FRANCE | DISNEYLAND - ดิสนีย์แลนด์ ดินแดนแห่งความฝันวัยเด็ก


กลับมาไทยแล้วจ้า ที่จริงตั้งใจจะอัพบล็อกนี้ตั้งแต่อาทิตย์-สองอาทิตย์ก่อน เขียนไว้แล้วล่ะ แต่คอมดันดับแล้วดั๊นนนไม่ทันเซฟไว้…เฮ้อ อย่างไรก็ตาม บล็อกนี้จะเป็นสุดท้ายของปารีส ที่จะพูดถึงดิสนีย์แลนด์ล้วนๆ!

แน่นอนว่าสวนสนุกธีมดิสนีย์เป็นความฝันในวัยเด็กของทุกคน บางคนถึงกับตั้งเป้าไว้เลยว่าชีวิตนี้ต้องไปเยือนดิสนีย์แลนด์ให้ครบทุกที่ ตัวเฟิร์นเองก็รู้สึกว่าถ้าได้ไปสักครั้งในชีวิตก็คงจะดี และไหนก็มาปารีสแล้ว ครั้งนี้เห็นที่จะพลาดไม่ได้…ก่อนอื่นเลยเรามารู้จักดิสนีย์แลนด์คร่าวๆ กันดีกว่า

หมายเหตุ : เฟิร์นตั้งใจจะรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากที่สุด อาจยาวนิดนึงเนอะ!

สวนสนุก Disneyland Paris นั้นนับได้ว่าเป็นสวนสนุกที่ยอดฮิตที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมล้นหลามทุกวันตลอดทั้งปี ในตัวสวนสนุกนั้นประกอบไปด้วย 2 พาร์คด้วยกัน คือพาร์คที่เป็น Walt Disney Studio Park เล่าเรื่องความเป็นมาของดิสนีย์บลาๆ และมีเครื่องเล่นประปราย พวก Marvel ก็จะอยู่ที่พาร์คนี้ ในขณะที่อีกพาร์คคือ Disneyland Park เป็นธีมพาร์คที่มีเครื่องเล่นมากมายก่ายกองภูเขาเลากาโดยจะแบ่งไว้เป็นโซนๆ ทั้งสองพาร์คนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ถ้าใครซื้อบัตรสำหรับ 2 พาร์คก็เดินเข้าเดินออกเล่นได้สบาย แต่ถ้าอยากเล่นแค่พาร์คเดียวก็ได้เหมือนกัน (ราคาตั๋วจะถูกลง)

ดิสนีย์แลนด์นั้นเปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม! ใช่ค่ะ 5 ทุ่ม และไม่ได้หมายความว่า 5 ทุ่มคือคุณต้องออกจากสวนสนุกนะ ห้าทุ่มคือเวลาที่การแสดงโชว์แสงสีเสียงก่อนปิดสวนสนุกเริ่มขึ้นเท่านั้น โชว์จะยาวประมาณครึ่งชั่วโมงและจะจบลงด้วยการจุดพลุที่หน้าปราสาทอย่างอลังการ (ทั้งนี้ทั้งนั้นดิสนีย์แลนด์แต่ละที่ไม่ได้มีเวลาปิดเหมือนกันนะจ๊ะ บางประเทศปิด 4 ทุ่มก็มี ที่ปารีสนี่ก็ขึ้นอยู่กับฤดูกาล)

นอกจากเครื่องเล่นแล้วดิสนีย์เขายังสร้างโรงแรมตั้งอยู่หน้าสวนสนุกเลย แน่นอนว่าราคาแพงพอสมควร แต่ถ้าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาและอยากจะดื่มด่ำกับสวนสนุกให้เต็มที่ก็พักมันข้างในนั้นและซื้อตั๋วแบบที่เข้าได้หลายวันไปเลย เพราะขอบอกเอาไว้ตรงนี้ว่าต่อให้ไปตั้งแต่ 10 โมงและอยู่จน 5 ทุ่มก็เล่นได้ไม่ครบทุกอย่าง! ให้นึกถึงเวลาที่ต้องเดินในสวนสนุกขนาดมหึมา (โดยเฉพาะคนที่เล่นทั้ง 2 พาร์ค) และเวลาที่ต้องรอต่อแถวสำหรับเล่นเรื่องเล่นด้วย ให้ตีเวลาไปเลยว่าเครื่องเล่นเจ๋งๆ ต้องรอเป็นชั่วโมงแน่นอน (แต่เวลาเล่นประมาณ 5-15 นาทีจบ)

มาดูเรื่องตั๋วกันบ้าง ตั๋วของดิสนีย์แลนด์มีเงื่อนไขอยู่บางประการที่เฟิร์นจะอธิบายให้เห็นเป็นข้อๆ ดังนี้…

1. ตั๋วสำหรับเข้าสวนสนุกมีอยู่ 3 แบบ คือ…

  • ตั๋ววันเดียว 1 Day pass (1 หรือ 2 พาร์คก็แล้วแต่)

