HOW TO STAY MOTIVATED | ทำอย่างไรให้มีแรงบันดาลใจอยู่ตลอดเวลา



ห่างหายไป 2 อาทิตย์ วันนี้เฟิร์นกลับมาแล้วค่ะ :) พอดียุ่งๆ กับการเตรียมเอกสารทำวีซ่าและหลายๆ อย่าง ตอนนี้วีซ่าผ่านแล้วนะ ได้มาสามเดือน โล่งอกมากกกกก เดี๋ยวเร็วๆ นี้เฟิร์นจะมาเขียนรีวิวให้ฟัง เพราะตอนที่โดนปฏิเสธวีซ่าครั้งแรกหาข้อมลยากมากกกก ไม่ค่อยมีใครรีวิวการขอวีซ่าสำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานประจำเลย และเพราะอย่างนี้แหละ เฟิร์นจะมารีวิวให้ทุกคนได้อ่านเผื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ในภายภาคหน้า

ยังไงก็ตาม สำหรับบล็อกวันนี้เฟิร์นจะมาตอบคำถามที่เฟิร์นได้รับบ่อยมากๆ คือ “ทำอย่างไรให้มีแรงบันดาลใจอยู่ตลอดเวลา” หลายคนถามคำถามนี้กับเฟิร์นเพราะเห็นเฟิร์นทั้งแต่งนิยาย แปลนิยาย ขายนิยาย ในขณะเดียวกันก็เรียนมหาวิทยาลัยได้เกรดดีและยังสอบวัดระดับภาษาต่างๆ นานาได้ แถมยังขยันทำสแครปบุค ออกไปถ่ายภาพ ไปเที่ยว ทำบล็อก บลาๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้ทั้งแรงกาย แรงใจ ความคิดและอื่นๆ

เอาจริงๆ เฟิร์นต้องบอกก่อนว่าเฟิร์นเองก็ไม่ได้ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกอยากจะทำนู่นทำนี่ทุกวันเหมือนกันนะ ฮ่าๆ เราเป็นมนุษย์นี่นา มันมีวันที่เราจะต้องตื่นมาแล้วเซ็ง เบื่อโลก ไม่อยากทำอะไรเลยและอยากแค่นอนดูซีรีส์ มันเป็นเรื่องปกติค่ะ แต่จะทำยังไงล่ะถ้าเกิดเรารู้สึกแบบนั้นบ่อยมากเกินไปจนเซ็งชีวิตจริงๆ ขึ้นมา เฟิร์นคิดว่าทุกคนมีวีธีที่ต่างกันไป แต่นี่เป็นวิธีของเฟิร์นที่อาจจะช่วยทุกคนได้ไม่มากก็น้อย ลองดูนะคะ :)


1. Set your goals

สิ่งแรกเลยที่ต้องทำก็คือเราต้องมี “เป้าหมาย” ก่อน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ควรจะมีเป้าหมายทั้งนั้น เราไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ ยากๆ อย่าง “ก่อนอายุสามสิบต้องมีบ้าน” อะไรขนาดนั้น แต่เอาง่ายๆ ไม่เว่อร์และคิดว่าทำสำเร็จได้โดยไม่ต้องหืดขึ้นคอ อย่างเช่นว่า อาทิตย์นี้ตั้งใจจะออกกำลังกายสักสามวัน ปีนี้อยากอ่านหนังสือให้ได้สักกี่เล่ม ในสามเดือนจะเรียนภาษาญี่ปุ่นจนอ่านนิทานเด็กเข้าใจ อะไรอย่างเนี้ย

เฟิร์นเห็นหลายคนมากที่ใช้ชีวิตไปวันๆ เช้าไปเรียน เย็นกลับมานอนเล่นมือถือ หรือเช้าไปทำงาน เย็นนั่งบีทีเอสกลับบ้าน รอสิ้นเดือนเงินเดือนออก ทนๆ ทำงานที่ไม่ชอบไปเพื่อเงิน แบบเฮ้ยยยย ทำไมชีวิตมันดูเปื่อยอย่างนี้ล่ะ โน มันไม่สมควรจะเป็นอย่างนี้ มันควรจะมีเป้าหมายบ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี เพราะทำงานหาเงินอยู่ไปวันๆ พอได้เงินก็ใช้ (บางคนก็ไม่เหลือเก็บ) รอเงินเดือนใหม่ จากนั้นก็อยู่ไปเรื่อยๆ แล้วไงล่ะ รอตายก็บ๊ายบายเหรอ ไม่รู้เหมือนกันว่าทุกคนคิดยังไงกัน อย่างที่บอกว่าคนเราเห็นต่างกัน บางคนก็ชอบที่จะอยู่อย่างนั้นซึ่งก็ไม่ผิด แค่เฟิร์นคิดว่าชีวิตมันควรจะมีอะไรมากกว่านั้นเท่านั้นเอง

