2018 FAVOURITES | เปิดกรุรีวิวไอเทมโปรดประจำปี 2018!


เปิดกรุรีวิวไอเทมโปรดปี 2018!

มาจ้า ห่างหายไปนานเพราะเร่งแปลหนังสือให้จบ + มีงานนอกเยอะ ไหนจะนิยายอีก เฟิร์นเลยไม่ว่างมาอัพบล็อกเลยยย ตอนนี้งานทุกอย่างเสร็จสิ้นไปแล้วและเฟิร์นคิดว่าไหนๆ มันก็สิ้นปีแล้ว เราจะน่าจะมาลิสต์ไอเทมโปรดทั้งหลายที่เฟิร์นใช้ไปในปีนี้กันหน่อยยยย

อ้อ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปีที่เฟิร์นดู Netflix เยอะมากๆ เช่นเดียวกัน เพราะงั้นบล็อกหน้าจะเป็นบล็อกรีวิวซีรีส์ Netflix กว่า 40 เรื่อง เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้พร้อม Subscribe ไว้เลยถ้าไม่อยากพลาด :)

มาค่ะ เริ่ม!


1. The Ordinary

เลิฟมากกกกกก มากมากมากแบบมาก!

เรื่องของเรื่องก็คือ หลังจากที่ไปอยู่เยอรมนีมา 3 เดือน หน้าเฟิร์นก็พังมาก เป็นอย่างนี้ทุกรอบที่ไปอยู่นานๆ เลย เหมือนว่าพอน้ำเปลี่ยน อาหารเปลี่ยน ฮอร์โมนก็เปลี่ยนและทำให้สิวบุก เฟิร์นได้ยินชื่อแบรนด์นี้มานานมากแล้วล่ะ และในที่สุดก็ได้ตัดสินใจซื้อมาลอง นี่เป็นแบรนด์ที่ “ราคาหลักร้อย คุณภาพหลักล้าน” ของจริงเลย (ราคาสกินแคร์แต่ละตัวอยู่ที่ประมาณ 300-1500 บาทเท่านั้น) แพ็คเกจก็เรียบง่ายสไตล์มินิมอล ขนาดขวดก็แค่ 30 ml. พกพาง่ายและใช้ง่ายมากๆ มาดูไอเทมที่เฟิร์นสั่งมากันบ้าง (เรียงจากซ้ายไปขวา)

  • Caffeine Solution 5% EGCG - ตัวนี้เป็น Eye serum ที่สร้างมาเพื่อเหล่านักเขียนถนัดทำงานกลางคืนอย่างเฟิร์นจริงๆ มีส่วนผสมของคาเฟอีน 5% และใบชาเขียวเด้อจ้ะ ซึ่งช่วยในเรื่องตาแพนด้า ตาบวมดีนักแหละ อันนี้คอนเฟิร์มเลยว่าจริง เฟิร์นเป็นคนหนึ่งที่นอนดึกมาก หลายครั้งก็นอนไม่พอเพราะหมาเจ้ากรรมที่เลี้ยงไว้มักจะเห่าปลุกแต่เช้า และพอตั้งแต่มาใช้ซีรั่มตัวนี้ตาก็ไม่บวมอีกเลยอ่ะ มันอเมซิงมาก ถุงใต้ตาก็ลด ตาก็คล้ำน้อยลง นี่ใช้มาแค่เดือนเดียวเด้อนิ!


  • Niacinamide 10% + Zinc 1% - รักสุดในบรรดา The Ordinary ทุกตัวที่ซื้อมา!! ใครมีปัญหาสิวอุดตัน หน้ามัน มารวมทางนี้! เฟิร์นเคยกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่าตัวเองเป็นคนที่หน้ามัน ถ้าแต่งหน้านี่คือไม่กี่ชั่วโมงก็เริ่มเยิ้มแล้ว แต่-ซิ้ส-คะ!! ไอ้ตัวนี้มันช่วยได้ดีมากกกก คือเห็นผลตั้งแต่วันแรกๆ เลยจริงๆ เฟิร์นใช้แค่ตอนเช้านะ เพราะมันใช้ร่วมกับตัววิตซีไม่ได้ (มันจะไปลดประสิทธิภาพลง) ถ้าใครไม่ใช้วิตซีก็ใช้เช้า-เย็นได้เลย เฟิร์นลงตัวนี้เป็นอย่างแรกหลังจากเช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์และลงตัวบูสเตอร์ของ Vichy ตัวเนื้อจะเป็นเนื้อเจล ซึมง่ายมาก คนผิวมันนี่เลิฟจริงๆ อยากจะบอกว่าใช้ไปใช้มาเฟิร์นนี่ไม่ได้หยิบกระดาษซับมันเลย คือไม่ได้ใช้จริงๆ ตอนนี้หน้าแทบไม่มันเลยตลอดทั้งวัน มันน้อยมากกกแค่ตรงจมูกนิดๆ เท่านั้น สิวก็ลดลงไปเลยเหมือนกัน คือใช้อีกชาติแน่รับรอง

