FRANCE | PARIS - IF YOU WANNA FIND LOVE, VISIT THE CITY OF LOVE : เที่ยวเมืองแห่งความรักแบบชิลๆ



มีหลายเสียงที่บอกว่าปารีสเป็นอย่างนู้น ปารีสเป็นอย่างนี้ บ้างก็ว่าสกปรก บ้างก็ว่าสุดแสนจะโรแมนติก…แต่ของอย่างนี้มันเป็นความชอบส่วนบุคคล ถ้าไม่มาเยือนเราก็คงจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า “ที่เขาว่า…” กันน่ะ มันจริงเท็จแค่ไหน

ย้อนไปเมื่อปี 2015 เฟิร์นได้มาเยือนเมืองแห่งความรักนี้เป็นครั้งแรกกับเพื่อนชาวอิตาเลียน และเป็นครั้งที่อยู่นาน 6 วัน ในความคิดของเฟิร์นนั้นปารีสเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์และกลิ่นอายบางอย่างที่ทำให้มันเป็นเมืองโรแมนติกแบบที่อธิบายได้ยากว่า “ทำไม” และเท่าที่เฟิร์นเคยได้สัมผัสมานั้น มีแต่ปารีส กับลอนดอนเท่านั้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบนี้ แน่นอนว่าเป็นในแบบที่ต่างกัน และถ้าถามว่าชอบเมืองไหนมากที่สุดเฟิร์นก็คงจะยังตอบลอนดอน

แต่…ปารีสก็ยังคงเป็นความคิดที่ดีเสมอ


ทริปนี้เป็นทริปที่เราออกเดินทางกันจากเมืองลีเอจในเบลเยี่ยม (ย้อนกลับไปอ่านบล็อกที่แล้วได้จ้ะ) เป็นการเดินทางที่ต้องนั่งรถไฟสองชั่วโมงเพื่อไปลงที่สถานีที่ขึ้นชื่อว่า “วุ่นวายที่สุดในยุโรป” อย่างสถานี Gare du Nord ทางตอนเหนือของปารีสนั่นเอง และมันก็วุ่นวายตรงตามชื่อของมันตั้งแต่ที่เฟิร์นกับจิวไปถึงและ “ปลาย” เพื่อนผู้ใจดีให้ที่พักมารับเราที่สถานีรถไฟ

มันวุ่นวายก็เพราะนี่เป็นสถานีที่ทุกอย่างมาบรรจบกัน ทั้งรถไฟจากต่างประเทศ ในประเทศ รถไฟนอกเมือง (RER) เมโทร ฯลฯ ถ้านั่งรถไฟ Eurostar จากลอนดอนก็จะมาโผล่นี่ (หรือไม่ก็ดิสนีย์แลนด์ปารีส) ใช่ค่ะ คุณสามารถนั่งรถไฟจากลอนดอนมาปารีสได้แม้อังกฤษจะเป็นเกาะ และมันจะแฟนซีมากๆ คือออออ…นั่งรถไฟใต้ทะเลเป็นระยะทาง 31 ไมล์! (แต่แน่นอนว่าวีซ่าเชงเก้นใช้เข้า UK หรือสหราชอาณาจักร 4 ประเทศไม่ได้นะจ๊ะ ใครอยากจะไปอังกฤษ สก็อตแลนด์ เวลส์หรือไอร์แลนด์เหนือ กรุณาขอวีซ่าอังกฤษมาเด้อจ้า – ข้อดีคือให้ที 6 เดือน ข้อเสียคือแพงและเข้ายุโรปแถบเชงเก้นไม่ได้) หรือถ้านั่ง Thalys จากเยอรมนีหรือเบลเยี่ยมอย่างที่เฟิร์นกับจิวทำ ก็จะมาลงเอยที่สถานีนี้เหมือนกัน


ครั้งแรกที่มาที่นี่ เฟิร์นซื้อตั๋วเดินทางแบบรายสัปดาห์ซึ่งมาในรูปแบบบัตรที่สามารถนำกลับมาเติมเงินและใช้ต่อได้อีก ตั๋วนี้สามารถใช้ขึ้นเมโทรและบัสได้ แถมยังมีราคาเพียงแค่ 25 ยูโรหรืออะไรประมาณนี้ เฟิร์นจำไม่ได้แน่ชัด จำได้แค่ว่าต้องถ่ายรูปไปให้เจ้าหน้าที่ที่สถานีเขาทำให้ แต่…ด้วยเหตุอะไรสักอย่าง ตั๋วรายสัปดาห์ตอนนี้แพงทะลุ 100 ยูโร (ประมาณ 3,800 บาท) เกินไปแล้ว ไอ้เฟิร์นเองก็จำประเภทตั๋วที่เคยซื้อไม่ได้ด้วยสิ