มีเป้าหมายสักข้อก็ยังดีนะ ถ้าเราบอกตัวเองว่าโอเค อาทิตย์นี้ฉันจะอ่านหนังสือหนึ่งเล่ม ชีวิตมันก็มีอะไรมากกว่าแค่กิน นอน ทำงานแล้ว


2. Try something new

ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง The Greatest Showman เขาจะมี quote ที่บอกว่า “Comfort is the enemy of progress.” (ความสะดวกสบายเป็นศัตรูของความก้าวหน้า) ที่จริงหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีมากและเหมาะสำหรับคนที่ขาดแรงบันดาลใจมากๆ เลยล่ะ เพราะตัวละครในเรื่องจะวิ่งไล่ความฝันจนถึงที่สุดและทำให้เราอยากจะเริ่มเดินตามความฝันบ้างเดี๋ยวนั้นเลย…ที่เฟิร์นจะบอกก็คือ การรักสบาย ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรที่เราทำอยู่ ไม่ว่าจะเพราะขี้เกียจ กลัว หรือแค่ไม่อยากทำ…มันเป็นตัวขัดขวางความสำเร็จของเราจริงๆ นะ เพราะฉะนั้นเขาถึงมีคำพูดที่บอกว่าให้เรา “Get out of your comfort zone.” (ออกไปจากคอมฟอร์ตโซน – หรือชีวิตปกติปัจจุบันที่เราใช้จนชินซะ)

ถามว่าอยู่ดีๆ ก็สบายอยู่แล้ว แต่ทำไมต้องออกมาจาก Comfort zone ด้วย? …เพราะการก้าวออกมาทำอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เคยทำมันจะทำให้เราเรียนรู้อยู่เสมอ โลกมันตั้งกว้างใหญ่ มีวัฒนธรรม ภาษา เรื่องราวอะไรมากมากให้เราค้นหา แต่ถ้าเรายังเอาแต่ทำอะไรเดิมๆ ไม่ขยับออกมาบ้างเราก็จะรู้อยู่แค่เท่าที่เราอยู่ทุกวันนี้…เฟิร์นมีเพื่อนบางคนที่ไม่กล้าไปเที่ยวคนเดียว เฟิร์นบอกเฮ้ย ไม่เป็นไร ลองดูก่อนแล้วจะติดใจ เพราะการไปเที่ยวคนเดียวให้อิสระเราเต็มที่ในการไปตามสถานที่ที่เราอยากไป อยู่นานแค่ไหน ถ่ายรูปนานเท่าไหร่ก็ไม่ต้องเกรงใจใคร ที่สำคัญการอยู่กับตัวเองในสถานที่ที่เราไม่คุ้นชินทำให้เราได้คิดอะไรเยอะมาก แถมยังรู้จักตัวเองมากขึ้นด้วยนะ มันเปลี่ยนแปลงเราไปเลยล่ะ…ที่ดีกว่านั้น เราจะไม่ได้อยู่แค่คนเดียวหรอก เพราะยังมีนักเดินทางดีๆ อีกจำนวนมากที่เราจะได้พบเจอ

แต่…ก็อย่างว่า เพื่อนเฟิร์นก็กลัวนู่นกลัวนี่ กลัวจะเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ กลัวจะเหงา ไม่กล้าไปทักพวกนักเดินทาง บลาๆๆ แล้วเฟิร์นถามหน่อยว่า…ต่อให้เราอยู่กรุงเทพ อยู่ประเทศไทยในบ้านตัวเอง มันมีอะไรมาการันตีไหมว่าวันดีคืนดีเราจะไม่เดินออกไปแล้วโดนจี้ โดนปล้น หรือโดนรถชน? …โน เหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นได้ทุกที่ มันก็เหมือนกับว่าเราไม่ไปยุโรปเพราะกลัวโดนระเบิดในช่วงก่อการร้าย แต่ถามว่าอยู่ไทยโดนรถชนตายได้ไหม ได้จ้า…

อย่ากลัวที่จะเรียนรู้หรือลองทำอะไรใหม่ๆ เพราะเชื่อสิว่าคุณจะต้องติดใจ!