  • Vitamin C Suspension 30% - วิตซีตัวนี้เขาเขียนไว้บนฉลากว่าจะใช้เช้าหรือเย็นก็ได้ แต่แนะนำให้ใช้เย็นมากกว่า ตัวนี้จะเรียกว่าครีมก็ยังไงอยู่เพราะมันเป็นแบบ water-free คือไม่มีน้ำเด้อจ้า เนื้อจะสากๆ เล็กน้อย เวลาทาให้บีบลงบนมือแล้วค่อยประคบบนผิวหน้าเบาๆ จะบอกว่ามันเข้มข้นมาก ใช้แรกๆ จะแสบยุบยิบเลย ถ้าใครไม่ชอบก็ผสมกับซีรั่มตัวอื่นเพื่อลดความเข้มข้นได้ ตัวนี้ช่วยเรื่องความกระจ่างใส รู้สึกว่าหน้าแน่นๆ ดีอ่ะ ชอบ

  • AHA 30% + BHA 2% - มาส์กผลัดเซลล์ผิวสีเลือดในตำนานนนน ฮ่าๆ ที่มันเป็นสีนี้ก็เพราะมาส์กตัวนี้มีส่วนผสมของพริกไทยเดวิลกับแครอทดำ เป็นอีกตัวที่เอาใจไปเลยค่ะ ใช้หลังล้างหน้าในตอนเย็น มาส์กทิ้งไว้ไม่เกิน 10 นาทีและล้างออกด้วยน้ำอุ่นนะคะ ย้ำ ไม่ควรเกิน 10 นาที ใครชอบมาส์กทิ้งขว้างตัวนี้อย่าดีกว่า เพราะมันค่อนข้างจะแรง เวลามาส์กนี่แสบด้วย แต่เฟิร์นชอบเพราะยิ่งแสบก็ยิ่งเหมือนมันทำงานได้ผล (เป็นมาโซคิสต์หรือเปล่าเธอออ) ไม่ควรใช้เกินอาทิตย์ละ 2 ครั้งนะคะ ไม่เหมาะกับคนผิวบอบบางด้วย ถ้าใครเป็นสิวอยู่แล้วมาใช้ตัวนี้ขอบอกเลยว่ามันแห้งทันทีเลย รู้สึกว่าหน้าสะอาดด้วย

หมายเหตุ : ใช้มาส์กนี้แล้วควรใช้กันแดดอย่างสม่ำเสมอนะคะ เพราะมันช่วยทำให้ผิวไวต่อแสงจ้า

  • Salicylic Acid 2% - ตัวนี้เป็นอีกตัวที่เฟิร์นซื้อมาช่วยรักษาสิวบุก เป็นเหมือนตัวที่เสริมกันกับ Niacinamide ด้วย เพราะช่วยลดการเกิดสิวอุดตันและช่วยให้หัวสิวหลุดง่ายขึ้น จะใช้เป็นเจลแต้มสิวทาเป็นจุดๆ ไปหรือทาบางๆ ก็ได้ ใช้ได้ทั้งเช้า-เย็นเลยตัวนี้ ไปตำ


2. Toner

มาดูตัวโทนเนอร์กันบ้าง โทนเนอร์ที่ติดโผประจำปีนี้ของเฟิร์นมี 2 ตัวด้วยกัน และ 1 ตัวก็ยังมาจาก The Ordinary อยู่อีกนั่นแหละ

