GERMANY | GÖTTINGEN - KASSEL 2 วัน 1 คืนในเมืองเล็กแต่น่าอยู่ไม่ใช่น้อย



คำเตือน : บล็อกยุโรปนี้จะยาวมาก กรุณาเอาขนมขบเคี้ยวมากินระหว่างอ่านได้เลย

หลังจากที่มาอยู่เยอรมนีได้เกือบๆ หนึ่งสัปดาห์ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเฟิร์นเริ่มจะไม่มีอะไรทำ (อันที่จริงมี เช่นการเขียนบล็อกและแต่งนิยายเป็นต้น แต่อารมณ์มันไม่ได้…) ก็เลยตัดสินใจจะไปเยี่ยมพี่กริ่ง รุ่นพี่ที่เรียนปริญญาโทอยู่ที่เมือง Göttingen (อ่านว่า เกิททิงเง่น) เป็นเวลา 2 วัน 1 คืน พอกลับมาถึง Duisburg ในวันศุกร์ที่ 3 ก็จะพอดีกับการรอรับจิวที่จะมาในวันรุ่งขึ้น

ใช่แล้ว จิวเวลรี เพื่อนซี้เฟิร์นเจ้าเก่าคนเดิมจะแวะมาผจญภัยที่ยุโรปด้วยกัน

พอคิดได้ดังนั้นเฟิร์นก็เปิดเว็บ Deutsche Bahn เพื่อดูตั๋วรถไฟไปเกิททิงเง่นซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ห่างออกไปจาก Duisburg ประมาณเกือบๆ 4 ชั่วโมง และสิ่งที่พบก็คือราคาตั๋วโหดแสนโหดดดด แค่ไปอย่างเดียวทะลุ 100 ยูโรหรือ 4,000 บาทไปแล้ว โอ้แม่เจ้า จะแพงอะไรเบอร์นั้น เป็นไปได้ว่าจองแบบกระชั้นชิดด้วย ถ้าซื้อล่วงหน้า 3 เดือนอาจได้ถูกขนาดเที่ยวละ 19 ยูโร

พี่กริ่งก็บอกว่า “เออเฟิร์น มันมีโปร Sommerticket อยู่นะ” (Summer ticket)

เออแฮะ…ไอ้เราก็เข้าไปเช็ก มันมีจริงๆ ด้วยว่ะ Sommerticket คือตั๋วราคา 96 ยูโรที่ให้คนที่อายุน้อยกว่า 26 ปีสามารถเดินทางได้ทั่วประเทศ ไปไหนก็ได้ถึง 4 ครั้งภายในปลายเดือนกันยายน คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม! ยิ่งถ้าอายุต่ำกว่า 18 จะยิ่งได้ตั๋วในราคาถูกกว่านี้อีก แต่ไอ้ตั๋วนี้มันจะ tricky สำหรับคนที่ไม่ได้ภาษาเยอรมันนิดนึง คือมันไม่มีรายละเอียดเป็นภาษาอังกฤษจ้า หน้าเว็บที่เป็นภาษาอังกฤษก็ไม่สามารถคลิกเข้าไปซื้อได้ ไม่แน่ใจว่าลิงค์มีปัญหาหรือตั้งใจทำมาอย่างนี้

Click: https://www.sommer-ticket-bahn.de/index.xhtml

Tips: Sommerticket นี้เวลาที่เรากรอกรายละเอียดและซื้อเสร็จ เขาจะส่งโค้ดมาให้เราทางเมล ซึ่งเราจะต้องเอาโค้ดนี้ไปใช้ล็อกอินเวลาที่จะเข้าไปจองการเดินทางแต่ละครั้ง เช่น ครั้งที่ 1 เฟิร์นจองจาก Duisburg ไป Göttingen พอจองเสร็จปุ๊บก็จะได้โค้ดจากบุคกิงอีก ซึ่งเราจะสามารถใช้โค้ดนี้ใส่เข้าไปในแอปพลิเคชันของ DB Navigator เพื่อโหลด QR โค้ดไว้สำหรับให้พนักงานตรวจตั๋วบนรถไฟได้อีกด้วย (คือไม่ต้องปริ้นท์ตั๋วออกมาแล้ว) สะดวกมากๆ แถมไม่ยากเลยด้วย DB Navigator ก็คือแอปที่เอาไว้เช็กเวลาเดินรถต่างๆ ของเยอรมนีนั่นเอง ใช้ได้ทั้งบัส รถไฟ และอื่นๆ



แต่อย่าสับสนนะ โค้ดของ Sommerticket จะได้ในเมลแรกหลังซื้อตั๋ว ใช้เพื่อล็อกอินเข้าไปจองไอ้ 4 ตั๋วที่เราจะใช้เดินทาง หลังจากจองเสร็จแล้วก็จะได้โค้ดอีกทีซึ่งอันนี้เอาไว้โหลดตั๋วสำหรับการตรวจในรถไฟ ซึ่งตั๋วนี้จะสามารถโหลดเข้าไปไว้ในแอปได้ (แล้วก็โหลดจากแอปเข้า Wallet สำหรับคนที่ใช้ Apple ได้ด้วย)


ถามว่าต้องจองทีเดียว 4 ทริปเลยมั้ย ไม่นะ จองเมื่อไหร่ก็ได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในเวลาที่กำหนดของการใช้ตั๋ว