3. Travelling

ก็ต่อจากข้อข้างบน การเดินทางนี่แหละที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ไม่จำเป็นต้องไปไกลๆ ถึงนิวยอร์ก แค่ไปเที่ยวในประเทศก็ช่วยได้เหมือนกัน เพราะยิ่งเราเดินทางออกจากที่ที่เราอาศัยอยู่ เราก็ยิ่งเห็นว่าผู้คนที่อื่นใช้ชีวิตต่างจากเราขนาดไหน อืม…ก็ถ้าเราไม่มัวแต่ก้มหน้ามองมือถือจนไม่สังเกตรอบข้างน่ะนะ เฟิร์นแทบจะไม่แตะมือถือเลยค่ะเวลาที่ขึ้นรถไปไหน นอกจากจะเอามาฟังเพลงนะ อยากจะมองออกไปข้างนอกมากกว่า อยากดูวิวและเห็นสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนทำกัน หลายครั้งเรามักจะเห็นอะไรที่ไม่คาดคิด บางครั้งมันก็สร้างรอยยิ้มง่ายๆ เลยล่ะ แต่เราจะไม่มีทางเห็นทั้งหมดนี้ได้เลยถ้าเราไม่เงยหน้าขึ้นจากจอมือถือ

การเดินทางเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลที่สุดแล้วสำหรับเฟิร์น ยิ่งเดินทางไปไหนและฟังเพลงไปด้วยนี่ยิ่งได้แรงบันดาลใจเลยล่ะ บางโมเมนต์มันก็พลาดไม่ได้จริงๆ นะ แถมมันจะไม่รีเพลย์มาให้เราเห็นอีกแล้ว เฟิร์นนี่ถ้าคิดอะไรออกต้องรีบจดไว้เลยล่ะ นิยายที่ทุกอ่านๆ กันก็มาจากแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นตอนเฟิร์นท่องเที่ยวทั้งนั้น


4. Listening to music / Podcasts

แน่นอน นอกจากจะมีแรงบันดาลใจจากการเดินทางแล้ว มันก็ยังมาจากเพลงด้วย เพลงบางเพลงเราฟังจนเบื่อ แต่พอไปฟังตอนที่กำลังเดินทางมันดันให้แรงบันดาลใจแฮะ เฟิร์นอธิบายตรงนี้ไม่ถูก แต่เฟิร์นจะเป็นคนที่ฟังเพลงอย่างตั้งใจมาก เลือกฟังที่ความหมาย เฟิร์นจึงมีประโยคเด็ดๆ จากเพลงที่เอามาเป็นพล็อตนิยายอยู่บ่อยๆ เฟิร์นชอบฟังเพลงช้า เพลงที่มีความหมายลึกซึ้ง (ซึ่งอาจจะน่าเบื่อสำหรับหลายคน ฮ่าๆ) และส่วนใหญ่ที่ฟังก็จะเป็นนักร้องจากฟังเกาะอังกฤษ ถ้าใครสนใจเพลงที่ดีปๆ ก็แนะนำคนนี้เลย “James Bay” ใครฟอลไอจีเฟิร์นจะรู้ว่าเฟิร์นพูดถึงบ่อยมาก แต่เฟิร์นมักอธิบายไม่ได้ว่าทำไมเพลงของเขาถึงมีความหมายมากนัก เจมส์บอกว่าเขาอยากแต่งเพลงที่ทำให้คนฟัง “รู้สึกอะไรบางอย่าง” ซึ่งเขาทำสำเร็จนะ

ไม่กี่วันมานี้เฟิร์นไปเจอคอมเมนท์ที่บรรยายความเป็นเจมส์ เบย์เอาไว้ได้ดีมากจนทุกคนต่างก็เห็นด้วยและพากันขอบคุณกันหมด เขาบอกเอาไว้ว่า “His voice is like water. Gentle, powerful, full of movement, shines, sparkles, cools your soul, refreshes your heart. What a whisper of a river in today’s modern music” (เสียงของเขาเป็นราวกับสายน้ำ อ่อนโยน มีพลัง เปี่ยมไปด้วยการเคลื่อนไหว ส่องสว่าง จุดประกาย ทำให้จิตวิญญาณคนฟังเย็นลง หัวใจกระชุ่มกระชวย เป็นเหมือนเสียงกระซิบของแม่น้ำในดนตรีสมัยใหม่ทุกวันนี้เลย)

…เนี่ยแหละ ใช่เลย!