  • ตั๋วสำหรับหลายวัน Multi-day

  • ตั๋วที่เข้าได้ทั้งปี ทุกวัน! (จ่ายเป็นรายเดือน มีทั้งหมด 4 แบบ ราคาตั้งแต่ 9 ยูโรต่อเดือนถึง 32 ยูโรต่อเดือน หรือจะจ่ายเต็มๆ ไปเลยก็ได้ และราคาต่อเดือนนี่คือหลังจ่ายครั้งแรก 55 ยูโรแล้วนะ ตั๋วนี้จะมาพร้อมกับสิทธิพิเศษและส่วนลดมากมาย จะสำหรับร้านอาหารหรือร้านขายของในสวนสนุกก็ดี)

2. ราคาตั๋วไม่เท่ากันทุกวัน / ฤดูร้อนแพงที่สุดและตั๋วจะถูกลงในฤดูหนาว


เวลาที่เลือกซื้อตั๋ว เว็บจะให้เราเลือกวันเข้าสวนสนุกจากปฏิทิน วันต่างๆ จะแบ่งเป็น 3 สีดังข้างบนนี้ สีฟ้าที่อ่อนที่สุดคือตั๋วแบบ Mini จะเห็นได้ชัดว่าเป็นช่วงโลว์คอสและเป็นวันธรรมดา ราคาตั๋วก็จะมินิไปด้วย ส่วน Magic จะเป็นเสาร์อาทิตย์บางสัปดาห์ซึ่งจะเป็นช่วงไฮขึ้นมาหน่อย ตั๋วก็จะแพงขึ้นมาอีกนิด แต่ถ้าไฮสุดๆ คือช่วงฤดูร้อน + ปิดเทอม + วันหยุดหรือเทศกาลต่างๆ บนปฏิทินจะเป็นสีฟ้าเข้มสุด ก็คือราคาของตั๋ว Super Magic ตั๋วที่แพงที่สุดนั่นเอง

  • ข้างบนนี้เป็นปฏิทินเดือนมกราคมปี 2019 (ซึ่งเป็นฤดูหนาว) ใครจะไปช่วงฤดูร้อนหรือช่วงเทศกาลที่เขาจัดธีมพวกฮาโลวีน คริสต์มาส ปีใหม่ จะได้ราคาที่แพงกว่าในรูปอีกเป็นสิบๆ ยูโร ไม่มีสิทธิเลือกนอกจากจ่ายแพง เพราะมันเป็นไฮซีซั่นของสวนสนุกมากๆ (อย่าลืมว่านี่ปารีส ฤดูหนาวก็หนาวขี้แตก ไม่ค่อยมีคนไป ราคาเลยถูกนะจ๊ะ)

  • หมายเหตุ : ไม่ว่าคุณจะเลือกตั๋วในข้อ 1 เป็นตั๋วแบบใด ราคาก็ยังปรับเปลี่ยนตามวันที่ต้องการไปสวนสนุก ยิ่งออปชั่นเยอะ ยิ่งมาในฤดูร้อน ยิ่งแพง!

3. นอกจากตั๋วเข้าสวนสนุกแล้วมันยังมีแพ็คเกจเสริมซึ่งสามารถซื้อเพิ่มได้ก็คือ

  • ตั๋ว Super & Ultimate FASTPASS **ซึ่งไม่ใช่ตั๋วเข้าสวนสนุก ย้ำ ใช้เข้าสวนสนุกไม่ได้และต้องซื้อตั๋วเข้าสวนสนุกต่างหาก!** ตั๋ว FASTPASS นั้นทำหน้าที่ตามชื่อของมัน วิธีใช้คือเอาตั๋วไปสแกนที่หน้าเครื่องเล่นและรับบัตร FASTPASS เพื่อกลับมาเล่นในเวลาที่กำหนดได้ทันทีโดยไม่ต้องไปต่อแถวรอยาวเหยียด! ถือว่าคุ้มค่าและประหยัดเวลามากๆ (แต่ดิสนีย์ขายเป็น 100 ยูโรหรือประมาณ 3,900 บาท แต่! เฟิร์นมีช่องทางซื้อที่จะได้ FASTPASS มาฟรีๆ!)

  • ตั๋ว Shuttle bus สำหรับรับเราจากสถานที่ต่างๆ ในปารีสมาที่ดิสนีย์แลนด์ ส่วนตัวไม่แนะนำเพราะราคาแพงเกินไป (ถูกสุดก็ล่อไป 78 ยูโรแล้ว) อีกอย่างดิสนีย์แลนด์ก็ไปง่ายมากๆ เพราะรถไฟ RER สาย A ไปสุดที่สถานีดิสนีย์แลนด์เลย ตามป้ายเมโทรก็มีรูปมิกกี้เมาส์ติดอยู่ตรงชื่อสถานีไว้คอยบอกทางตลอด

ทีนี้มาดูกันว่าเราจะหาตั๋วราคาถูกๆ ได้ที่ไหนบ้าง…

เฟิร์นสำรวจมาอย่างดีและค้นพบว่าราคาตั๋วที่ถูกที่สุดเท่าที่จะหาได้สามารถซื้อได้อยู่ในเว็บไซต์ของอังกฤษที่ชื่อ https://tickets.picniq.co.uk/ เว็บไซต์นี้เขาขายตั๋วของ Tourist attractions แทบจะทุกที่ในอังกฤษรวมไปถึงดิสนีย์แลนด์ปารีสในราคาถูกพร้อมสิทธิพิเศษอีกมากมาย!

