CHIANGRAI | A GUIDE TO THAILAND'S NOTHERNMOST | ทริปชาร์จแบตกลางธรรมชาติที่เชียงราย



หลายปีที่ผ่านมานี้มันเป็นคล้ายๆ กับธรรมเนียมไปแล้ว ที่เฟิร์นกับ “จิวเวลรี” (ใช่ นั่นเป็นชื่อนางจริงๆ BFF ของเฟิร์นเอง) เพื่อนที่สนิทกันมาตั้งแต่มัธยม จะไปเที่ยวด้วยกันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ปีที่ผ่านๆ มาเราไปทั้งภูเก็ต กระบี่ พังงา เชียงใหม่ และล่าสุดปีที่แล้วก็ไปเวียดนาม…ในความรู้สึกของเฟิร์นมันเหมือนว่าเราเพิ่งจะกลับมาจากที่นั่น แต่ความจริงแล้วมันผ่านไปสิบเดือนแล้ว

และปีนี้ แรงผลักดันจากความรักชาเขียว ก็ทำให้เราตัดสินใจจะไปเยือนเมืองที่เหนือที่สุดของประเทศไทย…เชียงราย เพื่อไปเยือนไรชาฉุยฟงกัน

มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปในทริปนี้ หลักๆ ก็คือเราไม่ใช่เด็กมัธยมหรือมหาลัยที่จะสามารถไปไหนมาไหนนานเท่าไหร่ก็ได้ตามใจอีกแล้ว ถึงแม้ตอนนี้เฟิร์นจะทำฟรีแลนซ์อยู่ก็ตาม แต่จิวเองก็ทำงานประจำ คือเป็นแอร์ที่กาตาร์ ดังนั้นมันจึงไม่ง่ายเลยที่จะหาเวลาว่างตรงกันได้ พอจิวมีโอกาสได้พัก เราก็จองทริปนี้กันทันที ข้อดีของการที่ทำงานแล้วก็คือเราไม่ต้องประหยัดมากอีกแล้วเวลาไปไหนมาไหน…เพราะงั้นทริปนี้เราจะพาไปกิน เที่ยวแบบสะใจ แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดหรูหราจนเอื้อมไม่ถึงนะ อ้อ แล้วเราก็จะนอนโรงแรมห้าดาวกลางเขากันในคืนสุดท้ายด้วย (ราคาโปรโมชั่น) นอกจากนั้นก็ยังจะพาแวะไปเมียนมาร์ เตรียมตัวกันให้ดี!

บล็อกนี้จะรูปเยอะและยาวหน่อยนะคะ เพราะนี่เป็นการรีวิวทริป 3 วัน 3 คืนในเชียงราย :) และอาจจะต้องขออภัยนิดนึง กล้องเฟิร์นโฟกัสได้บ้างไม่ได้บ้างจากการถูกทรายเข้าตอนไปทะเลทราย ดังนั้นบางรูปอาจจะดูเบลอๆ เล็กน้อย ถ้าหากใครอยากสัมผัสบรรยากาศมากกว่านี้ก็ไปดู Vlog กันได้เลย เฟิร์นอัดไว้ด้วย แต่เป็นโปรดักชั่นบ้านๆ นะเพราะใช้ไอโฟนอัด แบ่งเป็น 2 Vlog ตามนี้เลยค่ะ

EP.1 https://www.youtube.com/watch?v=mDD2eRxkpfg

EP.2 https://www.youtube.com/watch?v=ji2sTDByKqc&t=1417s


เราเดินทางกันจากดอนเมืองในตอนหัวค่ำและมาถึงเชียงรายประมาณ 3-4 ทุ่มได้ จากสนามบินเราก็นั่งแท็กซี่กลับมาที่พัก แท็กซี่ที่นี่ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องเหมาเหมือนบางจังหวัดเลย แถมไม่แพงเท่าไหร่ด้วย ตอนอยู่ที่นั่นเฟิร์นกับจิวก็ใช้บริการอูเบอร์ตลอดเวลา ดีมากกกก