นอกจากดนตรีก็ยังมี Podcasts ดีๆ มากมายให้เราเลือกฟัง แต่เฟิร์นคิดว่าบางคนไม่เคยใช้แอปนี้ของไอโฟนด้วยซ้ำ มันเป็นคล้ายๆ กับชาแนลที่ให้เราเข้าไปฟังสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสอนภาษาอังกฤษ สารคดี บทสัมภาษณ์ เรื่องเล่ามากมายที่หลายคนต้องการจะถ่ายทอดตามแบบฉบับของตนเอง ที่แนะนำก็มี Ted Talk กับ The Standard แต่มันยังมีอีกมากมายเลยนะ สนใจเรื่องอะไรลองพิมพ์ไปดูแล้วจะเหมือนค้นพบอีกโลกเลยล่ะ ฮ่าๆ


5. Reading

ไม่ว่าเฟิร์นจะเขียนบล็อกแนะนำอะไร “การอ่าน” นี่แหละจะถูกหยิบมาพูดถึงซ้ำๆ เพราะมันไม่มีวิธีที่จะเรียนรู้ไปได้ดีมากกว่าการอ่านอีกแล้ว การอ่านเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างค่ะ คนเราอยากเขียนก็เพราะเคยอ่านมาก่อน เราสร้างอะไรหลายๆ อย่างจากสิ่งนี้และแทบไม่ตระหนักถึงความสำคัญของมันเลย

เขาว่ากันว่าการอ่านเป็น “การท่องเที่ยวที่ถูกที่สุด” คำกล่าวนี้เป็นเรื่องจริง เพราะเมื่อเราอ่าน จะอ่านอะไรก็แล้วแต่ เราจะสร้างจินตนาการของตัวเองในหัว ถ้าอ่านนิยายเราก็จะจินตนาการหน้าตาตัวละคร สถานที่ต่างๆ ที่ถูกกล่าวถึงของเราเอง (เป็นเหตุที่ว่าทำไมหลายคนผิดหวังเมื่อหนังสือโปรดได้สร้างเป็นหนัง เพราะมันไม่ตรงกับจินตนาการของเรา) แค่อ่านเราก็ได้คิดแล้ว และเพราะว่าอ่านนี่แหละเราถึงได้แรงจูงใจในการทำสิ่งใหม่ๆ เฟิร์นอยากเขียนนิยายแฟนตาซีก็เพราะอ่านนิยายแฟนตาซี อยากไปเที่ยวก็เพราะอ่านเรื่องราวของคนที่ไปเที่ยวและมาเล่า คนบางคนอ่านบล็อกนี้และอยากเขียนบล็อกเองก็มีนะ! มันน่าเศร้าที่คนเดี๋ยวนี้แทบไม่อ่านหนังสือและหันไปเล่นมือถือแทน แต่จริงๆ นะ การอ่านมันมีประโยชน์มากจริงๆ

แล้วเราจะยังละเลยการอ่านกันอยู่จริงๆ เหรอ?


6. Stop & Recharge

จริงอยู่ว่าการเดินทาง หาอะไรทำใหม่ๆ น่ะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ แต่ถ้ามันมากไปเราก็มีแต่หมดแรงข้าวต้ม ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ตามมาคือการ “หยุดพักและรีชาร์จ” เฟิร์นไม่ได้หมายถึงการหยุดอยู่บ้านเฉยๆ แต่หมายถึงการหยุดทุกอย่าง หยุดเข้าโซเชียลมีเดีย อยู่กับตัวเอง ไปพักผ่อนและนั่งสมาธิ เพราะจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ไอ้การอยู่เฉยๆ นี่แหละที่ช่วยฟื้นพลังให้สมองไบรท์เลย อยู่กับตัวเองและคนที่รัก ได้กำลังใจเต็มที่แล้วรับรองว่ากลับมาทำอะไรก็จะมีประสิทธิภาพกว่าเดิมแน่ๆ


