พีคสุดก็คือพ่อแม่ของแต่ละคนดูจะมีความลับที่ปิดบังอยู่ และความลับพวกนี้ก็เป็นเรื่องที่ใหญ่มากซะด้วยสิ คนที่เราเข้าใจว่าไว้ใจได้อย่างพ่อแม่ก็เริ่มมีพิรุธ สรุปคือเดาไม่ได้เลยว่าใครดี ใครเลว ใครฆ่าใคร เฟิร์นดูจบทั้งซีซันแรกในคืนเดียวเลยเอาจริงๆ ฮ่าๆ

ปัจจุบันมีสองซีซันนะคะ เฟิร์นเพิ่งจะเริ่มดูซีซันสองไปหน่อยเดียวเอง เขาว่ากันว่าคนที่ดูเรื่องนี้มักจะดู 13 Reasons Why มาก่อนเพราะมันออกฉายในช่วงเดียวกันและเป็นแนวไฮสคูลคล้ายๆ กัน สำหรับเฟิร์น 13 Reasons Why ไม่ได้สนุกขนาดนั้น คือเป็นซีรีส์ที่ดีมากนะ แต่แนะนำ Riverdale มากกว่า


7. Stranger Things

นี่เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่มาช่วงเดียวกับ Riverdale และ 13 Reasons Why เลย Netflix บูมมากกกจริงๆ และก็อีกนั่นแหละ…ตอนแรกๆ ที่ดูนี่ไม่รู้เรื่องเว้ย ฮ่าๆ คือไม่ได้หารายละเอียดมาก่อนไงว่ามันเกี่ยวกับอะไร มาถึงก็เปิดดูเลย แฮ่ๆ

เรื่องนี้เซ็ทอยู่ในยุค 80 ค่ะ ทุกอย่างย้อนยุคหมดเลยเด้อ เรื่องของเรื่องคือมีเด็กอยู่กลุ่มนึงเป็นเพื่อนกัน ขี่จักรยานไปเล่นบ้านเพื่อน แล้วระหว่างทางกลับมีเด็กคนนึงหายตัวไป หายังไงก็หาไม่เจอ ไม่เจอศพ เจอแต่จักรยานและแทบไม่มีร่องรอยอะไรเลย แม่ของเด็กปฏิเสธที่จะเชื่อว่าเด็กคนนี้ตายไปแล้ว พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหาลูกให้เจอ เพื่อนๆ ของเขาก็เช่นกัน แต่ปรากฏว่าพวกเขาต้องไปพบพานกับความลับมากมายของรัฐบาล ทั้งการจับเด็กไปทดลอง มีเด็กที่มีพลังพิเศษ และปรากฏว่ามีโลกคู่ขนานที่เรียกว่า Up side down ค่ะซิส!

Stranger Things เป็นการผจญภัยที่ระทึกเว่อร์ และแม้จะเป็นการผจญภัยของเด็กแต่ก็สนุกมาก! ตัวละครพัฒนาจากซีซัน 1 ได้ดีมากในซีซัน 2 และยังมีความลับกับเรื่องราวมากมายให้ค้นหา ปัจจุบันมี 2 ซีซันนะจ๊ะ (แต่ยังไม่จบแน่นอน) และเด็กๆ นักแสดงกลุ่มนี้ดังขนาดที่มียอดฟอลโลว์ในไอจีเป็นสิบล้านกันไปแล้ว แนะนำมากๆ ซีซัน 2 สนุกกว่าซีซันแรกอีก ดีงามของจริง!


8. Chicago Fire

เฟิร์นมาดูเรื่องนี้เพราะสงสัยว่าซีรีส์ที่เกี่ยวกับนักดับเพลิงมันจะดำเนินมาได้ยังไงตั้ง 5-6 ซีซันฟะ แต่ปรากฏว่ามันมีอะไรมากกว่าที่คิดค่ะซิส! มันไม่ใช่แค่กลุ่มนักดับเพลิงไปช่วยบ้านที่ไฟไหม้อย่างเดียว มันยังมีไฟรัก ไฟชีวิต ฮ่าๆ มากมายเลยจริงๆ เป็นซีรีส์ที่ทำให้รู้เกี่ยวกับเมืองชิคาโกและการทำงานของนักดับเพลิง ทีมช่วยเหลือและหน่วยพยาบาลที่ต้องคอยซัพพอร์ตหมอและตำรวจด้วย

บางครั้งก็มีเคสแปลกๆ อย่างคนติดบนหลังคา โดนกระจกปัก เหล็กเสียบ หรือเหตุการณ์โกลาหลอย่างรถไฟชน ระเบิดกลางเมือง กระทั่งรถดับเพลิงชนกันเองก็ยังมี สนุกดีค่ะ ดูได้เรื่อยๆ เลย นอกจาก Chicago Fire ก็ยังมี Chicago PD เกี่ยวกับกรมตำรวจในชิคาโก หรือ Chicago Med เรื่องหมอในชิคาโกอีก ทั้งหมดนี้นั้นล้วนแล้วแต่เกี่ยวเนื่องกัน บางทีตัวละครจาก Chicago Fire ก็ไปโผล่ใน PD หรือ Med สลับกันไปอยู่อย่างนี้แล้วแต่การผูกเรื่องจ้า