ถ้าอยากจะให้ข้อมูลให้ละเอียด ก็ต้องบอกก่อนว่าเมโทรของปารีสนั้นเขาแบ่งกันเป็นโซนๆ โดยใช้เลข ตั๋วที่เฟิร์นซื้อเมื่อปี 2015 นั้นเป็นตั๋วที่ใช้ได้เฉพาะในโซน 1-2 ซึ่งก็คือกลางเมืองปารีสและเป็นจุดที่สถานที่ท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ เราสามารถซื้อตั๋วเฉพาะโซนได้ (ซึ่งราคาก็จะถูกลง) หรือจะซื้อตั๋วที่ไปได้ทั่วหลายโซนก็ได้ (แน่นอนว่าแพงกว่า) ซึ่งอันนี้แนะนำว่าให้แพลนมาก่อนว่าจะไปไหนบ้าง เพื่อที่จะได้ซื้อตั๋วได้คุ้มราคามากที่สุด เพราะถ้าหากใครจะไปพระราชวังแวร์ซายหรือดิสนีย์แลนด์นั้นต้องซื้อโซนนอกเมืองแล้ว เมโทรไปไม่ถึงจ้า

ในกรณีของเฟิร์นกับจิวครั้งนี้นั้นเราจะไปพักที่หอพักของปลายซึ่งอยู่นอกเมืองออกไปและต้องนั่งรถไฟนอกเมืองหรือ RER เราจึงเลือกซื้อตั๋วสำหรับใช้นอกเมืองแบบ 8 ใบไว้ใช้ไป-กลับที่พัก และตั๋วเฉพาะใช้กับเมโทรปารีสอีก 8 ใบไว้ใช้เที่ยวในปารีส (ไม่งงเนอะ RER คือรถไฟออกนอกเมือง ส่วนเมโทรคือรถไฟใต้ดินที่วิ่งในกรุงปารีส) ซึ่งการซื้อตั๋วเป็นชุดอย่างนี้จะช่วยประหยัดเงินไปได้ไม่น้อยเลย สามารถซื้อได้ง่ายๆ ที่ตู้ขายตั๋ว หรือจะไปต่อแถวซื้อกับพนักงานก็ได้เช่นกัน


ในวันแรกนั้นเราไม่มีเวลามากนัก เพราะกว่าจะเอาของกลับไปเก็บและกลับออกมาใหม่ก็เสียเวลาไปเยอะแล้ว เพราะรถไฟ RER สาย A ที่ต้องนั่งกลับบ้านนั้นปิดซ่อมบางสถานี ทำให้ต้องคอยเปลี่ยนไปขึ้นเมโทรและเปลี่ยนกลับมาใหม่ วุ่นวายไปอีก เฟิร์นอยากจะให้อีกทิปสำหรับคนที่มองสายของเมโทรแล้วงงไม่รู้ว่าจะต้องไปไหน

จำสีหรือเลขของสายที่ต้องขึ้นค่ะซิ้ส เนื่องจากเมโทรที่ปารีสนั้นมันมีร้อยแปดพันเก้าสาย ไม่เหมือน BTS หรือ MRT บ้านเราที่มีแค่ 2-4 สาย ที่นี่มีเป็นสิบ! ขึ้นครั้งแรกอาจจะงงๆ เพราะสถานีก็ใหญ่ สายก็เยอะ แล้วสายนึงมันไปทางไหนล่ะ ถ้าจะไปเปลี่ยนอีกสายจะต้องขึ้นยังไง แถมทางเดินก็ไม่ได้ตรงๆ ขึ้นไปแล้วเจอเลยเหมือนรถไฟฟ้าบ้านเรา บางสถานีใหญ่มากจนลงแล้วต้องเดินไปอีกไกลกว่าจะเจอสายที่ต้องเปลี่ยน โอ๊ย…มากมาย! แต่ที่ดีก็คือป้ายที่นี่เขาบอกเส้นทางเอาไว้ชัดเจนมาก พอเป็นแล้วจะไม่หลงเลย ให้ดูว่าเราจะไปขึ้นสายไหน ชื่อสถานีปลายทางคืออะไร (ไม่ใช่ว่านั่งไปผิดทาง เพราะสายนึงไปได้ 2 ทาง) ถ้าต้องเปลี่ยนก็ดูว่าเปลี่ยนที่สถานีไหนได้บ้าง ดูในตัวรถก็ได้ ใต้ชื่อสถานีจะมีวงกลมเป็นสีๆ พร้อมด้วยตัวเลขติดอยู่ ก็คือหมายความว่าสถานีนี้เปลี่ยนไปสายไหนได้บ้าง หรือเปลี่ยนไปขึ้น RER ได้หรือเปล่า แล้วพอลงสถานีก็ดูตามป้ายว่าไอ้รถไฟคันถัดไปที่เราจะไปเปลี่ยนน่ะต้องเดินไปทางไหน