ข้อดีมากๆ ของตั๋วนี้คือความ flexible ของมัน สำหรับการเดินทาง 1 ครั้งเราจะนั่งรถไฟอะไรก็ได้ของเยอรมนี เช่น ICE ที่เป็นรถไฟความเร็วสูงที่ผ่านเฉพาะเมืองใหญ่ๆ หรือ S Bahn รถไฟที่จอดทุกเมืองเล็กๆ แถม! เมื่อจองแล้วจะสามารถใช้ตั๋วได้ภายในวันที่ระบุ ไปจนถึง 10 โมงของวันถัดมา

หรือก็คือ…พอจองการเดินทางแล้ว 1 ครั้ง คุณจะเดินทางกี่โมงก็ได้ในวันที่ระบุ ไม่ฟิกซ์รอบเวลา หรือเปลี่ยนใจจะไม่เดินทางวันนี้ ไปเดินทางวันรุ่งขึ้นก่อน 10 โมงก็ยังใช้บุคกิงเดิมได้โดยไม่ต้องซื้อตั๋วใหม่!

นอกจากนั้นถ้าคุณหัวหมอและแพลนดีๆ ตั๋วนี้มันมีประโยชน์มากกกกก เพราะคุณจะหยุดแวะเมืองใดก็ได้ที่อยู่ระหว่างเมืองต้นทางกับเมืองปลายทาง หรือพูดง่ายๆ ก็คือระหว่างเดินทางจาก Duisburg ไป Göttingen เนี่ย เฟิร์นจะแวะลงที่ไหนแล้วเดินเที่ยวก่อนสักกี่ชั่วโมงแล้วค่อยโดดขึ้นรถไฟไป Göttingen ต่อโดยใช้ตั๋วเดิมได้เลย! มันสุดยอดจริงๆ นะคะซิ้ส เดี๋ยวตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังว่าเฟิร์นประหยัดสุดๆ ด้วยตั๋วนี้ได้ยังไง

ปล. ไม่ได้สปอนเซอร์แต่อย่างใด แต่อยากมาแบ่งปันเพราะมันดีและคุ้มค่ามากจริงๆ เฟิร์นบอกให้จิวซื้อตั๋วนี้เหมือนกัน ใช้กูเกิลแปลหน้าเว็บเป็นอังกฤษก็พอรู้เรื่องและสามารถซื้อได้นะ!


เอาล่ะ เข้าเรื่องกัน… Göttingen เป็นเมืองเล็กๆ ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ด้วยความที่มีนักศึกษามาจากหลายประเทศทั่วโลกจึงทำให้มันเป็นเมืองที่มีความหลากหลาย แถมมีคนไทยอยู่เยอะจำนวนหนึ่งเลย เขาถึงกับมีสมาคมนักเรียนไทยในเยอรมนีกันด้วยเลยนะ

เฟิร์นเดินทางจาก Duisburg ประมาณแปดโมงนิดๆ ตามตารางจริงๆ ควรจะไปถึงตั้งแต่สิบเอ็ดโมงครึ่ง แต่…ปรากฏว่ารถไฟที่ต้องไปต่อที่เมือง Hannover ดันเลทประมาณ 35 นาที…อันนี้อาจต้องใช้สกิลล์การสังเกตนิดนึงสำหรับคนที่ไม่ได้ภาษาเยอรมัน เพราะมันไม่มีประกาศเป็นอิ้งค์จ้า! (แทบจะไม่มี) จงจำเอาไว้ว่าถ้าเมื่อไหร่บอร์ดที่โชว์รถไฟของเรามันมีแถบขาวๆ วิ่งแปลว่ารถไฟอาจจะเลทหรือมีเหตุขัดข้องอื่นๆ



อย่างไรก็ตาม เฟิร์นมาถึงที่หมายประมาณเที่ยง พี่กริ่งที่น่ารักก็ทำหน้าที่โฮสที่ดีด้วยการพาไปห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่พี่เขาเรียนอยู่ก่อนเพื่อฝากสัมภาระของเฟิร์นในล็อกเกอร์ เอ้อออ เอาสิ แค่มีบัตรนักศึกษาก็ใช้ล็อกเกอร์ได้ฟรีแล้ว พี่กริ่งยังเล่าให้ฟังอีกว่าห้องสมุดนี่มีห้องนอนให้ด้วยนะเออ! เฟิร์นชอบการที่มหาวิทยาลัยที่เมืองนอกมักจะทำได้น่าเรียน อะไรๆ ก็น่าใช้และอำนวยความสะดวกไปหมด และถ้าใครยังไม่รู้ เยอรมนีนี่เรียนฟรีนะจ๊ะ…จะเรียนสูงแค่ไหนก็ได้ถ้าไหน ฟรีหมด มีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายต่อเทอมเพียงแค่ประมาณ 200 ยูโร (แล้วแต่รัฐหรือมหาวิทยาลัย) หรือประมาณ 8,000 บาท แต่ถามว่ามันไปไหน…จ่ายแล้วมันจะกลายเป็นบัตรที่ให้สิทธิ์เรานั่งรถไฟ บัสหรือรถใต้ดินต่างๆ นานาได้ฟรีเกือบทั้งรัฐ!