มาเทียบราคาของเว็บนี้กับเว็บออฟฟิเชียลของดิสนีย์กัน ราคาตั๋วจริงๆ ของดิสนีย์ ยึดเอาราคาช่วงฤดูร้อนแบบ Super Magic กันไปเลย…ถ้าเข้าแค่ 1 พาร์คคือ 79 ยูโร (ประมาณ 3,100) ในขณะที่ตั๋วสำหรับ 2 พาร์คจะมีราคาอยู่ที่ 99 ยูโร (ประมาณ 3900 บาท) นี่คือตั๋วอย่างเดียวนะ ไม่รวม FASTPASS หรืออะไรเลย

ในขณะที่เว็บ picniq ขายตั๋ว Super Magic แบบ 1 พาร์คในราคา 63 ปอนด์ (ใช้ปอนด์เพราะเป็นเว็บอังกฤษ ตีเป็นเงินไทย 2,700 บาท) หรือ 78 ปอนด์ (3,350 บาท) สำหรับ 2 พาร์ค หรือถูกกว่าซื้อจากเว็บดิสนีย์ถึง 550 บาท! ราคานี้ยังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อีกนะ ตอนเดือนสิงหาที่เฟิร์นไป เฟิร์นได้ราคา 73 ปอนด์เท่านั้น ยอดตัดบัตรไปแค่ 2,970 บาท ถูกกว่าซื้อจากเว็บดิสนีย์ตั้งเกือบพัน!

เท่านั้นยังไม่พอนะ ตั๋วที่ได้ยังมีสิทธิพิเศษดังนี้…


และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น…มันยังมาพร้อมกับ FASTPASS ในตัว! ไอ้ FASTPASS ที่ดิสนีย์แลนด์ขายแยกและราคา 3-4 พันบาทนี่แหละ! เราไม่ต้องไปรับตั๋ว FASTPASS แยกเหมือนเวลาซื้อกับเว็บ Disney (ที่ต้องซื้อ FASTPASS กับตั๋วเข้าสวนสนุกต่างหาก) แต่แค่ใช้ตั๋วเข้าสวนสนุกที่ทาง picniq ส่งมาให้ เอาไปสแกนกับเครื่องเล่นก็รับบัตร FASTPASS มาได้เลย

มีคุ้มกว่านี้อีกมั้ยคะซิส?

แต่เอาล่ะ ได้ตั๋วแล้วก็เดินทางไปดิสนีย์แลนด์กันเลย…

Tips: โหลดแอป Disneyland Paris มาไว้ในมือถือจะดีที่สุด นอกจากมันจะเป็นแผนที่ในตัวแล้ว มันยังบอกเวลาของการแสดงต่างๆ ในแต่ละวันพร้อมสถานที่ไว้อีก รวมไปถึงบอกเวลาต่อแถวรอของเครื่องเล่นต่างๆ ด้วยนะ ช่วยให้เราแพลนอะไรได้เยอะมากและไม่ต้องเสียเวลาด้วย

นอกจากนั้นก็ควรตุนของกินจำพวกขนมปัง น้ำ ผลไม้หรือขนมทั้งหลายไปจากซูเปอร์มาร์เก็ตข้างนอก เพราะของกินข้างในราคาแพงไปจนถึงแพงมากๆ ไม่มีถูกเลยจริงๆ หรือจะออกมาซื้อในซูเปอร์ของสถานีเมโทรที่อยู่ติดกับสวนสนุกก็ได้ เขามีพวกสลัด แรปหรือสปาเกตตี้ขายอยู่

และอย่าลืม…หยิบแผนที่ตรงทางเข้าติดมือไปด้วยนะจ๊ะ ดิสนีย์แลนด์มันใหญ่มากจริงๆ เดินสะเปะสะปะจะเสียเวลาเปล่าๆ และถ้าใครลืมปริ้นตั๋วมา ที่นี่เขาก็มีให้ปริ้นนะ (ในเมลของ picniq จะมีบอกว่าไปปริ้นได้ตรงไหน)

บอกตามตรงว่าตอนที่นั่งรถไฟมานี่คือหายตื่นเต้นไปนิดหน่อยเพราะมันนานอยู่เหมือนกัน แต่พอเดินผ่านประตูใหญ่ๆ เข้าไปข้างในเท่านั้นแหละ เห็นผู้คนใส่หูมิกกี้เมาส์ เด็กๆ แต่งตัวเป็นเจ้าหญิง ไอ้เราก็เหมือนวิญญาณวัยเด็กกระโดดกลับเข้าร่าง ดี๊ด๊าสุดๆ ทั้งสิ่งก่อสร้าง กลิ่นอายและทุกอย่างมันทำให้ได้แต่พูดประโยคเดียวซ้ำๆ ว่า “ไม่อยากจะเชื่อว่าเราจะมาอยู่ในดิสนีย์แลนด์กันจริงๆ!” โชคดีมากที่ตัดสินใจมาที่นี่ เพราะเวลาของเฟิร์นกับจิวมีจำกัด ตอนแรกก็เลยลังเลว่าจะไปพระราชวังแวร์ซายหรือมานี่ดี พอมาแล้วอินอย่างนี้รู้สึกดีมากๆ และที่โชคดีที่สุดก็คือไม่ต้องไปต่อคิวซื้อตั๋ว เพราะนอกจากจะแพงแล้วแถวยังยาวเหยียดอีกต่างหาก