อธิบายเหมือนเบสิกมากๆ เนอะ ดูป้าย ดูชื่อสถานี เดินตามทาง แต่ถ้าใครเคยมาเยือนจะรู้เลยว่าครั้งแรกมันไม่ง่ายยยย มันซับซ้อนและที่สำคัญคือสถานีมันใหญ่ ยิ่งถ้าไม่คุ้นกับระบบรถใต้ดินของยุโรปแล้วล่ะก็ประหนึ่งการไขปริศนาไม่มีผิด (คนที่ขึ้น BTS ไม่เป็นก็มี เพราะงั้นถ้ามาเจอที่นี่คือซี้แหง๋แก๋) เอาเป็นว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการสังเกต! และอย่าลืมระวังภัยจากพวกล้วงกระเป๋าในเมโทรด้วยนาจา


เราลงเอยด้วยการมาชมมงมาร์ต (Montmartre) กันในบ่ายแก่ๆ วันนั้น สำหรับการเดินทางไปด้วยเมโทรนั้นสามารถลงได้หลายสถานีด้วยกันแล้วแต่สายที่นั่งหรือแล้วแต่ว่าอยากจะเดินชมวิวมากน้อยแค่ไหน สถานีที่ใกล้ที่สุดชื่อ Abbesses แต่ใครจะมาลง Blanche หรือ Place de Clichy หรืออะไรแถวนั้นก่อนก็ตามแต่ หรือจะมาลงใกล้ๆ มอแรงรูจ (Moulin Rouge) แล้วเดินมามงมาร์ตก็ยังได้ ข้างทางก็จะเต็มไปด้วยเซ็กซ์ช็อปถ้าเลือกวิธีหลังสุด ฮ่าๆ

ตัววิหารนั้นตั้งอยู่บนเขา ถ้าใครอยากเดินชมวิวดูร้านค้านู่นนี่นั่นและขึ้นเนินกับบันไดเป็นพักๆ ก็จัดเลย หรือถ้าอยากจะนั่งกระเช้าขึ้นก็ได้เหมือนกัน อย่างที่บอกว่าสถานีที่ใกล้ที่สุดคือ Abbesses ถ้าใครขึ้นมาจากสถานีนี้จะเจอสวนสาธารณะเล็กๆ ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายมือ สิ่งที่พิเศษในสวนสาธาณะขนาดจิ๋วนี้คือข้างในเขามีกำแพงสีน้ำเงินกำแพงหนึ่งซึ่งเป็นไปด้วยคำว่า “ฉันรักเธอ” จากหลากหลายร้อยพันภาษา กำแพงนี้เขาเรียกกันว่า Wall of Love แน่นอนว่ามีภาษาไทยด้วยนะ เฟิร์นไม่บอกแล้วกันว่าอยู่ตรงไหนของกำแพง ให้ไปหากันเอาเองคงจะสนุกกว่า


ระหว่างทางขึ้นไปวิหารก็จะเจอร้านค้าและร้านอาหารเป็นพักๆ สำหรับการเข้าชมวิหารนั้นไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด แค่มีการตรวจกระเป๋าก่อนเข้าเท่านั้น และแม้ที่นี่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อระดับโลกและมีคนมาเยี่ยมชมเยอะมากในแต่ละวัน (เอาเป็นเยอะเหมือนวัดพระแก้วบ้านเรา) จนเดินไปทางไหนก็ต้องเบียดเสียดแต่กับคน แต่…เขาก็ยังเปิดให้เป็นที่ประกอบพิธีการทางศาสนาอยู่ โดยที่พื้นที่นั่งตรงกลางของโบสถ์จะถูกกั้นไว้ให้เป็นพื้นที่สำหรับคนที่มาสวดมนต์เท่านั้น ข้างในก็อลังการตามท้องเรื่องในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ที่นี่เข้าห้ามถ่ายรูปข้างในเนอะ แต่ตอนที่เข้าไปเฟิร์นก็ยังเห็นคนถ่ายกันอยู่เลย คงจะดูแลกันไม่ทั่วถึงเพราะนักท่องเที่ยวเยอะจริงๆ