โรงแรมที่พักมีชื่อว่า Le Terrarium ค่ะ ตอนที่ดูในรูปก่อนจะจองเฟิร์นว่ามันก็น่ารักมากแล้วนะ และขนาดว่ามาเช็กอินตอนกลางคืนยังสามารถเห็นความดีงามได้อยู่เลย ข้างล่างนี่เป็นภาพถ่ายตอนเช้าค่ะ คือเขาตกแต่งได้ร่มรื่น น่าพัก น่านั่งเล่นมากๆ ชั้นสามที่เฟิร์นกับจิวพักจะมีคล้ายๆ กับดาดฟ้าขนาดใหญ่ให้ออกมานั่งเล่นกันด้วย แถมราคาก็ไม่แพงเลย สองคืนแค่ประมาณ 1,800 เท่านั้น อันนี้เฟิร์นลืมถ่ายภาพข้างในห้องมา ถ้าใครอยากเห็นแนะนำให้ไปดู Vlog เนอะ ตัวโรงแรมอยู่ในเมืองเลยค่ะ คืนแรกพอไปถึงแล้วเฟิร์นกับจิวก็เดินไปเที่ยวไนท์บาซาร์ (ใช้เวลาเดินประมาณ 15-20 นาที) ส่วนอีกคืนก็เดินไปถนนคนเดินเชียงราย (ที่ใหญ่มากกกกก และของถูกมากกกก)



ขอพูดเรื่องไนท์บาซาร์กับถนนคนเดินนิดนึง คือปกติเฟิร์นจะชินกับถนนคนเดินเชียงใหม่เพราะไปมาหลายครั้งแล้ว ที่นั่นมีเสน่ห์จริงๆ นะ ทั้งศิลปะและการแสดงตามท้องถนน แต่ไนท์บาซาร์ที่เชียงรายนี่เป็นอะไรที่สโลว์ไลฟ์ของจริง ชิลมาก นั่งฟังเพลง นั่งกินอาหาร ส่วนถนนคนเดินก็ครึกครื้นและคนเยอะ (แถมยังเป็นถนนสายที่ยาวจนเดินไม่ครบ) แต่ให้ฟีลคนละแบบกับเชียงใหม่และของราคาถูกกว่าเยอะพอสมควร แถมยังมีสินค้าจากชาวเขามาขายเพียบ พวกสร้อยและกำไลโบฮีเมียนในราคาถูกๆ (ไปดูรีวิวได้ใน Vlog) ขอบอกว่ารักเลย

นั่นแหละค่ะ วันที่สองเราก็ตื่นไปกินขนมจีนน้ำเงี้ยวที่ร้านป้าสุขที่นับว่าเป็นร้านขึ้นชื่อของเมืองเจียงฮายเลย แถมราคาก็ไม่แพงด้วย…อันที่จริง ไม่มีอะไรแพงเลย จากที่นั่นเราก็เรียกอูเบอร์ไปท่องวัดร่องขุ่นกันสักหน่อย อันนี้บอกก่อนว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาเรียกกันว่าวัด “ร่องขุ่น” เพราะได้ยินแต่ใครๆ พูดว่า “ร่องขุน” (หัวเราะ) ที่จริงเฟิร์นกับจิวเฉยๆ กับวัด แต่คิดว่ามาแล้วก็เลยไปสักหน่อย จะได้เห็นความงดงามที่เขาร่ำลือกัน ซึ่งมันก็งามจริงนะ แต่ส่วนตัวเฟิร์นคิดว่าไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แต่ก็อย่างว่า มันก็คือวัดน่ะนะ