  • The Ordinary Glycolic Acid 7% Toning Solution – ตัวนี้เขาเขียนกำกับมาเลยว่าให้ใช้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น เพราะมันทำให้หน้าเราไวต่อแสง แพ็คเกจของเขาก็ยังคงความเรียบง่ายเหมือนเดิม เฟิร์นชอบที่แค่หมุนจุกก็บีบขวดได้เลย ไม่ต้องเปิดฝาให้ยุ่งยาก ตัวนี้ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวและให้ความกระจ่างใส ลดการอุดตันอีกต่างหาก ใช้ตัวนี้รวมกับหลายตัวที่กล่าวไปข้างต้นคือช่วยลดสิวได้เยอะมากจริงๆ

  • Fresh Rose Deep Hydration Facial Toner – โทนเนอร์กุหลาบตัวดังยอดฮิตตลอดกาลที่เฟิร์นคิดแล้วคิดอีกก่อนจะซื้อเพราะราคามันแรงเว่อร์ถ้าเทียบกับพวก The Ordinary ทั้งหลายข้างบน (ขวดละ 1,760 แน่ะเธอ) แต่เออพอซื้อมามันก็ดีจริงงงง มันให้ความชุ่มชื้น ใช้แล้วรู้สึกสดชื่น หน้าฟูๆ รูขุมขนก็กระชับ ที่สำคัญมันหอมมากกก กลิ่นกุหลาบจริงๆ อ่ะ ชอบขวดกับชอบที่มันมีกลีบกุหลาบด้วย


3. Vichy Mineral 89

ตัวนี้เพิ่งใช้ไปได้ไม่นานเท่าไหร่แต่ขอหยิบมาใส่ในลิสต์ด้วยแล้วกัน หลายคนน่าจะเคยได้ยินกันเพราะดังอยู่พอสมควร นี่เป็นบูสเตอร์ (หรือพรีซีรั่มนั่นแหละ) เอาไว้ลงหลังโทนเนอร์ ก่อนจะลงสกินแคร์ตัวอื่นๆ ใช้แค่ครั้งละสองหยดเอง รู้สึกว่าผิวดูอิ่มน้ำ ชุ่มชื้นและสุขภาพดีมากขึ้น ใช้แล้วรู้สึกดีอ่ะ บอกไม่ถูกกกกก


4. Wei Multitask Multi-Mask Collection

ซิ้สสสสส ได้มาส์กขนาดทดลองของตัวนี้มาเมื่อไม่นานมานี้ ใช้ครั้งเดียวถึงกับต้องซื้อต่อ มันดีสุดดดดแถมยังแจกแปรงไว้มาใช้ทาทุกครั้งที่สั่งด้วย และแปรงก็นุ่มเว่อร์ แบบเห้ยยย เริ่ดอ่ะ ครั้งแรกเฟิร์นลองใช้ตัวสีเขียวที่เป็น Golden Root Purifying Mud คือเป็นมาส์กโคลนที่ช่วยในเรื่องทำความสะอาด เหมือนดีท็อกซ์ผิวนี่แหละ จะใช้แต้มเป็นจุดรักษาสิวไปก็ได้ สีเหมือนช็อกโกแลตเลย นี่เอาไว้มาส์กหลังใช้ AHA 30% ของ The Ordinary อีกทีนะ ทิ้งไว้แค่ 10 นาทีเอง ตอนมาส์กจะรู้สึกร้อนๆ แต่กลิ่นหอมมาก สิ่งสำคัญคือตอนล้างออกค่ะซิ้ส…หน้ามันนุ่มมากกกก นุ่มมาหลายวันแล้วเนี่ย งงมาก ถึงกับต้องรีบไปสั่งกล่องเต็มมาใช้

เขามีสามแบบนะ นอกจากตัว Golden Root แล้วก็ยังมีพิษผึ้ง Bee Venom (สีเหลือง) ช่วยเรื่องต้านริ้วรอยกับความชุ่มชื้น ตัวสุดท้ายคือ Brown Sugar ตัวนี้เป็นสครับ เฟิร์นลองตัว Bee Venom ไปเมื่อคืน หอมพอๆ กับตัว Golden Root เลย เรื่องผลลัพธ์นั้นคงต้องใช้ต่อไปเรื่อยๆ ถึงจะเห็นผลเพราะช่วยต้านริ้วรอยนี่นะ ส่วน Brown Sugar ยังไม่ได้ลอง เห็นตลับเล็กๆ อย่างนั้นแต่ตลับนึงใช้ได้ประมาณ 3 ครั้งเลยนะ กล่องนึงจะมี 3 ตลับพร้อมกับแปรง 1 แปรง ราคาไม่แพงเลย 448 บาทเอง (อย่าลืมว่าตลับนึงใช้ 3 ครั้งก็คือราคานี้ใช้ได้ตั้ง 9 ครั้ง) เฟิร์นตั้งใจเอามาลองให้ครบก่อนว่าชอบแบบไหนสุดจะได้ไปซื้อเซ็ทใหญ่ที่มีเฉพาะแบบนั้น แต่ตอนนี้คาดว่าน่าจะถูกใจ Golden Root สุด เพราะช่วยให้รู้สึกสะอาดและหน้านิ่มเว่อออออร์