พอออกจากวิหารก็สามารถมานั่งเล่นที่สวนด้านล่างได้ เป็นจุดที่นิยมถ่ายรูปกันเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะมีคนคิดแบบเดียวกับคุณอีกประมาณพันคนแถวๆ นั้น ฮ่าๆ ใครที่รู้วิธีลบคนออกจากรูปได้ช่วย DM มาที



จุดนี้นั่งเล่นได้จนมืดเลยนะ จับจองที่นั่งดีๆ จะมีพวกคนเดินขายเครื่องดื่ม และพอตกกลางคืนก็จะมีการแสดงโชว์ปาหี่ต่างๆ พวกการแสดงเล่นไฟหรืออะไรอย่างนั้น และนี่คือสิ่งหนึ่งที่เฟิร์นชอบมากๆ ของยุโรป การดูโชว์ตามข้างทางและดื่มด่ำบรรยากาศไปด้วยมันดีมากจริงๆ นะ ยิ่งถ้าไปกับคนที่ใช่แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย



เย็นวันนั้นเราสองสาวและหนึ่งหนุ่มชาวไทยแวะไปกินอาหารไทยที่ชื่อร้าน Thai Yim และบอกได้เลยว่าหลังจากมาอยู่ยุโรปทั้งปีและกลับมาเที่ยวหลายครั้ง เฟิร์นก็เพิ่งจะเจอนี่แหละ ร้านอาหารไทยที่มีรสชาติไทยแท้ๆ เหมือนที่ประเทศไทย! หลายครั้งร้านที่ไปจะถูกปรับรสชาติให้เข้ากับรสฝรั่งกิน แต่ที่นี่ไทยมาก เผ็ดคือเผ็ด แนะนำแกงส้มชะอมไข่อย่างแรง พูดแล้วก็หิว…

แต่ค่ำคืนนั้นยังไม่จบลงจ่ายๆ ในปารีส เราแวะไปชมหอไอเฟลตอนกลางคืนกันอีก และเฟิร์นบอกได้เลยว่ามันไม่น่าจะมีช่วงเวลาที่สถานที่นี้มันไม่เต็มไปด้วยผู้คน เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็คนยั้วเยี้ยะไปหมด กว่าจะได้ถ่ายรูปดีๆ ก็ต้องต่อคิวกันก่อน ข้างล่างนี้เป็นรูปที่เฟิร์นถ่ายเมื่อ 3 ปีที่แล้ว (ไม่มีรูปหอไอเฟลตอนกลางคืนของปีนี้เพราะล่าสุดกล้องแทบจะโฟกัสไม่ได้แล้ว) และมันก็จริงๆ นะที่ไม่ว่าจะไปมุมไหนของปารีส แต่ถ้าเห็นหอไอเฟลก็ต้องหันมาแชะภาพเอาไว้สักหน่อย


เฟิร์นไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไอ้โครงเหล็กที่ดูไม่มีอะไรเลยพอมาตั้งอยู่กลางเมืองแบบนี้มันถึงได้ดูสวยงามและโรแมนติกนัก แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ พอประดับประดาด้วยไฟและรวมกับองค์ประกอบอื่นๆ ของเมืองแห่งศิลปะนี้ อันที่จริงมันออกจะเป็นความรู้สึกที่บรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือไม่ได้นอกจากจะมาสัมผัสด้วยตัวเอง เฟิร์นเคยนั่งริมแม่น้ำกับเพื่อนมองหอไอเฟลตอนกลางคืนและรู้สึกว่าตัวเองสามารถจ้องมองมันได้ทั้งคืนทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นอะไรที่มองไม่กี่ครั้งก็เบื่อ แต่ตอนนี้ก็ยังจำความรู้สึกตอนที่นั่งเมโทรและมองออกไปเห็นหอไอเฟลครั้งแรกได้อยู่เลย

มันแบบว่าเฮ้ย นี่เป็นสถานที่ที่คนทั่วโลกอยากมาจริงๆ นะ และฉันมาอยู่ที่นี่แล้วอ่ะ บางอย่างในทั้งหมดนี้รวมกันทำให้เราอยากกดชัตเตอร์ซ้ำๆ และนั่งเล่นริมน้ำดื่มด่ำกับมันไปเรื่อยๆ และทุกๆ ครั้งที่ครบชั่วโมงหอไอเฟลก็จะมีไฟกะพริบติดขึ้นระยิบระยับซึ่งยิ่งจะทำให้มันพิเศษมากขึ้นไปอีก