สิ่งแรกที่เห็นหลังจากที่เข้าไปคือถนนสายยาวๆ ที่รายล้อมไปด้วยร้านค้า (ใช่จ้ะ…มีแต่ร้านขายของดิสนีย์กับร้านอาหาร นี่เป็นข้อเสียของสวนสนุกเลย ร้านเยอะเกินไป) แต่…มันทอดยาวไปจนถึงตัวปราสาท เราได้ยินเสียงเพลงคุ้นหูที่เปิดจากเครื่องเสียง แค่นั้นก็พอแล้วที่จะทำให้ตื่นเต้นขึ้นมา เฟิร์นกับจิวไม่ได้สนใจจะซื้อหูดิสนีย์มาใส่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยุดถ่ายรูปรัวๆ คนเยอะมากก็จริงในวันนั้นเพราะมันเป็นฤดูร้อนที่อากาศดีมาก แต่พอเห็นปราสาทที่เคยเห็นมาตั้งแต่เด็กก็เหมือนความฝันเป็นจริงเลย

หมายเหตุ : รูปทั้งหมดใน Blog นี้เป็นรูปที่ถ่ายจากมือถือนะคะ iphone 6 ธรรมดาๆ และแต่งในแอปนี่แหละ เฟิร์นไม่ได้แบกกล้องไปเพราะมันหนักจึงไม่สะดวกเท่าไหร่ ขออภัยถ้าภาพอาจไม่ชัดไปบ้างงงงง


จะบอกว่า…มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้รูปช็อตสวยๆ โดยไม่ติดคน พับความคาดหวังจะถ่ายรูปเลิศๆ ไปลง IG ไปเถอะถ้าคุณลบคนออกจากรูปไม่เป็น เพราะทุกคนก็คิดแบบเดียวกับเราทั้งนั้น ดิสนีย์เป็นความฝันในวัยเด็กของคนทั่วโลกนี่นา…

เฟิร์นกับจิวเสียเวลาในตอนแรกไปซะเยอะเพราะไม่รู้ว่าควรจะไปเล่นตรงไหนก่อนแล้วเครื่องเล่นดีๆ น่ะมันอยู่ตรงไหนกัน เราเดินมั่วเลยในทีแรก เข้าไปในโซน Adventureland ก่อน เห็นมีบ้านไม้ตั้งอยู่ก็เลยเดินๆ ขึ้นไป แต่เอาจริงๆ นอกจากพอดูวิวได้แล้วก็ไม่มีอะไรบนบ้านไม้นั้นเลย แต่โอเค เราพอจะรู้แล้วว่าตรงนี้เป็นธีม Pirates เพราะเห็นเรือโจรสลัดอยู่ริมน้ำ เดินข้ามสะพานทะลุเข้าไปหน่อยก็เจอนี่เลยจ้า…Pirates of the Caribbean

พูดตรงๆ ว่าเฟิร์นชอบหนังเรื่องนี้มากและอยากรู้ว่ามันคืออะไร เห็นเวลารอครึ่งชั่วโมงเลยรีบเดินไปต่อแถว คือเอาจริงๆ นะ แถวมันยาวมากกกก กว่าจะเดินจากข้างนอกเข้าไปข้างในที่เป็นสตูดิโอที่เขาสร้างไว้เหมือนเป็นถ้ำ (ทุกอย่างมืดหมด) มีกรงขัง มีอ่าวเรือแตกอยู่ข้างใน คือเส้นทางนี้โคตรนาน ทีแรกเฟิร์นกับจิวก็เอ๊ะ มันให้เรามาดูกรงขังเหรอฟะ พอแถวขยับๆ ไปเรื่อยๆ ก็เห็นว่าไอ้แถวเนี้ยยยย มันไปลงเรือ!