เออ เอาดิ ถ้าคำนวณดีๆ นะ ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนที่เราต้องใช้จะแพงกว่าอาศัยอยู่ในกรุงเทพไม่เท่าไหร่เอง ค่าเช่าห้องที่นี่ก็แล้วแต่รัฐ ถ้าทางฝั่งตะวันตกอย่างเมือง Aachen (อาเคิน – ถ้าใครจำนิยายที่เฟิร์นแต่งได้) หรือ Cologne จะค่อนข้างแพงมาก แต่ถ้าเยอรมนีฝั่งตะวันตกอย่างเมือง Leipzig (เมืองที่หมอราฟเรียนไง) อาจถูกกว่าฝั่งตะวันตกได้ถึงครึ่งนึงแถมยังได้ห้องใหญ่ที่มี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ และ 1 ห้องครัวเลยทีเดียว

แต่แน่นอน การจะมาเรียนที่นี่ได้ก็ต้องได้ภาษาเยอรมันก่อนเนอะ แล้วมันก็อย่างที่เขาว่ากัน ‘Life is too short to learn German.’ (ชีวิตนี้มันสั้นเกินกว่าจะเรียนเยอรมัน) เพราะมันเป็นภาษาที่ยากบรม! การจะเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ก็ต้องมีผลสอบที่คล้ายๆ กับ IELTS แต่เป็นภาษาเยอรมันมายืนยันว่าโอเคคุณเรียนได้ ส่วนใหญ่เขาจะกำหนดไว้ที่ระดับ B2 (ภาษายุโรปมีการวัดโดยใช้ระดับ A1, A2, B1, B2, C1, C2 – A1 คือเบื้องต้นสุดๆ C1 เทียบเท่ากับ IELTS 7.0 และ C2 จะเป็น native ไปแล้ว)

ว่าแต่ว่านี่มัน Blog ท่องเที่ยวหรือเสนอรายละเอียดประเทศเยอรมนีเนี่ย ฮ่าๆ เฟิร์นสอดแทรกพวกนี้มาเพราะคิดว่ามันน่าสนใจ ใครไม่ชอบยังไงก็บอกได้นะ แฮ่

พอฝากของเสร็จแล้วเราก็ไปเดินในเมืองกัน ขอยืนยันว่าเกิททิงเง่นนั้นมันเล็กจริงๆ คือทุกเมืองในเยอรมนีก็เหมือนกันแหละ ชอปปิงเซ็นเตอร์จะอยู่ใกล้ๆ สถานีรถไฟ ก็ไปเดินๆ อยู่ในนั้น พี่กริ่งก็เล่าประวัติเมืองเล็กๆ น้อยๆ นับว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่เลยนะ สิ่งหนึ่งที่เฟิร์นสังเกตก็คือบ้านเรือนของที่นี่จะแตกต่างจากฝั่งที่เฟิร์นอยู่พอสมควร คือมีความคล้ายกับทางตอนใต้ของเยอรมนีไปแล้ว ดูเก่าๆ แต่น่ารักมากๆ เลย






ตรงกลางเมืองจะมีจุดที่มีรูปปั้นอยู่จำนวนหนึ่ง แล้วหนึ่งในนั้นก็จะเป็นรูปปั้นเด็กอุ้มเป็ด ตามที่พี่กริ่งเล่า คนที่นั่นเขามีธรรมเนียมว่าคนที่เข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ได้จะต้องปีนไปจูบรูปปั้น แต่ภายหลังก็เปลี่ยนเป็นคนที่จบด็อกเตอร์ได้เท่านั้นเพราะมีคนปีนเยอะเกินไปจนมันจะเสียหาย ฮ่าๆ ก็ตลกดี


ที่พื้นใกล้ๆ รูปปั้นนั้นยังมีจุดที่ทำสัญลักษณ์เอาไว้ซึ่งให้คนไปยืนด้วย พี่กริ่งให้เฟิร์นมายืนและบอกว่า “นี่เป็นจุดที่สามารถมองเห็นโบสถ์สำคัญในเมืองได้พร้อมกัน 4 โบสถ์” …ซึ่งมันก็จริงนะ จากตรงที่ยืนนั้นสามารถมองไปเห็นโบสถ์ได้ครบเลย น่าเสียดายที่โบสถ์ที่ไปวันนั้นปิดพอดีก็เลยไม่ได้เข้าไปข้างใน แต่เฟิร์นค่อนข้างชอบบรรยากาศที่นี่ พวกเขามีตลาดนัดกันหน้าโบสถ์ มีขายพวกเซรามิคสวยๆ ด้วย






พอเดินไปสักพักเราก็แวะกินมื้อกลางวันที่ Botanik Café เป็นร้านขายอาหารเปอร์เซีย เอาจริงๆ เฟิร์นจำไม่ได้แล้วว่าเมนูที่สั่งมาเรียกว่าอะไร แป้งที่เขาใช้ก็คล้ายๆ แป้งที่ห่อแรปต่างๆ นี่แหละ ข้างในมีเนื้อตามที่เราเลือก แถมผักเยอะมากๆ และมาพร้อมกับแตงโมหนึ่งชิ้น วันนั้นเป็นวันที่อากาศร้อนมาก (ช่วงนั้นในเยอรมนีร้อนมากเป็นพิเศษ ทุกอย่างแห้งแล้งไปหมด เพราะบ้านเขาร้อนแห้งๆ ไม่ร้อนชื้นเหมือนบ้านเรา ทำให้เป็นช่วงที่มีไฟป่าเยอะ ประชาชนถูกห้ามเข้าไปในป่ากันเลยทีเดียว) เราก็เลยนั่งกินและเมาท์กันอยู่พักหนึ่งเลย

ตอนนั้นเป็นตอนที่เฟิร์นรู้สึกว่าตัวเองนี่โชคดีเหมือนกันนะ นอกจากจะกลับมาเยอรมนีและมีอีกครอบครัวที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดแต่ดูแลและต้อนรับเฟิร์นด้วยความอบอุ่นแล้ว ก็ยังมีรุ่นพี่และคนรู้จักอีกมากมายอยู่ที่นี่และได้มีโอกาสมาเจอกันในที่แบบนี้ เอาจริงๆ มันไม่ใช่ทุกวันที่เราจะบอกใครได้ว่า “เออแก ฉันไปเดินเที่ยวกับรุ่นพี่ที่เยอรมนีมา”