5. Mario Badescu Facial Spray with Aloe, Herbs and Rosewater

อันนี้เป็นเซ็ทติ้งสเปรย์ที่มีกลิ่นเดียวกับโทนเนอร์กุหลาบของ Fresh เลยเพราะมันผสมกุหลาบเหมือนกันนั่นเอง ที่เลิฟก็เพราะมันเป็นสเปรย์ที่จะฉีดหน้าก่อนลงเมกอัพให้ติดทน หรือหลังลงเมกอัพเพื่อเซ็ท หรือจะฉีดผม ฉีดตัวก็ได้ทั้งนั้น กลิ่นหอมๆ ช่วยให้รู้สึกสดชื่นดีเวลาฉีด ตัวนี้อยู่ที่ 290 บาท



6. Zoeva Premiere Blush Palette

ไปอยู่เยอรมนีแต่ไม่ซื้อแบรนด์เยอรมันและกลับมาซื้อที่ไทย…ใครไง เฟิร์นเองงง พาเลตต์นี้ที่ซื้อมาลองนี่ก็เพราะมันถูกดีเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ใน Sephora เป็นพาเลตต์ที่มีบรัชออน 2 สี มีชื่อเก๋ๆ ว่า 1929 (ยุค The Great Gatsby) กับ Curtain Call และไฮไลท์สีแชมเปญพิงค์สวยๆ อีก 1 สีที่มีชื่อว่า Fame & Fortune ส่วนตัวชอบธีมของพาเลตต์นี้เป็นพิเศษเพราะชอบแฟชั่นยุค 1920s จากซีรีส์เรื่อง Cable Girls แฮ่… ถึงจะราคาแค่ 650 แต่พิกเมนต์แน่นเว่อออร์ ใช้ครั้งแรกนี่แบบปาดไปเต็ม แนะนำให้เบามือหน่อย ชอบสุดก็ไฮท์ไลท์สีชมพูนี่แหละ สวยยยยย


7. Benefit Bad Gal Bang Mascara

จะยังไงก็ต้องยกให้นี่เป็นมาสคาราอันดับหนึ่งของปีนี้อยู่ดี ปัดแล้วขนตาเด้งมากกกกก (กอ ไก่ล้านตัว) เคยรีวิวไปแล้วเมื่อช่วงกลางปี ปลายปีก็จะนั่งยันนอนยันยืนยันแบบเดิม สมกับเป็นที่รักของบล็อกเกอร์ทั่วโลก มีไอ้ตัวนี้แล้วเลิกไปต่อขนตาได้เลยจ้ะ แถมไม่เยิ้มด้วย จะใช้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ (หัวเราะ) แต่ก็นะ ราคาก็แรงนิดนึง 1,000 บาทถ้วนไปเลย


8. Fragrance

มาดูน้ำหอมกันบ้าง อันนี้เป็น 2 ตัวที่ใช้ในปีนี้ เป็นน้ำหอมขนาดพกพาทั้งสองตัวเลย ตัวแรก Coquette Romantique นั้นเป็นแบบโรลออนที่เพื่อนคนสเปนซื้อมาให้ตอนมาเยอรมนี (คาดว่าจะเป็นแบรนด์สเปน) คือมันหอมมากอ่ะ นี่ไม่รู้จะบรรยายเรื่องกลิ่นยังไงแต่มันเป็นกลิ่นผู้หญิงๆ ไม่หวานซะทีเดียว ออกจะเซ็กซี่นิดๆ มีส่วนผสมของวนิลลากับจัสมินด้วย ที่สำคัญคือมันหอมแบบเดินมาไกลๆ ก็ยังได้กลิ่น (ถ้าใช้แบบขวดนะ) โฮสแม่นี่ชอบจนต้องถามเพื่อนเลยว่าใช้น้ำหอมอะไร