เอ้าเฮ้ย นึกว่าพามาดูเรือ นี่พาไปนั่งเรือเลยเรอะ เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาแล้วแฮะ ไม่รู้เลยว่ามันจะโลดโผนหรืออะไรไหม แถมมันยังมามืดๆ แบบนี้อีก แต่เอาจริงๆ มันน่ารักและสนุกพอสมควรเลยนะ เขาจะพาเรานั่งเรือชมนู่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ เฟิร์นไม่อยากเล่าทั้งหมดเพราะเดี๋ยวจะไม่สนุกเวลาที่ไปเอง แต่เอาเป็นว่ามันเป็นธีมโจรสลัด เราเห็นเรือ เห็นหุ่นและเห็นตัวละครจาก Pirates of the Caribbean หุหุ


หลังออกจากนั่นเราก็ยังไม่จบกับเรือ เราเดินข้ามไป Frontierland เพื่อขึ้นเรือชมเกาะกันต่อ (เรือลำใหญ่ มีหลายชั้น) เรือจะล่องไปรอบเกาะที่สร้างไว้เหมือนเกาะดึกดำบรรพ์ ทีแรกเฟิร์นก็ชมนกชมไม้ไปแล้วสักพักก็ได้ชมไดโนเสาร์…เฮ้ย! มีโครงกระดูกไดโนเสาร์ให้เห็นด้วย ฮ่าๆ และนอกจากนั้นเรือมันยังวนรอบภูเขาที่ตั้งอยู่กลางน้ำ แล้วไอ้ภูเขาลูกเนี้ยมันมีรถไฟเว้ย ไม่ใช่รถไฟเหาะ แต่ก็ไม่ใช่รถไฟคุณปู่เหมือนในดรีมเวิร์ล คล้ายกับหนูลมกรดที่วิ่งเร็วๆ รอบภูเขา เฟิร์นกับจิวก็เอาล่ะ ได้เวลาเล่นของสนุกแล้ว

รถไฟที่ว่านั้นเป็นเครื่องเล่นที่ชื่อว่า Big Thunder Mountain ค่ะ ตั้งอยู่ตรงข้ามร้านอาหารที่เป็นธีมหนังเรื่อง Coco ด้วย (ใครไม่เคยดูแนะนำมาก เป็นอนิเมชั่นที่ดีมากเรื่องนึงเลย) แต่…ไอ้ Big Thunder Mountain เนี้ยยยยมันต้องรอนานเป็นชั่วโมงๆ!


แต่เอ๊ะ…เรามี FASTPASS นี่นา เฟิร์นกับจิวก็หาสัญลักษณ์ FASTPASS แล้วเดินเอาตั๋วไปสแกน พอสแกนเสร็จจะได้ตั๋วกระดาษคนละใบ รอบที่ได้คือรอบสามทุ่มกว่า เอิ่มมมม คือมันดีมากจน FAST PASS รอบเร็วๆ นั้นหมดไปแล้ว และตอนนั้นมันเพิ่งจะบ่ายสามเท่านั้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เราไม่อยากเสียเวลายืนรอหลายชั่วโมงเลยตัดสินใจไปเล่นอย่างอื่นก่อนแล้วค่อยกลับมา

เราลองเดินดูว่าแถวนั้นมีอะไรอีกบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ร้านอาหาร (ดิสนีย์นี่ขายของเยอะจริงๆ คือร้านอาหารกับร้านขายของที่ระลึกเยอะกว่าเครื่องเล่นด้วยมั้ง เสียที่ตรงนี้แหละ) พอดูเวลาอีกทีก็ใกล้ถึงเวลาการแสดงโชว์ของเจ้าหญิงกันแล้ว ในแผนที่บอกว่าอยู่แถวๆ ปราสาท เฟิร์นกับจิวอยากรู้ว่ามีอะไรก็เลยเดินไปรอ มีคนนั่งรออยู่เยอะพอสมควรเลย มันเป็นการแสดงเต้นของเจ้าหญิงทั้ง 7 ของดิสนีย์นั่นเอง เราไม่ได้อยู่ดูจนจบเพราะอากาศร้อนมากกก อีกอย่างก็ตัดสินใจว่าจะลองย้ายพาร์คไปที่สตูดิโอกันบ้าง เพราะอากาศมันร้อนจนไม่น่าเล่นอะไรกลางแจ้ง


แล้วก็อีกเช่นเคย Walt Disney Studio Park ก็มีแต่ร้านขายของทอดยาวววววไปหมด (แถมเป็นธีมอเมริกัน) ตามเวลาคืออีกไม่กี่นาทีจะมีโชว์ Stark Expo presents: Energy for Tomorrow เราเห็นจากแอปว่าจะมีทั้งไอร่อนแมนและสไปดี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปดู ตามแผนที่นั้นการแสดงจะจัดตรงพื้นที่โล่งๆ ซึ่งตรงนั้นเป็นที่ตั้งของพวกรูปปั้นซูเปอร์ฮีโร่จาก Marvel ทั้งหลาย ทั้ง Black Panther อะไรก็มาหมด แต่ปัญหาก็คือมันร้อนมากนี่สิ…เราอยู่ดูกันถึงแค่ตอนที่โลกิโผล่มา (จ้ะ โลกิก็มา) แล้วก็อพยพไปที่อื่น ความร้อนนี่มันทำให้หมดสนุกจริงๆ โชว์ในสตูดิโอนอกจากนั้นก็ยังมี Guardians of the Galaxy Awesome Dance-Off ด้วยนะ (เอาซูเปอร์ฮีโร่มาเต้น)