ผู้ชายคนไหนไปกับแฟนอย่าเผลอก้มลงผูกเชือกรองเท้าล่ะ เดี๋ยวถูกเข้าใจผิดว่าคุกเข่าขอแต่งงานเข้าจะแย่


ในวันที่สองนั้นเราตั้งใจจะไปโบสถ์ Notre Dame และเที่ยวพิพิธภัณฑ์ Louvre กันทั้งวัน เพราะคราวก่อนที่มานั้นเฟิร์นยังเดินไม่ทั่วเลย และถ้าจะเอาจริงๆ คงต้องใช้เวลาสัก 3 วันถึงจะเดินพิพิธภัณฑ์ที่สุดจะอลังการนี้ครบ เป็นอะไรที่เฟิร์นแนะนำมากๆ ค่าเข้าเพียงแค่ 15 ยูโรหรือประมาณหกร้อยบาทแต่มีให้ชมหลายอย่างมากกกก ตั้งแต่รูปปั้นวีนัส ไปจนภาพโมนาลิซ่า (ที่คุยกับใครทุกคนก็คิดเหมือนกันว่าที่มาโชว์ในพิพิธภัณฑ์นี้ไม่น่าจะใช่ของจริง เพราะภาพมูลค่าหลายล้านนี้คงจะถูกเก็บรักษาไว้ที่อื่นแบบลับสุดยอดมากกว่า) สารพัดของจากอียิปต์และอีกมากมาย

น่าสนใจมากๆ สำหรับคนที่ชอบเรียนรู้และชอบประวัติศาสตร์ แนะนำให้อ่านรายละเอียดไปด้วยไม่ใช่แค่เดินดูอย่างเดียว เรื่องราวของสิ่งของข้างในนั้นน่าทึ่งมากจริงๆ

อย่างไรก็ตาม เราเริ่มต้นวันด้วยการเดินตลาดนัดเล็กๆ แถวหอพักของปลายกันก่อน ของที่เขาขายกันก็มีตั้งแต่ขนมปัง ผลไม้ ของกินต่างๆ ไปจนถึงพรมเลย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่เฟิร์นชอบเดินตลาดพวกนี้มากๆ และที่ปารีสก็มีตลาดใหญ่ๆ อยู่ไม่น้อยเลย (ให้นึกถึงตลาดสไตล์เดียวกับ Notting Hill ที่อังกฤษ) ถ้าใครมาอยู่หลายวันก็สมควรไปเดินสักครั้ง




หลังจากนั่งรถไฟเข้าเมืองมาแล้วเราก็แวะกินอาหารเช้าแถวโบสถ์ Notre Dame แน่นอนว่าในคาเฟ่ร้านที่มีโลเคชั่นอยู่กลางเมืองแถมติดโบสถ์ชื่อดังขนาดนี้ย่อมมีราคาไม่เบาเลย แต่นี่ก็ไม่ใช่คาเฟ่ธรรมดา เพราะ Aux Arts Etc Café Galerie แห่งนี้เป็นทั้งคาเฟ่และแกลอรีแสดงภาพศิลปะ เจ้าของร้านนั้นเป็นคู่แต่งงานวัยกลางคนซึ่งเป็นศิลปินทั้งคู่ คนแม่เป็นช่างภาพ เฟิร์นจำไม่ได้แน่ชัดว่าคนพ่อทำงานอะไร แต่ที่แน่ๆ…คือลูกชายเจ้าของร้านวัยยี่สิบสามปีนั้นงานดีมากๆ หล่อค่ะทุกคน หล่อ! บอกอย่างตรงไปตรงมาเลย ฮ่าๆ





เมนูของร้านนี้ก็มีตั้งแต่ครัวซองค์ไปจนถึงพวก Egg Benedict ราคาแรงแต่หน้าตาและรสชาติอร่อยพอสมควรเลย ข้างในร้านมีภาพศิลปะแขวนอยู่ประปราย ส่วนชั้นใต้ดินของร้านเป็นแกลอรีที่สามารถเข้าไปชมได้ เราก็เลยนั่งชิลอยู่ที่นั่นพักใหญ่เลย