อีกตัวจะเป็น S. Oliver Black Label Woman ตัวนี้แค่ 10 ยูโรเอง (เกือบๆ 400) ซื้อจากร้าน DM ซึ่งเป็นเหมือน Drugstore ของเยอรมนี มีกลิ่นคล้ายๆ กันเลย เป็นวนิลลากับดอกไม้ ออก powdery + woody หน่อยๆ ข้อเสียคือไม่ค่อยติดทนเท่าไหร่ แต่มันขวดเล็กเลยพกไปไหนมาไหนได้ง่ายมาก


9. Schwarzkopf Hitzeschutz Lotion

อีกตัวที่ไทยควรจะมี แต่มันไม่มี! นี่เป็นสเปรย์ฉีดผมที่เคลมว่าปกป้องผมจากความร้อนได้ถึง 220 องศาและยังช่วยให้ผมเงางามด้วย คือเอาจริงๆ ไม่ต้องฉีดก่อนไดร์หรือทำอะไรร้อนๆ กับผม แต่ฉีดหลังสระเฉยๆ ก็ยังได้เพราะมันหอมมาก เฟิร์นใช้ตัวนี้ตั้งแต่ 7 ปีที่แล้วตอนไปแลกเปลี่ยน กลับไปทีไรก็ซื้อมาทุกที ถ้าที่ไทยมีขายแล้วช่วยบอกที…


10. St. Ives Scrub

มาดูสครับกันจ้า เลิฟสุดดด หลอดนึงใช้ได้นานมากรับประกันได้จากการที่เฟิร์นซื้อตั้งแต่ตอนมันยังเป็นแพ็คเกจเก่าจนตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วแต่ก็ยังใช้ไม่หมดสักที ล่าสุดออกมาหลายสูตรแล้วด้วย ตัวที่เป็น Apricot นี่ใช้ได้ทุกวันเลย ช่วยให้หน้านุ่มมาก ช่วยลดสิวด้วย เม็ดจะหยาบๆ หน่อย ถ้าถูแรงเกินไปจะบาดหน้าได้ ส่วนตัว Green tea คือหอมอลัง หอมเวิ่นเว้อมาก ตอนสั่งซื้อนี่สั่งวัตสันออนไลน์ เปิดกล่องมาคือมีแต่กลิ่นมัน ฮ่าๆ ตัวนี้เม็ดสครับจะละเอียดกว่ามาก แต่ช่วยให้หน้านุ่มพอกัน ใช้แล้วฟิน สบายยยย


11. Rii Skincare Cotton

สำลีเราก็รีวิว! ยี่ห้อนี้คือใช้มาเป็นปีๆ แล้ว ตั้งแต่มาเจอตัวนี้ก็ไม่เคยนอกใจไปซื้อตัวอื่นอีกเลย เพราะมันบางมากแต่ไม่มีการยุ่ยเลยสักนิด ไม่เป็นขุยด้วย ดีสุดๆ ส่วนกล่องสีม่วงคือเพิ่งมาลอง มันอเมซิงมากเว่อร์! คำแนะนำข้างกล่องบอกว่าใช้ได้ 2 ด้านไม่พอ แผ่นมันยังใหญ่มาก แถมมันยังเอาไปล้างน้ำแล้วมาเช็ดต่อได้อีก เห้ย ตอนแรกเราก็งงว่ามันคือยังไงวะ เลยลองใช้เช็ดเมกอัพดู เสร็จแล้วก็เปิดน้ำใส่ บีบทีเดียวไอ้คราบน้ำตาลๆ ของรองพื้นคือร่วงไปกับสายน้ำอย่างกับเสกเอาเลยอ่ะ งงมากกกก แบบนี้ก็ได้เหรอ แต่มันได้เว้ย! พอล้างเสร็จก็เอามาเช็ดหน้าได้อีกเพื่อเช็กว่าหมดจดหรือยัง (ไม่ได้หมายความว่าใช้ซ้ำนะ ล้างแล้วให้ใช้ตอนนั้นเลย อย่าขี้งกตากแห้งเก็บไว้ล่ะ ฮ่าๆ)