เวลาในสวนสนุกมันผ่านไปไวมากๆ ยิ่งกว่าโกหก ขอบอกเลย เพราะยังไม่ทันได้เล่นอะไรมากก็ใกล้ถึงเวลา 5 โมงเย็นที่เป็นเวลาของพาเหรดใหญ่ประจำวันของดิสนีย์แลนด์แล้ว เราสองคนเลยต้องเล่นเครื่องเล่นที่มีคนต่อคิวไม่เยอะเพื่อให้กลับไปทันดูพาเหรด (ซึ่งจัดใน Disneyland Park ฝั่งตรงข้าม) ก็เลยได้แค่เล่น Toy Story Playland ที่ให้เราขึ้นไปนั่งแล้วจะดึงขึ้นไปสูงๆ แล้วปล่อยลงมาเหมือนโดดร่มและกลับขึ้นไปใหม่ (ฟังดูหวาดเสียวแต่ไม่เลย ของเล่นในดิสนีย์ส่วนใหญ่ไม่น่ากลัวมากเพราะสร้างให้เด็กเล่นได้ด้วย)

จากนั้นก็เข้าไปใน Art of Disney Animation ดูความเป็นมาของการสร้างการ์ตูนดิสนีย์ มีสตาฟฟ์คนนึงในนี้ที่เอนเตอร์เทนดีมาก นอกจากนั้นยังชอบแกล้งแขกที่มาเล่น เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าเขามีความสุขกับการทำงานจริงๆ นะ…เหมาะจะเป็นคนที่ทำงานในสวนสนุกที่สร้างความสุขให้เด็กๆ จริงๆ ด้วย แต่จะบอกว่าจริงๆ แล้วไม่ต้องเข้าที่นี่ก็ได้นอกจากจะมาฆ่าเวลา เพราะเขาจะแค่เล่าเรื่องเฉยๆ ไม่ใช่เครื่องเล่น

เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีพาเหรดจะเริ่ม แต่มันก็นานเกินกว่าจะรอ เราเลยไปขึ้นพรมเหาะได้ของอะละดินพอกรุบกริบ (ฮ่าๆ) แล้วรีบแจ้นออกจาก Walt Disney Studio Park กลับไปที่ Disneyland Paris

แต่ขุ่นพระ…คนเยอะมาก!!!

ผู้คนต่างก็มาจับจองพื้นที่ตามถนนสายยาวๆ (ที่เฟิร์นเคยบอกว่าทอดไปสู่ปราสาท) เพื่อรอดูขบวนพาเหรดใหญ่ประจำวัน คือร้อนก็ร้อน แต่เอาวะ จุดนี้ไปเล่นอะไรฆ่าเวลาต่อก็ไม่ได้แล้ว ไม่งั้นไม่มีที่ให้ดูพาเหรดแน่ๆ เราก็เลยต้องรอกันอยู่อย่างนั้นจนขบวนพาเหรดเริ่มต้นขึ้น คือเอาจริงๆ ก็ไม่ผิดหวังนะ อลังการสมการรอคอย แถมยังขนทัพมาหมด ทั้งปีเตอร์แพน กัปตันฮุค ทอยสตอรี ซินเดอเรลลา นางฟ้า แม่มด โอลาฟ โอ๊ยยยย คือรู้จักหมดอ่ะ! ถ้าพลาดคงเหมือนมาไม่ถึงดิสนีย์แลนด์ อีกสิ่งที่ทำให้มันดีมากคือทุกคนสวมบทบาทกันได้ดีจริงๆ





พอพาเหรดจบก็ค่อนข้างจะเย็นแล้ว ยิ่งใกล้มืดอากาศก็ยิ่งเย็นลงทำให้เล่นอะไรได้สบายมากขึ้น แต่ทีนี้แหละ…เครื่องเล่นดีๆ ทั้งหลายก็ต้องรอกัน 1-2 ชั่วโมงอย่างต่ำ ณ ตอนนั้นคือประมาณ 6 โมงเย็นแล้ว ถ้าต้องรอ 2 ชั่วโมงต่อ 1 เครื่องเล่นคือเล่นเต็มที่ได้อีกแค่ 2-3 เครื่องเล่นแน่ๆ เพราะตอน 5 ทุ่มก็มีการแสดงแสงสีเสียงกับพลุแล้ว

แบบโหย…มิน่าล่ะคนเขาถึงมานอนโรงแรมในนี้กัน

เราตัดสินใจเข้าไปใน Discoveryland กันบ้าง บอกเลยว่าข้างในนี้ของน่าเล่นเพียบ! มีทั้งธีม Toy Story / Star Wars และอะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวอวกาศหรือโลกอนาคต จะรถไฟ หรือขับรถเล่น มีหมด จุดนี้คือเฟิร์นกับจิวเลือกเล่นอะไรก็ได้ที่คนรอไม่เยอะเพื่อให้ได้เล่นได้เยอะที่สุด แล้วก็เดินงงๆ เข้าไปใน Starport เพราะเห็นเวลารอแค่ 20 นาที ตอนแรกก็ไม่ได้หวังอะไรไว้มาก แต่เห้ยยยย…ข้างในคือเป็นเหมือนสถานียานอวกาศอ่ะ!