พอออกจากร้านนั้นเราก็เดินเข้าไปทางสวน ลอดอุโมงค์และไปโผล่ในสวนสาธารณะอันเขียวชอุ่ม ในรูปนั่นคือใบบัวใหญ่มโหฬารเลยทีเดียวนะ ทุกอย่างดูธรรมชาติและสดชื่นมาก ที่เยอรมนีมีต้นไม้กับป่าเยอะมากจริงๆ ตอนที่เดินจากที่นั่นผ่านย่านที่มีผู้คนอาศัยอยู่ ซึ่งคงจะเป็นบ้านเรือนที่อายุเป็นร้อยๆ ปีได้แล้ว (มันเห็นชัดมากเลยเพราะมันเก่าแต่พวกเขาก็ดูแลรักษาไว้ได้ดีมาก) เฟิร์นก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบว่าทำไมไทยเราถึงชอบทุบตึกเก่าๆ แบบนี้ทิ้งและสร้างใหม่นักนะ เพราะที่ยุโรปนั้นเขาใช้ตึกอายุเป็นร้อยๆ ปีมาเปิดร้านแบรนด์ต่างๆ





แต่ก็อย่างว่า…ถ้าเอาตึกอายุเป็นร้อยปีที่ไทยมาใช้มันคงจะดูวังเวงพิลึก ฮ่าๆ ของอย่างนี้มันขึ้นอยู่กับฟีลลิงจริงๆ เลย อยู่ที่นี่เฟิร์นเดินผ่านสุสานได้ชิลมาก แต่ลองนึกว่าต้องเดินผ่านสุสานที่ไทยสิ จ้างสักล้านก็ไม่เอา…

ที่เกิททิงเง่นไม่มีอะไรนอกจากนั้นเท่าไหร่ ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวแต่เป็นเมืองนักศึกษาที่สงบและน่าอยู่ เราสองคนไปนั่งเล่นในสวนสาธารณะ ฟังเพลงที่เด็กมัธยมปลายชาวเยอรมันกลุ่มหนึ่งเปิดเผื่อแผ่ชาวบ้าน (หัวเราะ) จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในเมือง และตัดสินใจกันว่าจะทำข้าวผัดกินกัน



พี่กริ่งเล่าตอนที่กลับไปเอาของที่มหาวิทยาลัยว่าจริงๆ อยากจะอยู่หอพักที่อยู่ตรงข้ามกับห้องสมุดเพราะมันใกล้มาก แต่ตอนที่ให้เพื่อนมาดู ปรากฏว่าหอพักนี้ถูกผู้อพยพจับจองกันไว้ซะเป็นส่วนใหญ่…ถ้ายังจำกันได้ปี 2015 เป็นปีที่เยอรมนีรับผู้อพยพเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมาก ในช่วงแรกๆ พวกเขาตั้งแคมป์นอนกันในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย (ตอนที่มากันแรกๆ เป็นช่วงปิดเทอม) ก่อนที่จะมีการจัดสรรที่อยู่กันหลังจากนั้น คนเยอรมันส่วนใหญ่เต็มใจต้อนรับผู้อพยพเหล่านี้ อ้างอิงจากคำพูดของโฮสเฟิร์นนะ ตามที่ต่างๆ ในเมืองเกิททิงเง่นจะมีสติกเกอร์ที่ติดไว้ว่า ‘เรายินดีต้อนรับผู้อพยพ’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่แน่นอนว่าเมื่อเปิดรับคนกลุ่มใหม่เข้ามาแล้วก็ย่อมมีปัญหาตามมา เพราะผู้อพยพส่วนใหญ่มีการศึกษาและตั้งใจทำงาน รวมถึงเรียนภาษาก็จริง แต่ไม่ใช่ทุกคน ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งที่ต้องแก้กันต่อไป

ด้วยเหตุนี้ เพื่อนพี่กริ่งจึงบอกว่าอย่าอยู่หอนี้เลย…จะว่ายังไงดีล่ะ ผู้อพยพเขาอยู่กันเป็นครอบครัวเนอะ เด็กเยอะ อาจจะวุ่นวายและเสียงดังไม่เหมาะกับช่วงสอบ อีกอย่างก็ต้องยอมรับว่าเรามีความกลัวกันส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งความจริงแล้วมันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ แต่คิดอีกแง่ถ้าเป็นที่ไทย เราก็อาจไม่อยากไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนพม่าที่ทำงานที่ไทยหรือเปล่า

มันเป็นความคิดที่ฟังดูแย่เหมือนกันนะ เพราะแน่นอนว่าคนเหล่านั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่เดาว่าเรื่องแบบนี้มันก็พูดยาก

เราเดินกลับมาที่ห้องพักของพี่กริ่ง อันที่จริงมันเป็นห้องที่พี่กริ่งเพิ่งจะย้ายเข้ามาได้แค่อาทิตย์เดียว ทุกอย่างยังไม่เรียบร้อยนัก แถมยังไม่มีผ้าม่าน แต่พี่กริ่งที่น่ารักก็อุตส่าห์เอากระดาษเอสี่ไปแปะๆ หน้าต่างไว้ให้น้อง (ฮ่าๆ) ที่นั่นเป็นห้องพักขนาดไม่ใหญ่มากที่มี 1 ห้องน้ำและมีมุมเล็กๆ ที่เป็นครัว เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เฟิร์นชอบ เพราะพวกอพาร์ทเมนต์ที่ไทยนั้นไม่ค่อยจะมีครัว ทำอาหารอะไรไม่ได้เลยยยย แต่ก็อีกนั่นแหละ…อาหารที่ไทยหากินง่ายมากแถมราคาถูก ไม่เหมือนที่เยอรมนีนี่นา