ถัดจากวัด เราก็มาต่อกันที่สิงห์ปาร์ก ซึ่งจะเรียกว่าเป็นไฮไลท์ของวันนี้เลยก็ว่าได้…มันคือไร่ค่ะ เป็นไร่ของบริษัทสิงห์ที่ใหญ่มาก เป็นสถานที่เพาะปลูกชา พืชพันธุ์ต่างๆ นานาและมีกิจกรรมให้ทำกันมากมาย แถมมีพื้นที่ถึง 8,000 ไร่เลยเชียวนะ! อันนี้แนะนำว่าให้ขับรถไปเองจะเที่ยวได้นานและฟินกว่านี้ ในไร่สวยและมีจุดให้ถ่ายรูปไปลงไอจีเยอะมาก แต่เฟิร์นกับจิวไม่มีรถก็เลยต้องนั่งรถรางเข้าไป ซึ่งทางไร่เขาจัดไว้ให้เป็นรอบๆ รอบนึงใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง มีค่าบริการคนละ 100 บาทที่เฟิร์นคิดว่าไม่แพงเลย เพราะสามารถนำไปแลกชา ไปชิมนู่นชิมนี่ตามจุดต่างๆ ที่เขาพาแวะได้ด้วย

แล้วรถรางก็พาแวะหลายที่เลยค่ะ ตั้งแต่ไร่สตรอเบอร์รี น้ำเต้าพันธุ์ญี่ปุ่น (ลูกมโหฬารเลย) ไร่ชา สถานที่เลี้ยงสัตว์ที่มีทั้งม้าลาย ยีราฟและวัววาตูซี ไปจนถึงสถานที่เพาะปลูกเมลอน แถมเขายังมีกิจกรรมโลดโผนให้เล่นด้วยนะ แต่สำหรับคนที่มีเวลาโดยเฉพาะ เพราะรถรางจะหยุดแค่ที่ละ 10 นาทีเท่านั้นเอง อ้อ แล้วเขายังมีถั่งเช่าให้ชิมด้วย ซึ่งเฟิร์นดมแล้วไม่ชอบเพราะกลิ่นเห็ดทอดเวอร์ แต่จิวมันชอบ ฮ่าๆ นับว่าที่นี่ทำได้ดีทีเดียวค่ะ (อยากเห็นบรรยากาศเต็มๆ แนะนำให้ไปชม Vlog อีกเช่นเคย แฮ่ๆ










พอออกจากสิงห์ปาร์ก เราก็กลับเข้ามาในเมืองและแวะกินข้าวซอยที่ร้านวิจิตรากัน ที่นี่เขามีข้าวซอยที่ใส่ทุกอย่าง กระทั่งแซลมอนและหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์เลยทีเดียว อร่อยดีค่ะ ฮี่ๆ…และหลังจากที่อิ่มท้อง เราก็แวะไปชมวัดพระแก้วและพระแก้วมรกต ซึ่งเป็นสถานที่ที่วัดพระแก้วกรุงเทพของเรามาอัญเชิญพระแก้วมรกตไป


จากนั้นไฮไลท์อีกที่ของวันก็อยู่ตรงนี้…ร้านคาเฟ่ชีวิตธรรมดา

ซิสคะ…ตั้งแต่ตระเวนดื่มชาหลายต่อหลายที่ ยังไม่เคยเห็นคาเฟ่ที่ไหนตกแต่งได้ดีขนาดนี้มาก่อน คือมันดีมากกกกจริงๆ เว้ย เขาตกแต่งแบบยุโรป วินเทจหน่อยๆ ด้วย มีการนำภาพเก่าๆ มาตั้ง เอาเฟอร์นิเจอร์โบราณ (เช่น โทรศัพท์โบราณ) มาใส่ ไหนจะมีชั้นโชว์ของและที่โทนสีของร้านเป็นสีขาวอีกล่ะ ที่สำคัญ…มีเรือนกระจกด้วย คือเฟิร์นกับจิวไม่ได้ไปเดินสำรวจเยอะเพราะใกล้มืดแล้วตอนที่ไปถึง แค่ถ่ายรูปในร้านก็กินเวลาแล้วเพราะมันสวยจนอยากจะถ่ายทุกมุมจริงๆ แต่ดูเหมือนว่าที่นั่นจะมีร้านอาหารและห้องสมุดด้วยนะ แนะนำมากๆ เลย