12. Bausch + Lomb Bio True

ขอรีวิวหน่อยยยย น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์สูตรใหม่ของ Bausch + Lomb คือดีเว่อร์ ทั้งมีส่วนผสมเดียวกับส่วนผสมต่างๆ ของตาของเรา (คอนแทคเลนส์รุ่นใหม่ก็เช่นกัน) และให้ความชุ่มชื้นดีมากกก ที่กล่องระบุว่าสูงสุด 20 ชม.เลยนะ แน่นอนว่าราคาแพงกว่าตัวที่เป็นขวดสีน้ำเงิน ปริมาณก็น้อยกว่าด้วย แต่ส่วนตัวเฟิร์นคิดว่าเราควรลงทุนกับอะไรที่เกี่ยวกับสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพตา ดีที่สุดไว้ก่อนยิ่งดีเพราะหาใหม่ไม่ได้นะจ๊ะ


13. Fujifilm Macaron Film

มาค่ะ ฟิล์มโพลารอยด์เราก็รีวิว! เรื่องมีอยู่ว่าก่อนไปเยอรมนีเฟิร์นก็ตุนฟิล์มไปพอสมควร เดี๋ยวนี้เริ่มมาซื้อฟิล์มสีๆ แล้วเพราะมันมุ้งมิ้งและดูสวยสุดๆ เวลาเอามาแปะสแครปบุค (แนะนำให้ไปซื้อใน Shoppee นะ เพราะถ้าซื้อข้างนอกจะแพงมาก) ปีนี้ซื้อไปทั้งแบบดิสนีย์ (เอาไปใช้ตอนไปดิสนีย์แสนด์) กับสีฟ้า สีดำ แต่ชอบสุดก็นี่แหละ เขาบอกว่าเป็นมาการอง (Macaron) เพราะใน 1 ฟิล์มมันมีสีเดียว น่ารักอ่ะ กุ๊กกิ๊กดี อิอิ


14. Moonmagic Ring

เครื่องประดับเราก็รีวิวจ้ะ! ที่นิ้วนางข้างซ้ายนะ (ซื้อเอง ไม่มีผู้ที่ไหนให้แต่อย่างใด) เป็นแหวนอัญมณีจากเว็บ moonmagic.com เฟิร์นเล็งมานานมากเพราะว่าเว็บนี้ขายพวกเครื่องประดับอัญมณี ไม่ว่าจะเป็นมูนสโตน โอปอล โรสควอซ์ และอีกมากมาย คือมันสวยมากเว้ย และเฟิร์นก็ชอบพวกอัญมณี หิน แร่ธาตุอะไรพวกนี้อยู่แล้ว สุดท้ายก็เลยซื้อแหวนวงนี้มา ตรงหัวแหวนเป็นหิน Labradorite (ลาบราดอไรท์) เป็นคล้ายๆ กับมูนสโตนแบบดาร์กนั่นเอง เขามีความเชื่อกันว่าลาบราดอไรท์เป็นอัญมณีเวทมนตร์ที่เมื่อก่อนพวกหมอสมัยโบราณเขามักใช้กัน และมันยังช่วยให้พลังกับแรงบันดาลใจด้วยนะ (อันนี้เป็นความเชื่อ) เห็นว่าเป็น Protector ที่มีอำนาจมากที่สุดในบรรดาแร่ทั้งหลายเลย เฟิร์นชอบความหมายดีก็เลยซื้อมา แล้วตอนนี้ก็อยากได้อีกเพียบเพราะเว็บนี้มีแต่เครื่องประดับสวยๆ ทั้งนั้น ฮือออออ (เป็นเว็บอเมริกานะคะ ถ้าใครจะสั่งก็รอส่งประมาณ 3 อาทิตย์)

นี่ใจจริงอยากจะรีวิวนักร้องโปรดประจำปี แอปโปรดและอีกมากมาย แต่มันชักจะยาวไปละ ขอตัดไปบล็อกหน้าๆ แล้วกัน อย่าลืมนะ คราวหน้าจะมีรีวิวซีรีส์ Netflix อย่างละเอียด 40 เรื่องด้วยกัน มาดูกันให้ตาแฉะกันไปเลย! ถ้าใครมีไอเทมโปรดประจำปีอะไรอยากจะแนะนำก็เมนท์ทิ้งไว้ได้เลย ผลัดกันป้ายยา ฮ่าๆ

ยังไงก็ตาม สุขสันต์คริสต์มาสย้อนหลังนะคะ ขอให้ทุกคนมีความสุขกับเทศกาลแห่งความสุขนี้ค่ะ :)

แล้วเจอกัน!

xx

Fern

Instagram : fernniz.k

Twitter : fernniz

Facebook Page : fernniz

#skincare