วันนั้นเราสองคนอิ่มอร่อยกันถ้วนหน้า คนเอเชียนี่ไม่สามารถอยู่ห่างอาหารเอเชียได้นานจริงๆ นะว่ามั้ย อาหารฝรั่งมันเลี่ยนเกินไปที่กินกันทุกวัน…


วันรุ่งขึ้นเรานั่งรถไฟจากเกิททิงเง่นไปเมืองใกล้ๆ ที่ชื่อว่า Kassel โดยที่เฟิร์นใช้วิธีหัวหมอ ก็คือจองรอบรถไฟโดยใช้ตั๋ว Sommerticket จากเกิททิงเง่นกลับ Duisburg โดยเลือกเส้นทางที่ผ่าน Kassel ทำให้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มสักแดงเดียว (ถ้าไม่มี Sommerticket ให้ใช้ เฟิร์นต้องซื้อตั๋วจากเกิททิงเง่นไป Kassel และจาก Kassel กลับ Duisburg ซึ่งจะแพงมาก) แล้วก็แวะเที่ยว Kassel อย่างสนุกสนานได้ก่อน

แต่! ที่น่าเสียดายก็คือเฟิร์นดันลืมเอากล้องออกจากกระเป๋าตอนเอาของไปฝากที่สถานีรถไฟ ทำให้ไม่มีภาพเลย (มีแต่ในไอโฟน) จะเรียกว่า Kassel นั้นเป็นเมืองท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ ถ้าเสิร์ชดูจะเห็นเลยว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก เราเลยเข้าไปเอาแผนที่จาก Tourist Information และนั่งรถบัสจากสถานีรถไฟ Kassel-Wihelmshöhe (เป็นสถานีใหญ่ที่ถัดออกมาจากสถานีหลักของ Kassel เพราะที่ Kassel-Wihelmshöhe นั่นเป็นสถานีที่เอาไว้ต่อรถไฟระยะทางไกล) ขึ้นไปดูวิหาร (คาดว่าเป็นวิหารนะ ฮ่าๆ) ที่เรียกว่า Herkules หรือเฮอร์คิวลิสนั่นแหละ แต่เป็นการออกเสียงแบบเยอรมัน

ระหว่างทางที่ขึ้นไปก็ต้องต่อบัสครั้งหนึ่ง ตอนที่รอก็เจอคนพูดภาษาอังกฤษเต็มไปหมด ทีแรกเฟิร์นไม่ได้คิดอะไรเพราะคิดว่าเขาก็คงเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกัน จนมีผู้ชายเอเชียคนหนึ่งทักว่าเฟิร์นเป็นคนฟิลิปปินส์หรือเปล่า (คาดว่าเขาเป็นคนฟิลิปปินส์) เฟิร์นบอกว่าเปล่า เขาก็เลยเล่าว่าที่จริงแล้วพวกเขามางานประชุมนานาชาติ ซึ่งมีคนจากหลากหลายเชื้อชาติมารวมกันและวันนี้เป็นวันที่ทุกคนมีช่วงเวลาฟรี ก็เลยพากันขึ้นมาเที่ยววิหารนี้ ทีนี้พอขึ้นรถไปแล้วก็เจออีกหลายกลุ่มเลย บ้างก็เป็นคนผิวสี บ้างก็เป็นคนขาว มีกลุ่มชาวผิวสีกลุ่มหนึ่งที่มีสมาชิกจากอเมริกาและอังกฤษทักเฟิร์นกับพี่กริ่งบนรถบัส ถามว่าพูดอังกฤษได้ไหม พอเฟิร์นบอกว่าได้เขาก็ถามว่ารู้ไหมจะขึ้นไปวิหารได้ยังไง เฟิร์นบอกก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ก็เลยขำๆ และนั่งคุยกันไปนิดหน่อย

พอไปถึงข้างบนก็เดินเจอกันอีกหลายรอบเลย เฟิร์นว่ากลุ่มคนพวกนี้เป็นคนที่เฟรนด์ลีมากๆ ขนาดชายชาวฟิลิปปินส์คนนั้นที่มาคนเดียวยังไปชวนคนขับรถบัสนั่งเมาท์แล้วขำกันเสียงดังได้เลย ซึ่งเอาตามจริงถือว่าแปลกมากเพราะคนเยอรมันถือเป็นชาติที่เข้าถึงยากพอสมควร นับว่าเป็นภาพที่ดีที่ได้เห็นเลยนะ :)

สำหรับวิหารนั้นจะเสียค่าเข้าคนละประมาณ 3 ยูโร (ถ้าจำไม่ผิด) ภายในดูเก่าแก่คล้ายๆ กับโคลอสเซียมเลย พอเดินขึ้นไปถึงข้างบนจะเห็นรูปปั้นเฮอร์คิวลิสขนาดใหญ่และดูวิวของทั้งเมืองได้เลย อันที่จริงถ้าเสิร์ชกูเกิลดูจะเห็นความอลังการของมันเลยล่ะ เพราะตรงทางลงที่เป็นบันไดจะมีน้ำไหลจากข้างบนลงไปข้างล่าง แต่วันที่เฟิร์นไปนั้นเขาไม่เปิด แถมบางส่วนก็ซ่อมอยู่…แต้มบุญหมดซะงั้น