เราสั่งเค้กมาด้วยค่ะ ของเฟิร์นเป็นเลมอนชีสเค้ก ของจิวเป็นแมงโก้อะไรสักอย่าง และขอบอกว่าอร่อยเหาะทั้งเค้กทั้งเครื่องดื่มที่เราสั่งเลย ราคาก็ถือว่าไม่ได้ถูก แต่ก็ไม่แพงมากนะ เรียกว่าสมราคาเลยก็ได้ ร้านดีและอาหารดีขนาดนี้ ยอมเลยจริงงงงง



และนั่นก็คือรีวิวของวันแรกค่ะ กล้องเฟิร์นค่อนข้างจะป่วยเลยไม่ได้แบกไปด้วยตอนที่ไปเดินถนนคนเดิน เพราะงั้นก็เลยไม่ได้ถ่ายอะไรมา ส่วนวันที่สองนั้นเฟิร์นกับจิวตกลงกันว่าจะไปไร่ชาฉุยฟง ต้องย้ายโรงแรมไปนอนที่แม่จันด้วย เพราะเราจะเปลี่ยนบรรยากาศไปนอนกลางเขากัน :)

วันนี้เช่ารถนะคะ เช่าทั้งวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นในราคาเพียง 1,500 รวมน้ำมันแล้ว แถมมีคนขับให้ด้วยนะ! น้องที่มาขับรถให้เป็นผู้หญิงชื่อวีว่า อันนี้เฟิร์นจำชื่อบริษัทไม่ได้แล้วเพราะจิวเป็นคนจอง แต่ถ้าใครสนใจหลังไมค์มาเลย เดี๋ยวจะถามจิวให้ เพราะจะยืนยันเลยว่าน้องบริการดีมากกกก สุภาพ แนะนำตลอด ขนาดว่าเราไปสถานที่ที่อยากไปจนครบแล้วแต่ยังไม่หมดเวลา น้องก็ยังแนะนำที่เที่ยวให้อีกทั้งๆ ที่จริงไม่ต้องทำก็ได้ ประทับใจเลยค่ะ



อย่างที่บอกไปว่าไร่ชาฉุยฟงเป็นเป้าหมายของเฟิร์นกับจิวในทริปนี้ และก็ไม่ผิดหวังเลย เฟิร์นว่าเราโชคดีด้วยที่ไปช่วงปลายเดือนมีนาคม เพราะถ้าไปตอนไฮซีซันคงจะเที่ยวยากเพราะคนเยอะและไม่สนุกแน่ๆ แต่ช่วงเวลานั้นคนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ทำให้เห็นบรรยากาศไร่ชาได้แบบสุดๆ แถมอากาศยังไม่ร้อนเกินไปด้วยนะ ธรรมชาติมากๆ เลยค่ะ

ที่ไร่ชามีชาทุกรูปแบบขายเลย ชาอู่หลงหอมหมื่นลี้ ชาเขียว ชา ชา ชาและชา มีผงชาเขียวที่เฟิร์นกับจิวโปรดปรานซึ่งถูกมากกก (ถุงใหญ่ด้วย ถ้าเป็นในห้างต้องโดนสัก 500 แน่นอน แต่ที่นี่ขาย 150 บาท เยส…หนึ่งร้อยห้าสิบบาทถ้วน) นอกจากนั้นก็ยังมีป็อปคอร์นชาเขียว แชมพูชาเขียว ครีมนวดผมชาเขียว ครีมทาผิวชาเขียว สบู่ชาเขียว แฮนด์ครีมชาเขียว…โอ๊ย ตอนสนองความบ้าชาเขียวของเราสองคนจริงๆ แถมยังไม่หมดแค่นั้นนะ ที่นั่นเขายังขายเซ็ทชงชาอีกเพียบเลย แล้วก็ยังมีคาเฟ่ให้นั่งดื่มชาและกินเค้กท่ามกลางบรรยากาศงามๆ อีกด้วย