ทีนี้ก็มาถึงพาร์ทที่แพลนที่จะไป Louvre ของเราเริ่มพัง เมื่อหลังจากออกจากคาเฟ่แล้วเราเดินไปเจอร้านหนังสือ Shakespeare and Company ความพิเศษของมันคือร้านหนังสือนี้เปิดมาตั้งแต่ปี 1951 แล้ว และเป็นทั้งร้านขายหนังสือภาษาอังกฤษมือหนึ่งและมือสอง ประกอบกับเป็นห้องสมุดสาธารณะให้คนทั่วไปเข้ามานั่งอ่านหนังสือได้พร้อมๆ กัน ที่สำคัญร้านนี้ยังเป็นร้านที่คอยให้ความช่วยเหลือศิลปินกับนักเขียนแลกกับการที่พวกเขาช่วยงานในร้านเล็กๆ น้อยๆ Shakespeare and Company นั้นได้ให้ที่พักพิง (หรือที่นอนนั่นแหละ) ที่พบได้ระหว่างชั้นหนังสือกับผู้คนมามากกว่าสามหมื่นคนแล้ว

เรียกได้ว่าเป็นร้านที่ติสท์และเอื้อเฟื้อทุกอย่างเพื่อศิลปินอย่างแท้จริงเลย ในร้านมีแมวชื่อดังอยู่ด้วยนะ! และด้วยความที่ที่นี่มีคนมาชมเยอะมากในแต่ละวัน พวกเขาจึงต้องคอยมีเจ้าหน้าที่ดูแลให้คนเข้าเป็นรอบๆ คือมีกำหนดไว้ว่ามีคนเข้าร้านได้ครั้งละกี่คน และต้องยืนรอจนกว่าจะมีคนออกมาก่อนเราถึงจะเข้าไปได้ ทีแรกเฟิร์นก็คิดว่านี่เป็นร้านหนังสือธรรมดา แต่พอเดินขึ้นไปข้างบนแล้วปรากฏว่าเจอหนังสือเก่าๆ ที่น่าสนใจเยอะเลย ทั้งยังเป็นร้านที่น่ามานั่งอ่านหนังสือมาก

นั่นแหละ แล้วเราก็เสียเวลาอยู่ในร้านกันไปพักหนึ่ง



พอออกจากร้านก็ตั้งใจว่าโอเค คราวนี้จะมุ่งหน้าไป Louvre แล้วนะ แต่ระหว่างทางก็ยังเดินไปเจอนู่นเจอนี่อยู่นั่นแหละ ทั้งร้านขายงานศิลปะต่างๆ ขายโปสการ์ด พิพิธภัณฑ์ Panthéon และสวนสาธารณะ Jardin du Luxembourg ที่ซึ่งมีผู้คนมานั่งชิลอ่านหนังสือและเด็กๆ เช่าเรือมาเล่นกันในบ่อน้ำท่ามกลางอากาศที่ดีสุดๆ ในวันนั้น เราวิ่งหนีพระอาทิตย์กันในประเทศไทย แต่ชาวยุโรปแทบจะวิ่งเข้าใส่ เพราะอากาศดีๆ อย่างนี้หาไม่ได้ง่ายๆ เลยที่นี่



เอาจริงๆ นะ เฟิร์นว่าปารีสนี่เป็นเมืองที่ต้องมาอยู่สักเดือนน่ะถึงจะเที่ยวทุกอย่างได้ครบถ้วน และมันยังเป็นเมืองที่เหมาะกับคนที่รักศิลปะมากๆ เพราะมีพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับศิลปะจำนวนไม่น้อยที่นี่ อย่างคราวที่แล้วเฟิร์นก็ได้ไปพิพิธภัณฑ์โมเดิร์นอาร์ท (Pompidou) พิพิธภัณฑ์ภาพอิมเพรสชันนิสต์ (Musee d'orsay) และอีกมากมายก่ายกองภูเขาเลากา คนที่ไม่สนใจศิลปะอาจเฉยๆ กับการไปเดินดูภาพวาดและสิ่งของ แต่มันคงเป็นสวรรค์สำหรับพวกศิลปิน อย่าลืมว่านี่เป็นเมืองแฟชั่นด้วย เรียกได้ว่าน่าจะเป็นศูนย์รวมของศิลปะเลยดีกว่า อะไรๆ ก็อาร์ทไปหมด และนี่คงจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สร้างเสน่ห์ให้ปารีสเป็นเมืองที่มีแต่คนอยากมาเที่ยวชม