เท้าความก่อนด้วยว่าตอนก่อนขึ้นมาพนักงานใน Tourist Information บอกว่า “ถ้าเดินจาก Herkules ลงมาปราสาทข้างล่างจะใช้เวลาประมาณ 1 ชม.” อีนี่ก็เดินเลยจ้ะ เดินตามบันไดลงมาท่ามกลางแดดร้อนๆ (ดีนะที่ขาขึ้นนั่งบัสขึ้น ไม่งั้นเป็นลมตายแน่ๆ) ระหว่างทางก็เจอผู้คนมากมายที่มาเที่ยว เรื่องน่ารักก็คือเจอผู้ชายกับผู้หญิงคนหนึ่งที่น่าจะแก่กว่าเฟิร์นกับพี่กริ่งไม่กี่ปีหรือรุ่นราวคราวเดียวกัน เฟิร์นได้ยินผู้ชายถามผู้หญิงว่า…

“เธอเป็นคนคาสเซลเหรอ”

“เปล่าๆ มาจากแฟรงเฟิร์ตจ้ะ” เธอตอบ

“อ๋อ มาเที่ยวงั้นสิ”

ตอนนั้นเฟิร์นไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แต่ก็พอจะเดาได้ว่าสองคนนี้มาเที่ยวและเพิ่งมาทำความรู้จักกัน ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากนั้นเลย เดินต่อลงไปข้างล่าง ทะลุป่าลงไปเลยนะ เดินเจอคนเยอรมันบางกลุ่ม และสิ่งต่อมาที่สังเกตเลยก็คือ…ทำไมคนเยอรมันถึงไม่ทักเราเป็นภาษาอังกฤษเลยนะ ไม่ว่าเราจะเดินไปไหน ทุกคนทักเราเป็นเยอรมันตลอด ครอบครัวหนึ่งที่เดินสวนกันตอนเดินลงก็เช่นกัน พวกเขาถามเราว่า “ต้องขึ้นไปอีกไกลไหม” (เป็นเยอรมัน) ทั้งๆ ที่นั่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

เฟิร์นคุยกับพี่กริ่งเรื่องนี้ ก็สงสัยว่ามันเป็นเพราะคนเยอรมันไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ หรือ…อีกกรณีก็คือพวกเขาให้เกียรติโดยการไม่เหมารวมว่านังเอเชียสองคนนี้เป็นคนเอเชีย แต่อาจจะเป็นเยอรมันก็ได้ (เพราะคนเอเชียที่เกิดที่นี่ก็มี) ก็เลยพูดกับเราด้วยภาษาเยอรมัน เพราะถ้าทักเป็นอังกฤษและเกิดเราเป็นคนเยอรมัน เราอาจจะรู้สึกว่าโดนดูถูกอะไรอย่างนี้

คิดไปคิดมาก็เออ…อาจจะเป็นแบบอย่างหลัง เพราะเยอรมันเป็นชาติที่เท่าเทียมมาก น้อยมากนะที่จะถูกเหยียดเชื้อชาติ

ด้วยความที่ลงมาข้างล่างก็สามโมงกว่าแล้ว ใกล้เวลาที่เฟิร์นจะต้องขึ้นรถไฟกลับ Duisburg เลยทำให้ไม่มีเวลาเที่ยวปราสาท (จริงๆ ก็ไม่มีอารมณ์เที่ยวแล้วเพราะอากาศร้อนมาก) เฟิร์นกับพี่กริ่งจึงไปรอ Tram เพื่อขึ้นกลับไปสถานีรถไฟ แล้วก็เป็นตอนนั้นเองที่เดินเจอกับหนุ่มสาวสองคนนั้นอีกแล้ว

เหมือนพวกเขาจะคุยกันถูกคอแฮะ! ทั้งสองคนเดินไปรอ Tram กับพวกเฟิร์นด้วย แถมตอนที่ลากันยังแลกเบอร์กันและต่างฝ่ายต่างยิ้มตอนลากันอีก…แบบโหย มาเที่ยวอย่างไรให้ได้ผู้ ทำไมเราทำไม่ได้บ้าง ฮ่าๆๆ น่ารักจริงๆ นะ

แต่การผจญภัยยังไม่จบเท่านี้ ตอนที่ Tram มา ดูเหมือนว่าสภาพรถจะติดๆ ดับๆ ด้วยความที่อากาศร้อนมาก ร้อนแบบที่เยอรมนีแทบไม่เคยประสบมาก่อน ทุกอย่างก็เลยรวนไปหมด ตอนที่ไปซื้อตั๋วบนตู้ในรถ (Tram กับบัสหรือรถใต้ดินที่นี่จะมีตู้ให้ซื้อตั๋วได้ หรือไม่ก็ซื้อกับคนขับรถ) ตู้ก็เกิดดับขึ้นมา ทอนเงินไม่ครบ! แถมยังใช้การไม่ได้ (คนอื่นเลยนั่งฟรี…นี่ถ้าเฟิร์นกับพี่กริ่งให้คนอื่นซื้อก่อนก็คงได้นั่งฟรีแล้ว ฮ่วย) พี่กริ่งจึงเดินไปบอกคนขับ แล้วเขาแก้ปัญหาแบบที่เฟิร์นไม่ได้คิดไว้มาก่อนเลย แถมยังเหมือนเตรียมการมาอย่างดี