ถัดมานั้นเป็นปลายทางที่ไม่ได้แพลนไว้ก่อน นึกอยากจะไปก็ไปเลย ฮ่าๆ…เมียนมาร์นั่นเองค่ะ เราไปทำวีซ่ากันที่แม่สายโดยเสียค่าธรรมเนียมคนละ 30 บาท เอาบัตรประชาชนไปยื่นและจะได้กระดาษมาแผ่นนึง (ที่ตอนออกเจ้าหน้าที่จะยึดไปและอดเก็บเป็นที่ระทึกเลย) แต่อย่างที่บอกว่าไม่ได้แพลนไว้ ไม่ได้รู้เลยว่าข้างในมีอะไรบ้าง พอเข้าไปก็เลยอาศัยรถนำเที่ยวที่คล้ายๆ รถสามล้อ คนขับพูดไทยได้และบอกว่าจะพาทัวร์ทั้งหมดห้าหรือหกที่นี่แหละ ในราคาทั้งหมดสามร้อยบาทถ้วน…เฟิร์นกับจิวก็โอเค ไปก็ไป

เฟิร์นจำชื่อสถานที่ทั้งหมดไม่ได้นะ ส่วนใหญ่ก็เพราะมันไม่มีภาษาอังกฤษเลยด้วย จะเป็นภาษาพม่า หรือไม่ก็ภาษาไทย (แต่ไม่รู้ชื่อวัดอยู่ดี) ส่วนใหญ่เป็นวัดนี่แหละ ก็น่าสนใจดีค่ะ ได้เห็นประติมากรรมของพม่า คือจริงๆ ก็ไม่ต่างกันมากนะ เฟิร์นรู้แค่ว่าเขานับถือศาสนาพุทธคนละนิกายกับเราเท่านั้นเอง พระพุทธรูปใดๆ ก็คล้ายกันอยู่บ้าง แต่ก็มีวิธีเคารพต่างกัน



มีวัดนึงที่ไปและมีเจดีย์สีทองขนาดใหญ่ ที่วัดจะมีเด็กและชาวพม่าหลายคนที่คอยเดินตามและมากางร่มให้เรา น้องยังเล็กอยู่เลยแต่พูดภาษาไทยได้ด้วย เขาจะมาคอยบอกว่าให้ไปไหว้พระตามวันเกิด และต้องรดน้ำที่มือเทวดา ที่ตัวสัตว์กี่ครั้งยังไงบ้าง น่ารักดีค่ะ แต่แน่นอน…ตอนท้ายน้องก็มาขายของ




ส่วนวัดถัดมาเป็นวัดที่มีพระพุทธรูปสามมิติ คนขับรถบอกอย่างนั้นและอธิบายว่าเพราะไม่ว่าเราจะมองไปทางไหน ท่านก็จะยังมองเราอยู่ คล้ายๆ กับรูปโมนาลิซ่านั่นแหละ ความลับก็คือพระพุทธรูปเหล่านั้นถูกหล่อแบบให้ยุบเข้าไปด้านในนั่นเอง (ในรูปคือพระพุทธรูปองค์เล็กที่มี 6 องค์)