9. How to Get Away With Murder

เฟิร์นเคยได้ยินเรื่องนี้มานานมากพอสมควรกว่าจะเริ่มดู แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย ตัวละครเอกชื่อ “แอนนาลีส คีทติ้ง” เป็นทนาย แต่เป็นทนายฝ่ายจำเลยนะ งานของนางคือทำยังไงก็ได้ช่วยให้คนผิดพ้นผิด (มันจึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง How to get away with murder – จะรอดตัวจากข้อหาฆาตกรรมได้ยังไง) แอนนาลีสเนี่ยนอกจากเป็นทนายความแล้วยังเป็นอาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ทุกซีซั่นของเรื่องนี้ (ยกเว้นซีซันล่าสุด) จะดำเนินด้วยการเล่าเรื่องย้อนกลับไปกลับมาระหว่างปัจจุบันกับอนาคต คือตอนเริ่มตอนกับตอนท้ายตอนนี่จะวาร์บไปอนาคตละ แล้วเราก็จะสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมในอนาคตตัวละครทำอย่างนี้กัน มันจะเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของเราอย่างนี้แหละ เรื่องมันเกิดเพราะนักเรียนห้าคนของแอนนาลีสดั๊นนนไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมซะได้ ทุกคนพยายามจะเอาตัวรอด เกิดข้อขัดแย้งมากมาย จะไปหาตำรวจหรือจะทำยังไง แล้วไอ้การเอาตัวรอดนี่แหละที่ทำให้เรื่องมันบานปลายกันไปใหญ่ มีคนถูกลากมาเกี่ยวข้อง มีสารพัดเหตุการณ์เกิดขึ้น ทำไปทำมาก็ดันมีคนตายอีก แล้วอย่างนี้จะเก็บความลับกันยังไง โอ๊ย ยุ่งเหยิงสุดๆ

ตัวละครเอกที่เป็นผู้ชายผิวดำ (ในเรื่องชื่อเวส) นี่เคยเล่นแฮร์รี พอตเตอร์ด้วยนาจา จำได้ไหมเด็กผิวดำเพียงไม่กี่คนในเรื่อง ชื่อดีน โทมัสไง ฮ่าๆ มาเรื่องนี้จำไม่ได้เลย ใครชอบแนวสืบสวนกับดราม่าจะต้องชอบเรื่องนี้ ตัวละครเขายังมีความสัมพันธ์กันเองด้วยนา ไปจ้า ไปดูวววว


10. Sherlock

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องหนึ่งโปรดตลอดกาลของเฟิร์น Sherlock…ซีรีส์ที่ไม่สามารถดูแบบไม่มีซับได้จีๆ และเป็นซีรีส์ที่กว่าจะมาแต่ละซีซันทิ้งเวลาหลายปีมากกก แถมซีซันนึงมีแค่ 3 ตอน…เออ 3 ตอนจริงๆ ตอนละประมาณ ชั่วโมงสี่สิบห้านาที แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันสนุกจนพอไม่ได้!

เฟิร์นคงไม่ต้องบรรยายอะไรมากกับเรื่องนี้ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเชอร์ล็อค โฮล์มเป็นนักสืบ แต่ Sherlock ที่นำแสดงโดย Benedict Cumberbatch คนนี้เป็นเชอร์ล็อคยุคปัจจุบันนะ ใช้กระทั่งไอโฟนและแมคบุค ฮ่าๆ แต่ก็ยังคงความคลาสสิกไว้ด้วยบุคลิกของเชอร์ล็อคและตัวละครต่างๆ ที่มีตามหนังสือของเซอร์อาร์เทอร์ โคนัน ดอยล์ ทั้งมอริอาตี้และไอรีน แอดเลอร์ต่างๆ นานา

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้สนุกเป็นพิเศษก็คงเป็นการแสดงของพี่เบเนดิกท์นี่แหละ บอกเลยว่าเล่นดีมากและบางครั้งก็ไม่รู้ว่าจำบทไปได้ยังไง บางตอนนี่พูดรัวเป็นชุดขนาดอ่านซับยังอ่านแทบไม่ทัน นอกจากนั้นเขายังบอกอีกว่าเบเนดิกท์กับมาร์ติน ฟรีแมน (คนที่เล่นเป็นวัตสัน) นี่ก็ต้องเล่นด้วยกันทุกเรื่อง อย่างในเดอะฮอบบิทที่มาร์ตินเป็นบิลโบ้ เบเนดิกท์เป็นมังกร หรือหนังของ Marvel ที่เบเนดิกท์เป็น Dr. Stange และมาร์ตินเป็น FBI ขำๆ ดี ลองไปดูค่ะ

ก็ประมาณนี้นะคะซีรีส์ที่เฟิร์นชอบ ถ้าพิมพ์ตรงไหนผิดไปบ้างก็ต้องขออภัย บางเรื่องดูนานแล้วจำไม่ได้จริงๆ แถมดูหลายเรื่องอีกต่างหาก ฮ่าๆ ยังไงก็หวังว่ามันจะน่าสนใจนะคะ :) ครั้งหน้าเฟิร์นจะมาอัพเดต Youtuber คนโปรดให้ฟังอย่างที่เคยกล่าวไว้ในบล็อกเหมือนกัน

อย่าลืมแชร์ กดไลค์หรือเมนท์กันบ้างนาจา ทุ่มเทนะเนี่ย ฮ่าๆ แล้วเจอกันค่ะ!

xx

Fern

#series #tv #shows #gameofthrones #got #lietome #riverdale #dexter #supernatural #chicagofire #strangerthings #netflix #sherlock #howtogetawaywithmurder #blackmirror