ซึ่งก็คือ…เขาจะมีไปรษณียบัตรหนึ่งใบที่ให้มา ระบุถึงปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมลายเซ็นคนขับ ให้พี่กริ่งมาเขียนชื่อที่อยู่พร้อมเลขที่บัญชี จากนั้นก็เอาไปหย่อนตู้ไปรษณีย์ที่ไหนก็ได้ แล้วทางการเขาจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีให้ เออเว้ย! ที่น่าคิดก็คือมันมีวิธีแก้ปัญหาแบบนี้ถูกเตรียมเอาไว้ด้วย เยอรมนีนี่เป็นประเทศที่สุดยอดไปเลยจริงๆ อะไรๆ ก็เป็นระบบไปหมด แบบ…ใครจะไปคิดฟะว่าคนขับรถจะมีไปรษณียบัตรแบบนี้อยู่ ถ้าเป็นที่ไทยจะทำยังไงเนี่ยยยย


และนั่นแหละค่ะ สองวันหนึ่งคืนในเกิททิงเง่นกับคาสเซลผ่านไปไวเหมือนโกหก เฟิร์นขึ้นรถไฟจาก Kassel-Wihelmshöhe กลับ Duisburg และต้องไปเปลี่ยนสถานี 1 สถานีก็คือที่ Frankfurt (M) Flughafen Fernbahnhof (สถานีสนามบินไกลแฟรงเฟิร์ต) แต่! ไม่ทันดูว่ารถไฟมันจะตัดขบวน!

คืออย่างนี้…รถไฟทางไกลบางขบวนที่เยอรมนีมันจะเป็นการเชื่อมกันของรถไฟสองคัน เมื่อวิ่งไปเรื่อยๆ เขาจะมีการแยกขบวนออก คือขบวนหนึ่งจะไปที่หนึ่ง อีกขบวนก็ไปอีกที่ แต่ทีนี้…มันก็ไม่มีภาษาอังกฤษอธิบายแต่อย่างใดเว้ยยยย ต้องเล่าก่อนว่าที่ข้างตู้รถไฟ ICE มันจะมีขึ้นว่ารถไฟมาจากไหน จะไปถึงไหน ผ่านที่ใดบ้าง เฟิร์นก็ดูตารางของตัวเอง ก็งงๆ ว่ารถไฟมันก็ถูกแล้ว เวลาก็ถูก แต่ทำไมเลขขบวนมันไม่ถูก และชื่อสถานีที่มันผ่านก็ไม่ใช่ฟะ

ตอนรถไฟจอดเฟิร์นก็เห็นมันเขียนว่าจะไปถึง Dortmund (ปกติเส้นทางไป Duisburg ก็ผ่านไป Dortmund ได้) เลยถามพนักงานว่าคันนี้ไป Duisburg มั้ย เขาบอกว่าไม่ ต้องไปขึ้นคันหน้า (ไม่พูดให้เคลียร์ด้วย คันหน้าคือคันที่ออกไปแล้ว หรือคันที่เชื่อมอยู่ข้างหน้าล่ะพี่) อีนี่ก็รีบวิ่งสิจ๊ะ มันจอดที่สถานีนั้นนานเพราะเป็นสนามบินก็จริง แต่ก็ไม่นานพอจะให้เฟิร์นวิ่งไปขึ้นไอ้คันที่มันเชื่อมอยู่ข้างหน้าได้! ก็คือออออ…เฟิร์นต้องขึ้นไอ้คันนั้นไปก่อน แล้วไปโดดลงที่สถานีข้างหน้าเพื่อเปลี่ยนไปขึ้นอีกขบวนที่เชื่อมอยู่ข้างหน้าก่อนที่มันจะตัดขบวนแล้วเฟิร์นจะต้องนั่งไป Dortmund (ซึ่งใช้เส้นทางที่ไม่ผ่าน Duisburg แทน)

ระทึกล่ะสิ…ตอนนั่งๆ ไปคนขับรถไฟก็ประกาศว่ารถไฟคันนี้มี 2 ปลายทาง คือ Dortmund และ Amsterdam (ใช่ นางไปถึงเนเธอร์แลนด์ ฝั่งตะวันตกที่เฟิร์นอยู่คือใกล้เนเธอร์แลนด์มากๆ) รถไฟตู้หลังๆ (ที่เฟิร์นอยู่) จะตัดขบวนไป Dortmund และขบวนหน้าจะไป Amsterdam (คือขบวนที่ผ่าน Duisburg) ผู้โดยสารทุกคนจะมีโอกาสเปลี่ยนขบวนให้ถูกต้องที่เมืองโคโลญจน์ (Cologne) เป็นสถานีสุดท้าย ระหว่างนั้นรถไฟก็จะจอดที่บอนน์ (Bonn) ก่อน แต่จะไม่มีเวลาจอดนานเท่าที่โคโลญจน์ซึ่งเป็นสถานีถัดมาและจะจอดนาน 10 นาที