ต่อจากวัดนั้น คนขับรถก็เสนอจะพาไปชุมชนกระเหรี่ยง และบอกด้วยว่ามีค่าเข้าหมู่บ้านนะ พอพวกเฟิร์นถามว่ามีอะไรบ้าง เขาก็บอกว่ามีกระเหรี่ยง มีสินค้าขายและมีการแสดง แต่วันนี้นักท่องเที่ยวน้อยก็อาจจะไม่มีการแสดง นอกจากนั้นก็ยังบอกอีกว่ากระเหรี่ยงที่นี่มาจากประเทศไทย เฟิร์นกับจิวก็เลยตัดสินใจไม่ไปเพราะคิดว่าคงจะไม่คุ้ม ไม่น่าจะได้ซื้ออะไรอยู่แล้ว เราก็เลยมาลงเอยที่ตลาดกัน

เรื่องตลกของที่นี่ก็คือจิวซื้อแป้งพม่าไปถุงเบ้อเร่อ (นึกออกไหม ชาวพม่าปะแป้งกันทุกคน แป้งนั่นแหละ) ถ้าใครอยากรู้ว่าเป็นยังไงให้ไปดูใน Vlog แต่เอาเป็นว่าเขาใส่ถุงแกงใหญ่ๆ มาให้ แม่ค้าอวยหนักมาก คนสวยต้องซื้อนะคะ ต้องนู่นต้องนี่ต้องนั้น จิวก็บ้ายอ ฮ่าๆๆ แต่มันมาฮาตรงที่ตอนขากลับจิวเอาแป้งใส่กระเป๋าเดินทางและตอนตรวจกระเป๋าเจ้าหน้าที่บอกให้เปิดและเอามาดูว่าคืออะไรนี่สิ ประมาณว่าอีนี่ลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาหรือเปล่า ฮ่าๆๆ หลังจากนั้นจิวก็ไม่กล้าเอากลับไปกาตาร์เลยทีเดียว…



สำหรับเฟิร์น เฟิร์นว่าทริปเมียนมาร์ไม่ค่อยมีอะไรนะ อยู่ที่นั่นไม่ถึงสองชั่วโมงเลยค่ะ ถ้าเข้าไปเที่ยวเฉยๆ ไม่คิดไรมากก็โอเคอยู่ แต่ถ้าอยากชมอะไรจริงๆ เฟิร์นว่าต้องเข้าไปให้ลึกกว่านี้ ส่วนที่เฟิร์นกับจิวไปแทบไม่ต่างอะไรจากประเทศไทยเลย ส่วนตลาดที่ไปเดินก็ขายของราคาถูก มีสารพัดอย่าง แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่ปกติแล้วเราจะซื้อกลับมาเป็นของฝากอยู่ดี

ถัดจากเมียนมาร์เราก็ไปแวะจุดเหนือสุดของประเทศกัน Golden Triangle หรือสามเหลี่ยมทองคำนั่นเอง เป็นจุดที่เราจะเห็นดินแดนของไทย พม่าและลาวพร้อมๆ กันโดยมีเพียงแม่น้ำกั้น ที่นี่เขามีพระพุทธรูปที่ให้เราปีนขึ้นไปแล้วโยนเหรียญลงท่อเพื่อให้ส่งไปเข้าปากพระพุทธรูปด้วยนะ แปลกๆ ดีเหมือนกัน ฮ่ะๆ


พอตกเย็นน้องวีว่าก็พาไปทานข้าวที่ร้านจันกะผัก น้องแนะนำมาเพราะบอกว่าดีมาก เขาขายอาหารเฮลตี้ ผักเยอะๆ คล้ายๆ กับร้านโอ้กระจู๋ แต่ที่พิเศษกว่าก็คือมันเป็นสถานที่เพาะพันธุ์พืชด้วยค่ะ คือพลาดมากๆ ที่เฟิร์นไม่ได้เอากล้องลงไปจากรถเพราะตอนนั้นคิดว่าจะแค่ทานข้าวและเดินเล่นสวนนิดหน่อย แต่ปรากฏว่าสวนนี่แหละที่พิเศษ…มีดอกไม้นานาพันธุ์ มีบ่อปลา มีเป็ด สะพานไม้ที่ห้อมล้อมไปด้วยดอกไม้ วิวที่เห็นไปถึงภูเขา โอ้โห…งดงามกันเลยทีเดียว ใครอยากเห็นลองไปดูในไอจีเฟิร์นดูค่ะ (@fernniz.k) หรือดูใน Vlog ได้อีกเช่นกัน