แต่ถึงวันนั้นจะใช้เวลาอยู่ข้างนอกจนไม่ได้เข้าไปข้างใน Louvre เราก็ยังแวะกลับมา Notre Dame (ที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่แวะตั้งแต่ตอนมากินมื้อเช้า) และแวะมาถ่ายรูปข้างนอก Louvre กันอยู่นะ ฮ่าๆ Notre Dame นี่เรียกได้ว่าน่าจะเป็นโบสถ์ที่ขึ้นชื่อที่สุดแล้วที่นี่ ความสวยงามก็สมคำร่ำลือ แต่คนก็เยอะเป็นหนอนเลยเช่นเดียวกัน เราเดินจาก Notre Dame ไป Louvre ผ่านริมแม่น้ำและถ่ายรูปเป็นพักๆ ปารีสนี่สวยจริงๆ นะว่ามั้ย







แต่แน่นอนว่าเมื่อวานเราถ่ายรูปหอไอเฟลมาแค่ตอนกลางคืน เราก็เลยยังไม่มีรูปตอนกลางวัน เฟิร์นกับจิวต้องการรูปคู่หน้าหอไอเฟล เราจึงนั่งเมโทรกลับมาที่แลนด์มาร์กแห่งนี้กันอีกครั้ง และนั่นก็เป็นอีกครั้งที่เราเจอคนเล่นดนตรีในสถานีเมโทร อีกเสน่ห์ของปารีสอีกเหมือนกัน แต่…ต้องจ่ายเงินก่อนนะเขาถึงจะยิ้มให้อย่างนี้ เหอๆ




เฟิร์นกับจิวเคยคุยกันมาตั้งแต่ตอนมัธยมปลายว่าอยากมายุโรปด้วยกัน เรามาสนิทกันช้าไปหน่อยเพราะตอนที่สนิทกันมากจริงๆ ก็เป็นตอนเกรด 12 (หรือม.6) แล้ว เฟิร์นเพิ่งกลับมาจากเยอรมนีในปีนั้น อยู่กลุ่มเดียวกันมาตลอดแต่ไม่รู้ทำไมถึงเพิ่งจะมาสนิทกัน เดาว่าน่าจะเป็นเพราะชอบชาเขียวเหมือนกัน ฮ่าๆ พอคุยกันไปกันมาก็เริ่มค้นพบว่าอีนี่ชอบพูดเหมือนกันเป๊ะๆ ออกมาในเวลาเดียวกัน เอ้อ มันตลกแต่เป็นเรื่องจริง และอย่างที่บอกว่าการมาเที่ยวด้วยกันปีละครั้งเป็นธรรมเนียมของเรา

แต่ใครจะคิดล่ะว่าความฝันที่บอกว่าอยากมายุโรปด้วยกันตอนม.ปลายมันจะมาเป็นจริงเร็วขนาดนี้ในตอนที่เราเพิ่งจะเรียนจบได้แค่ปีเดียว เฟิร์นกับจิวโชคดีตรงที่เฟิร์นเคยมาแลกเปลี่ยนที่เยอรมนีเลยมีที่พักเสมอเวลากลับมา ประกอบกับพอมีเงินเก็บเพราะเขียนนิยาย ขายนิยายและแปลนิยายตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนอยู่ ส่วนจิวนั้นเป็นแอร์สายการบินกาตาร์ ทำให้สามารถเดินทางได้ในราคาย่อมเยาว์ เราโชคดีมากๆ ที่สามารถทำให้ความฝันมัธยมปลายเป็นจริงได้ตั้งแต่อายุยังน้อย และเราก็มาคุยกันว่าคิดๆ ดูแล้วมันมีคนไม่เยอะเลยนะที่จะมาเดินเที่ยวยุโรปด้วยกันได้ แถมยังเป็นด้วยเงินตัวเองในตอนที่อายุเท่านี้ และเฟิร์นก็ต้องขอบคุณหลายๆ คนที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเป็นไปได้เลยแหละ เพราะพวกคุณรักนิยายเฟิร์นไง

ดังนั้นนนน อย่าลืมวิ่งไล่ตามความฝันของคุณนะ มันอาจต้องใช้เวลานานที่จะทำฝันให้สำเร็จ ทุกวันนี้เฟิร์นก็ยังมีความฝันอย่างอื่นที่ยังทำไม่สำเร็จเหมือนกัน แต่ถ้าใจวิ่งตามไปแล้วเดี๋ยวสองขาก็วิ่งตามไปเองแหละน่า