คือเขาสร้างทางเดินเหมือนเรากำลังจะไปขึ้นยานอวกาศ มีเอเลี่ยนคอยควบคุม (ขยับได้ด้วยนะพี่!) ต้องสแกนกระเป๋า สแกนร่างกาย มาจนถึงจุดที่เป็น Gate ขึ้นเครื่อง เห้ย! สรุปว่ามันคือเครื่องเล่นอะไรกันเนี่ย จุดนั้นคือเฟิร์นกับจิวตื่นเต้นมาก หน้า Gate มีอธิบาย Safety เหมือนเวลาขึ้นเครื่องบินไม่มีผิด ทีนี้เขาก็จะแจกแว่น 3 มิติ พอประตูเปิดเจ้าหน้าที่ก็ให้เขาเดินเข้าไปนั่งในยานพร้อมกับรับเข็มขัด ทีแรกก็อธิบายนู่นนี่นั่น จากนั้นหนังก็จะเริ่มฉาย แต่มันไม่ใช่ 3 มิติ มันเป็น 4 มิติเลยทีเดียว เขาจะพาเราขับยานอวกาศแบบหวาดเสียว ไปชนนู่นชนนี่ ทั้งแรงกระแทกและอะไรมาเต็ม พอออกจากห้องทีเฟิร์นกับจิวขำเป็นบ้าเป็นหลัง เป็นคนละแบบกับตอนเข้าไปทีแรกเลย โคตรสนุก ฮ่าๆ

ทีนี้ถ้ายังจำได้ เรายังมีตั๋ว FASTPASS ของ Big Mountain รถไฟที่วน (และทะลุ) รอบภูเขากลางน้ำอยู่ เรากลับไปที่นั่นตามเวลา คือยังต้องต่อแถวอยู่บ้างแต่ถือว่าได้เล่นเร็วมากๆ ระหว่างทางที่แถวขยับมันก็ดูไม่เหมือนว่าเรากำลังต่อแถวขึ้นรถไฟเสียวๆ ที่เห็นกลางน้ำเลย รถไฟที่เล่นออกไปดูชิลเหลือเกิน เฟิร์นกับจิวก็เอะใจว่าเอ๊ะ นี่มันยังไง ถูกอันป่ะเนี่ย (เพราะอันนั้นมันอยู่กลางน้ำเลย ไม่รู้ไปขึ้นตรงไหน) พอตอนที่ขึ้นไปนั่งนั่นแหละ…ตอนแรกมันก็ชิลอยู่ดีๆ สักพักมันเข้าถ้ำ (เดาว่าลงไปใต้น้ำ) แล้วไปเลี้ยวหวาดเสียวเหมือนหนูลมกรดไปโผล่ที่ภูเขากลางน้ำ โอ้โหหหห ไหนทีแรกคิดว่าชิล นี่กรี๊ดกันลั่น! เอ้อ เขาถ่ายรูปเราตอนที่กำลังเล่นไว้ด้วยนะจ๊ะ โพสท่ากันดีๆ ไม่งั้นได้รูปฮาๆ แน่

สักช่วง 4 ทุ่มเครื่องเล่นกับทางเดินบางส่วนก็เริ่มปิดแล้ว การแสดงจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า เฟิร์นกับจิวไปจบวันการเล่นม้าหมุนรอบหนึ่ง ลองคิดดูสิ…ถ้านี่ไม่ใช่ดิสนีย์แลนด์นี่ไม่กล้ามานั่งนะเนี่ย ตั้งแต่โตมาก็ไม่ได้นั่งนานมากแล้ว บรรยากาศมันชวนนึกถึงวัยเด็กซะเหลือเกิน



เสร็จจากม้าหมุนเราก็ต้องไปนั่งรอดูโชว์กันล่ะ เพราะคนมันมหาศาลมากกกก แบบมากๆ! เรายังโชคดีได้ที่นั่งหน้าปราสาท แต่พอหันมาอีกทีนี่คือคนแน่นแบบเดินเข้าเดินออกไม่ได้แล้ว และยาวออกไปถึงถนนสายยาวๆ ตรงทางเข้าเลยทีเดียว เฟิร์นบอกได้แค่ว่าวันนั้นคนเป็นพันแน่ๆ คือมันเยอะจนน่าใจหาย และที่แย่ก็คือฝนเริ่มโปรยปรายลงมาสักตอนประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง แต่เด็กๆ ที่มารอดูก็ยืนหยัดอยู่ตรงนั้นไม่ได้ เด็กเล็กๆ ด้วยนะ เขาชอบดิสนีย์กันจริงๆ

แต่เฟิร์นกับจิวกังวลนิดหน่อยว่ารถไฟ RER สายที่ต้องนั่งกลับบ้านจะหมดถ้าอยู่ดูจนการแสดงจบ เพราะปกติแล้วมันนั่งสายที่นั่งขามาทีเดียวถึง แต่มีบางสถานีปิดซ่อมอยู่ทำให้ต้องไปเปลี่ยนนั่งเมโทรด้วย สุดท้ายก็เลยต้องกลั้นใจเดินออกมา และรู้สึกว่าจะดีแล้วทีออกมาก่อนเพราะขุ่นพระ…ถ้าต้องเผชิญกับคนนับพันที่แย่งกันกลับด้วยรถไฟสายเดียวกัน อิฉันจะต้องตกรถไฟกลับบ้านแน่ๆ ยิ่งตอนเดินออกมายิ่งเห็นว่าคนเยอะขนาดไหน