หลังจากอิ่มท้องเราก็เข้าที่พักซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เฟิร์นกับจิวตั้งหน้าตั้งตารอกันมากที่สุด เพราะขอบอกเลยว่า Katiliya Mountain Resort & Spa ที่นี่น่ะเป็นรีสอร์ทบนเขาที่มีแต่ห้องสวีททั้งหมด การจะเดินทางไปล็อบบี้ได้ต้องโทรเรียกรถกอล์ฟมารับ (หรือจะเดินก็ได้ แต่อาจงงทางเล็กน้อย คือห้องพักมันอยู่ข้างนอกหมดเลย) และขนาดว่าห้องที่เราจองไม่ใช่ห้องที่ใหญ่ที่สุดนะ แต่มันก็ยังใหญ่มากกกกก ใหญ่แบบห้องน้ำห้องเดียวนี่มีขนาดเท่าห้องโรงแรมที่นอนคืนก่อนเลย พื้นที่ใช้สอยเพียบ แถมยังมีอ่างอาบน้ำ (ลงสองคนพร้อมกันได้เลย) ห้องอาบน้ำและห้องน้ำแยกเป็นสัดส่วนอีก ที่ชอบมากคือมีอ่างล้างมือและกระจกให้สองฝั่งเลยด้วย ไม่ต้องแย่งกันแต่งหน้าเลย




แต่พีคสุดเห็นจะเป็นวิวจากระเบียง (ที่ใหญ่โตและนั่งเล่นได้สบาย) เพราะอยู่บนภูเขา มองลงไปเห็นป่าเขาและลำธาร ที่สำคัญคือได้ยินเสียงนกร้อง เสียงแมลง เสียงของธรรมชาติตลอดเวลา เป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริงเลย แถมยังเป็นในราคาเพียงแค่ 3,250 บาท…ราคาแค่นี้ กับห้องขนาด 90 ตารางเมตรเลยนะ! (ราคาโปรนะคะ) คือเอาจริงๆ ให้มานอนกลิ้งเกลือกไม่ต้องออกไปไหนเลยสักสองสามวันก็ยังได้ เหมาะสำหรับการมารีชาร์จมากๆ ซึ่งก็ถูกจุดประสงค์ของการมาเที่ยวในครั้งนี้เลย

ข้อเสียก็คือโรงแรมอยู่แม่จัน และถ้าจะกลับเข้าตัวเมือง ซึ่งเฟิร์นกับจิวต้องทำในวันรุ่งขึ้นเพราะจะบินกลับกรุงเทพ…จะต้องเสียค่าแท็กซี่ประมาณ 800 เลยทีเดียว (ถ้าให้โรงแรมเรียกให้) อูเบอร์ก็ราคาเดียวกัน อันนี้แนะนำว่าให้ลองโทรหาบริษัทแท็กซี่และถามราคาดู จะมีแท็กซี่ที่เข้ามารับจากตัวเมืองและกดมิเตอร์อยู่บ้าง ตามคำบอกของบริษัทนะ แต่เอาเข้าจริงเมื่อเขาติดต่อแท็กซี่ให้เราเขาก็จะอยากเหมาอยู่ดี…ซึ่งก็โอเค ไม่เป็นไร ระยะทางมันก็พอสมควรอยู่ ในตอนนั้นเฟิร์นกับจิวหาได้ในราคา 600 บาทถ้วนค่ะ