7. Redecorate your room

“แต่งห้องใหม่!” ใช่…แต่งห้องใหม่ก็ช่วยให้แรงบันดาลใจ ข้อนี้เข้ากันกับข้อที่บอกให้ทำอะไรใหม่ๆ และยังเป็นข้อที่เหมาะกับฟรีแลนเซอร์ที่ทำงานอยู่ที่บ้านทุกวันอย่างเฟิร์นด้วย แต่! ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นทำไม่ได้นะ ถ้าคุณทำงานแล้วก็จัดโต๊ะทำงานใหม่ หาไม้ประดับ ของตกแต่งมาตั้ง หรือถ้ายังเรียนอยู่ก็แต่งหอซะบ้าง

ถามว่าทำไม? การแต่งห้องใหม่ทำให้เราไม่เห็นแต่อะไรที่มันซ้ำซากจำเจยังไงล่ะ พอเปลี่ยนมุมโต๊ะเขียนหนังสือ เอานู่นเอานี่มาว่างมันก็ดูสดชื่นและสวยงามมากขึ้นแล้ว คราวนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็รู้สึกดี ลองดู!


8. Compete with yourself not the others

ข้อนี้สำคัญ “แข่งกับตัวคุณเอง ไม่ใช่คนอื่น” เฟิร์นมีเพื่อน (อีกแล้ว ฮ่าๆ) บางคนที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งอะไรเลย ทำอะไรไม่ได้ดีสักอย่าง และมักเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นที่เรียนดีกว่า แบบบบบ…สต็อปพลีส เดี๋ยวก่อน คือเข้าใจนะว่าคนเราน่ะหัวดีไม่เท่ากันทุกคน แต่การไปเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นมันไม่ช่วยอะไรเลย มันจะไม่ทำให้เราดีขึ้นตรงไหนด้วย และเฟิร์นก็มักได้รับคำพูดที่บอกว่า “ก็มึงเก่ง มึงทำได้อยู่แล้ว” แบบโอ๊ยยยย ไม่จ้ะ แค่หัวดีไม่ได้หมายความว่าเฟิร์นเองไม่ได้กลัวจะล้มเหลวหรือสอบไม่ผ่านบ้างเลย แต่มันสำคัญแค่ไหนล่ะเฟิร์นถามแค่นี้ หัวดีแล้วไง กินได้หรือเปล่าฮึ?

ไม่ว่าเราจะเก่งแค่ไหน โลกใบนี้จะมีคนที่เก่งกว่าเรา ฉลาดกว่าเราอยู่เสมอค่ะ แล้วเราก็ไม่ได้รู้จักคนพวกนี้ด้วยซ้ำ ดังนั้นมันไม่สำคัญเลยที่จะต้องพยายามทำให้ตัวเองเก่ง ทำให้ตัวเองดีที่สุด “Nobody’s perfect.” ไม่มีใครสมบูรณ์แบบจ้า ไม่อย่างนั้นเขาจะมีประโยคนี้มาทำไม การพยายามจะดีที่สุด หรือดีกว่าคนอื่นมักจะทำให้เรากดดันตัวเราเอง และบางครั้งก็ลืมว่า “นี่ฉันมาทำแบบนี้ไปทำไม” เพราะชนะไปแล้วได้อะไรล่ะ…โล่เหรอ?

พอๆ หยุดแข่งกับคนอื่น มาแข่งกับตัวเองดีกว่า…แข่งกับตัวเองคืออะไร แข่งกับตัวเองในอดีตไงล่ะ เราเคยทำดีไว้แค่ไหน ปัจจุบันก็ทำให้ดีกว่าเดิม และพัฒนามันไปเรื่อยๆ เรียนจากสิ่งที่ผิดพลาด แค่นั้นก็พอแล้ว

นี่คือทั้งหมดที่เฟิร์นจะแนะนำทุกคนได้ค่ะ ย้ำว่ามันเป็นมุมมองของเฟิร์นเองล้วนๆ เฟิร์นไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญและไม่ใช่ซูเปอร์วูแมนเนอะ ฮ่าๆ เฟิร์นทำสิ่งต่างๆ ที่เฟิร์นทำได้ดีก็เพราะเฟิร์นรักทุกอย่างที่เฟิร์นทำอยู่ และนั่นอาจจะสำคัญที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าเรา “รัก” หรือ “ชอบ” สิ่งที่เราทำอยู่สักเล็กน้อยเราก็จะทำได้ดีแล้ว :) หวังว่านี่จะช่วยไม่มากก็น้อยนะคะ

แล้วเจอกันคราวหน้า

xx

Fernniz

Instagram : fernniz.k

Twitter : fernniz

Facebook Page : fernniz

#passion #motivation #inspiration #blog #lifestyle