ก่อนจะจากกันไปวันนี้เฟิร์นยังมีอีกสถานที่มาแนะนำ ถ้าใครเดินเข้าพารากอนบ่อยๆ อาจจะสังเกตร้านขายมาการอง (คนไทยเรียกงี้ แต่คนฝรั่งเศสเรียกไงจำไม่ได้แล้ว) ตรงหน้าบันไดเลื่อนฝั่ง Gourmet ที่ชื่อร้าน Ladurée จริงๆ แล้วร้านนี้มีที่มาจากฝรั่งเศสและเป็นร้านที่ดังมากเลยทีเดียว แถมยังขายขนมอีกหลายอย่างแต่ที่ขึ้นชื่อสุดเห็นจะเป็นมาการองนี่แหละ พวกเขาขายกันหลากหลายรสชาติและแต่ละรสก็อร่อยเหาะ ถึงแม้ว่าราคาจะแพงหูฉี่เลยก็ตาม

ถ้าซื้อหนึ่งชิ้นก็จะราคาสองยูโรนิดๆ (80-90 บาท) ถ้าซื้อชิ้นใหญ่ก็ชิ้นละห้ายูโร หรือถ้าซื้อเป็นกล่องแบบถูกสุดๆ ก็คือสิบหกยูโร (600 กว่าบาท) และถ้าจำไม่ผิดกล่องสิบหกยูโรนี่มี 6-8 ชิ้น แต่กล่องมันแฟนซีไง สามารถให้เป็นของขวัญได้ก็เลยแพงนิด ถ้ากล่องที่ใหญ่กว่านั้นก็ไม่ต้องพูดถึงกันแล้วววว แพงเหลือเกินจ้า

เฟิร์นกับจิวและปลายแวะไปร้าน Ladurée ที่ถนน Champ Elysee ถ้าถามว่าดังขนาดไหนก็ขนาดที่เป็นแค่ร้านขายขนมและคาเฟ่แต่มีพื้นที่ใหญ่โตมากและมีคนมาต่อคิวซื้อมาการองตลอดเวลา ใช่ค่ะ…ต่อคิว พนักงานจะแจกโบชัวร์ให้เราเลือกรสชาติระหว่างรอ พอถึงคิวเราก็สั่งเอาว่าจะเอาอะไรบ้าง พวกเขาจัดร้านไว้ได้น่าทานสุดๆ จนเลือกแทบไม่ถูกเลยทีเดียว ข้อดีก็คือจะซื้อแค่ 2-3 ชิ้นก็ได้นะ เขาขายหมด ถ้าใครซื้อเยอะก็ได้กล่องไป (แต่ไม่ใช่กล่องแฟนซี) ใครซื้อน้อยก็ใส่ถุงเล็กๆ ให้ ทุกอย่างน่ารักไปหมดเลย




จิวยังไม่เคยลองกินมาการองของที่นี่ในตอนนั้น แต่ก็ตื่นตาตื่นใจขึ้นมาเลย แถมพอออกจากร้านแล้วลองกินครั้งแรกจิวก็บอกเลยว่าเคยกินมาการองมาก่อนนะ แต่ไม่คิดว่าของที่นี่จะอร่อยขนาดนี้ คุ้มค่ากับการรอมากๆ…และนั่นแหละ สิ่งเดียวกับที่เฟิร์นคิดตอนได้กินครั้งแรกเมื่อหกปีก่อนที่เพื่อนซื้อมาฝากเลย ขนาดว่าตอนนั้นมันแตกๆ จากการเดินทางแล้วนะ

ของเขาอร่อยจริงค่ะ ไม่หวานเกินไปด้วย แนะนำ

และนั่นคือปารีสสองวันแรกของเฟิร์นกับจิว เดี๋ยวบล็อกหน้าเฟิร์นจะพาไปตะลุยปารีสดิสนีย์แลนด์กัน เพราะเราไปอยู่ที่นั่นกันทั้งวันเลย จะเล่าตั้งแต่วิธีซื้อตั๋วให้ได้ราคาถูกที่สุด วิธีเดินทางและข้างในมีอะไรบ้างเลย

รูปตอนหน้าจะเป็นรูปที่ถ่ายจากไอโฟนทั้งหมด (ไอโฟน 6 รุ่นธรรมดาๆ ที่ใช้มา 3-4 ปีของเฟิร์นนี่แหละ) เพราะเฟิร์นขี้เกียจแบกกล้องไปสวนสนุกด้วย แต่รับประกันเลยว่ารูปงามไม่ใช่น้อยเลยน้า แค่รู้มุมกล้องแอปก็ช่วยคุยได้ ฮ่าๆ หวังว่าจะชอบนะคะ แล้วเจอกันคราวหน้า!

xx

Fern