ทีนี้ อีกสิ่งที่แย่กว่าก็คือออ รถไฟมันไม่มีแอร์โว้ยยย ด้วยความที่เยอรมนีมันแทบจะไม่มีวันที่อากาศร้อนเลย (เต็มที่ก็ปีละ 2-3 อาทิตย์) รถไฟก็เลยไม่ค่อยจะมีแอร์กันสักเท่าไหร่ ซึ่งเริ่มไม่เวิร์คแล้ว เพราะพักหลังมานี้พอร้อนทีก็ร้อนแบบเอ็กซ์ตรีม ก็เลยต้องยืนเหงื่อตก (คนเยอะมากเพราะขบวนนี้มาไกล มาจากมิวนิคซึ่งอยู่ทางใต้ แล้ววิ่งมาฝั่งตะวันตก แถมจะยาวออกไปถึงเนเธอร์แลนด์ ถ้านั่งตั้งแต่ต้นทางคงเป็นสิบๆ ชั่วโมง) สำหรับ ICE นั้นเราจะดูได้ว่าที่นั่งไหนถูกจองไว้จากไหนถึงไหนโดยการดูบนจอดิจิตอลบนที่นั่ง หรือก็คือถ้าเราไม่ได้จองที่นั่งมาเราอาจนั่งตรงไหนก็ได้จนกว่าเจ้าของที่จะขึ้นมาและย้ายที่ไปเรื่อยๆ แต่ในกรณีนี้ที่รถไฟเต็มคนก็นั่งกันตามทางเชื่อมขบวนเต็มไปหมด

เท่ากับ…ร้อน และคนมหาศาล

พอเปลี่ยนขบวนที่โคโลญจน์มาขึ้นคันที่ถูกต้องได้แล้วเฟิร์นก็แอบหวังไว้ว่าจะได้ที่นั่งบ้าง หลายคนคงต้องลงที่โคโลญจน์บ้างแหละน่า เพราะมันสถานีใหญ่นี่นา แต่ไม่จ้า…บางตู้ที่ไม่มีแอร์ร้อนถึงขนาดต้องปิดไม่ให้คนนั่งเลยทีเดียว ไอ้เราก็เหนื่อยจากการเดินมาตลอดสองวัน ของก็ต้องแบก เลยนั่งมันระหว่างทางเชื่อมขบวนซะเลย จากโคโลญจน์นี่ต้องนั่งแค่ประมาณ 30 นาทีก็ถึงบ้านแล้ว (ถ้าเป็นรถไฟความเร็วสูงอย่างนี้นะ ถ้ารถช้าก็ประมาณ 45 นาที) สถานีที่จอดก็แค่ดุสเซลดอร์ฟและถัดมาอีกสถานีก็ Duisburg ละ

ฮู่วววว…ถือว่าได้ประสบการณ์มาเล่าให้ทุกคนฟังเนอะ ฮ่าๆ จำไว้นะคะ ก่อนขึ้นรถไฟทางไกลต้องดูเลขขบวนซะก่อน ถ้าไม่แน่ใจว่ารถไฟจะตัดขบวนหรือไม่ แล้วเราขึ้นถูกหรือเปล่า พอขึ้นไปแล้วให้ไปดูที่จอซึ่งจะมีอยู่ระหว่างตู้ ในจอนั้นจะแสดงรายชื่อสถานีที่มันจะจอด ถ้ามีสถานีของเราก็โอเครอด…เอาจริงๆ เขามีภาษาอังกฤษประกาศนะ แต่เป็นภาษาอังกฤษสำเนียงเยอรมันที่ฟังแล้วไม่เข้าใจอ่ะ เหมือนพูดเยอรมันมากกว่า ฮ่าๆๆ


เฟิร์นเล่าไปซะเยอะเลย หวังว่าจะไม่น่าเบื่อนะคะ ยังไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวมาเล่ามากเพราะอย่างที่บอกว่าเกิททิงเง่นเป็นเมืองเล็กๆ และไม่ได้มีเวลาเที่ยวคาสเซลนานขนาดนั้น แต่คิดว่าเล่ามุมที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงอย่างเรื่องตั๋ว เรื่องการแก้ปัญหาตอนตู้ซื้อตั๋วดับและเรื่องรถไฟตัดตอนก็คงมีคนสนใจอยู่บ้าง

สำหรับเฟิร์น เฟิร์นคิดว่ามีหลายเรื่องเลยที่ถ้าเป็นแค่นักท่องเที่ยวเฉยๆ แต่พูดเยอรมันไม่ได้จะมาเล่าไม่ได้แบบนี้ เดี๋ยวตอนหน้าจะเป็นตอนที่จิวมาถึงเยอรมนีแล้ว (นางมาถึงก็มีเรื่องเลย เปิดประตูรถไฟไม่ได้ นั่งต่อไปอีกสถานี ฮ่าๆๆ) และจะพาไปเที่ยวในตัวเมือง Duisburg, ดุสเซลดอร์ฟ, บอนน์, โคโลญจน์, ค็อกเคม (เมืองเทพนิยายที่สวยสุดในทริปนี้!) รวมไปถึงลีเอจ (เมืองเก่าแก่ในเบลเยี่ยม) และปารีสเลย!

เรื่องเล่าเยอะมากกกก ทั้งถูกหนุ่มจ้องบนรถไฟ เมืองสุดงดงามริมแม่น้ำโมเซลที่คนแทบไม่ไปเที่ยว ความเฟรนด์ลีย์สุดๆ ของคนเบลเยียม เฟิร์นกับจิวเดินเข้าป่าลงเขาทั้งๆ ที่ไม่รู้จะไปโผล่ที่ไหน รวมไปถึงคาเฟ่ศิลปินที่ปารีสและหนุ่มหล่อชาวฝรั่งเศสที่เจอระหว่างทางกลับบ้าน

ถ้าอยากอ่านก็อย่าลืมฝากคอมเมนท์กันไว้บ้างนะคะ ที่นี่คอมเมนท์น้อยมาก บอกให้รู้หน่อยว่าอ่านกันอยู่ววววว

แล้วเจอกัน

xx

Fern

Instagram : fernniz.k

Twitter : fernniz

Facebook Page : fernniz

#germany #goettingen #kassel #travel #trip #europe #summer #tour #tourist #tourism #traveling #travelling #traveller #travellers