วันสุดท้ายเราไม่ได้ทำอะไรกันเลยค่ะ ไฟลท์บินกลับคือตอนทุ่มครึ่ง เราก็ชิลกันที่โรงแรมจนถึงตอนบ่ายที่ต้องเช็กเอาท์ เพราะมันสบายมากจริงๆ อาหารเช้าก็ไม่แย่นะ แม้จะไม่หลากหลายเท่าไหร่เพราะแขกไม่ได้มาพักมากนัก ทำเยอะไปก็คงจะเหลือทิ้ง แต่พวกเขาก็มีทุกอย่าง แบบไทย แบบฝรั่ง สลัด ขนมหวาน ติ่มซำ เฟิร์นว่าแค่นั้นก็โอเคแล้ว อ้อ ที่นี่มีสระว่ายน้ำด้วย แต่เวลาไม่เอื้ออำนวยให้ว่ายเท่าไหร่ก็เลยอด

พอกลับเข้าตัวเมืองแล้วเราก็ไปที่ร้านคาเฟ่ชื่อมโนรมย์ค่ะ ร้านนี้อยู่ใกล้กับร้านชีวิตธรรมดาเลย และเฟิร์นบอกเลยว่า…เชียงรายคะ คุณมีไอเดียในการเปิดคาเฟ่ได้เลิศสุดๆ เป็นสไตล์เดียวกันและงดงามเหมือนกันไม่มีผิด งามขนาดไหนก็ไปดูรูปเอาก็แล้วกัน










แล้วร้านนี้ก็มีมากกว่าความดีงามด้วยนะ ทั้งเครื่องดื่ม เค้กและอาหารอร่อยหมดเลย กลายเป็นอีกหนึ่งร้านโปรดของเฟิร์นกับจิวไปเลย หรือจะบอกว่าเชียงรายกลายเป็นอีกหนึ่งเมืองโปรดไปเลยก็ได้ เราทั้งสองคนนำเงินไปคนละ 5-6 พันบาท และไม่ได้กดเพิ่มเลย (ไม่นับค่าตั๋วเครื่องบินกับค่าโรงแรมที่จ่ายไปล่วงหน้าแล้วนะ) ทุกอย่างราคาถูกมากถ้าเทียบกับเมืองอย่างเชียงใหม่หรือกรุงเทพ อาหารจานละ 30-35 เงี้ย แถมปกติเฟิร์นก็ไม่ค่อยซื้อของฝาก แต่ไปทริปนี้ซื้อมาเพียบเพราะมันดีและถูกจริงๆ (มีรีวิวอยู่ใน Vlog นะ) ถือเป็นทริปที่ประสบความสำเร็จมาก กินเที่ยวแบบไม่รีบ ไม่ประหยัดจนเกินเหตุ บอกเลยว่าถ้ามีโอกาสก็จะกลับไปใช้ชีวิตแบบสโลว์ๆ ที่นั่นอีก




และทั้งหมดนี้ก็คือทริปของปี 2018 ของเฟิร์นกับจิวค่ะ เร็วๆ นี้เรามีแพลนจะไปยุโรปด้วยกันอีกในช่วงซัมเมอร์ เฟิร์นจะกลับไปเยี่ยมโฮสที่เคยดูแลเฟิร์นตอนไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมนี และจิวก็มีวันหยุดพอดี แน่นอนว่าจะไม่พลาดมาเล่าสู่กันฟังอีก :) ถ้าชอบบล็อกนี้ก็อย่าลืมคอมเมนท์บอกหรือแชร์ออกไปนะคะ และอย่าลืมแวะไปดู Vlog เชียงรายกันด้วย จะได้เห็นอีกหลายๆ มุมเนอะ

ยังไงก็ตาม สวัสดีปีใหม่ไทย ขอให้ฉลองกันอย่างมีความสุขและเดินทางปลอดภัยกันนะคะ

xx

Fern

Instagram : fernniz.k

Twitter : fernniz

Facebook Page : fernniz

#travel #travelling #travellers #trip #chiangrai #thailand #eat #shop #tea #greentea #tour #tourist #tourism