แต่เราก็ได้เห็นการแสดงในตอนเริ่มต้นนะ แค่เสียงเพลงขึ้นเราก็อดไม่ได้ที่จะหยุดเดินแล้วมองกลับไป แค่คิดยังขนลุกเลย อยากกลับไปอีกเพราะอยากดูมากจริงๆ ที่อยากดูที่สุดก็คือพลุหลังจบการแสดง และถ้ามีโอกาสก็จะกลับไปดูให้ได้แน่ๆ…แนะนำว่าให้ทุกคนอยู่ดูนะ และแพลนดีๆ อย่ามาสะเปะสะปะเหมือนเฟิร์นกับจิว ฮ่าๆ


โดยรวมคือถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี แต่ยังเล่นไม่คุ้มค่าตั๋วเท่าไหร่ สักวันคงจะกลับไปอีก :)

วันนั้นเราก็มีค่ำคืนที่ดีนะ เรากลับมาที่ห้องพักของปลาย เหนื่อยสุดๆ แต่ไม่ได้นอนทันที มาขลุกตัวอยู่ในห้องนั่งเล่นและเปิดเพลงช้าๆ ไปด้วย มันตลกมากที่เราทั้งสามคนมีรสนิยมฟังเพลงเหมือนกัน ที่ฟังเพลงที่ความหมาย ชอบนักร้องอินดี้ๆ อย่าง James Bay, The1975, LANY และอะไรประเภทนั้น เราแทบไม่ได้คุยกันมากเท่าไหร่ แต่บรรยากาศกับเพลงก็ทำให้คืนนั้นเป็นคืนที่น่าจดจำคืนหนึ่งเลย

แต่มันเป็นอย่างที่เขาว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านไปเร็วเสมอ เรากลับไปเยอรมนีกันในวันรุ่งขึ้น จากนั้นวันถัดมาจิวก็บินกลับกาตาร์ไปเตรียมทำงานต่อ (จิวเป็นแอร์) ส่วนเฟิร์นก็ใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมนีไปอีกหนึ่งเดือนหลังจากนั้น มันฟังดูเหมือนเป็นเวลายาวนานมากเวลาที่เฟิร์นบอกคนอื่นว่า “จะไปเยอรมนีสองเดือนครึ่งนะ” ทุกคนจะแบบไปทำอะไรนานจัง แต่ในความคิดของเฟิร์นคือมันเหมือนดีดนิ้วทีหนึ่งและทุกอย่างก็หายวับไปกับตาแล้ว เฟิร์นกลับไปอาศัยอยู่ที่นั่นกับโฮสแฟมมิลี ได้เจอเพื่อนเก่าๆ และระหว่างนั้นก็ทำงานฟรีแลนซ์ไปด้วย

เฟิร์นได้เรียนรู้อะไรเยอะมากขึ้นใน 2-3 เดือนนี้เลยนะ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่มีครอบครัวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องทางสายเลือดใดๆ กันเลย เขาแค่รับเฟิร์นมาอยู่ด้วยตอนมาแลกเปลี่ยน แต่รักเฟิร์นเหมือนลูกและบอกให้เฟิร์นอยู่ที่นั่นนานเท่าไหร่ก็ได้ ทั้งอยู่ฟรี กินฟรี และยังไม่นับเพื่อนที่พร้อมจะนัดเจอเฟิร์นตลอด บางคนย้ายไปต่างเมืองแล้วก็ยังมาหา เจอกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ยังดี คือเฟิร์นไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมีเพื่อนที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น “เพื่อนสนิท” จริงๆ ที่เยอรมนีเพราะหลายๆ อย่างมันไม่มีทางเหมือนเวลาเราสนิทกับเพื่อนคนไทยจริงไหม แต่แบบเฮ้ย…เฟิร์นมีอ่ะ และพวกเขาก็พร้อมจะทำทุกอย่างให้เฟิร์นเหมือนกัน ทุกคนหาทางให้เฟิร์นได้ทำงานที่นั่น ช่วยนู่นนี่ คือเฟิร์นโชคดีมากจริงๆ

ไว้เร็วๆ นี้จะมาเล่าความเยอรมั๊นเยอรมันของคนเยอรมันให้ฟังดีกว่า เฟิร์นมีแพลนเขียนบล็อกอีกเพียบเลย จะรวบรวมทิปสำคัญๆ สำหรับการเดินทางในยุโรปให้ด้วย :)

ขอจบบล็อกยุโรปไว้เท่านี้นะคะ อย่าลืมเมนท์กันบ้างน้า!

xx

Fern

Instagram : fernniz.k

Twitter : fernniz

Facebook Page : fernniz

#disney #disneyland #paris