JANUARY FAVOURITES | ไอเทมโปรดเดือนมกราคม



เฮลโหล!

เผลอแป๊บเดียวก็จะสิ้นเดือนอีกแล้ว ต้นปีนี้เฟิร์นซื้อสกินแคร์ใหม่มาลองหลายตัว (ไปถอย The Ordinary มาเพิ่มจากบล็อก 2018 Favourite ด้วย ของเขาดีจริง!) ผ่านอีกปี แก่อีกปี ก็ต้องดูแลตัวเองดีกว่าอีกปีเนอะ ว่าแล้วก็มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง


1. The Ordinary

3 ตัวที่เฟิร์นสอยมาใหม่ของแบรนด์นี้! (ใครอยากอ่านรีวิว 6 ตัวแรกที่ซื้อมาลองก็เข้าไปอ่านได้ในบล็อก 2018 Favourites กันได้เลย)

  • “Buffet” + Copper Peptides 1% - เซรั่มบุฟเฟต์ที่รวมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกันตามชื่อแท้ๆ เลย จริงๆ คือตัวนี้เป็นตัวยอดฮิตและเป็นตัวที่แพงที่สุดแล้วของแบรนด์นี้ แต่ก็ถือว่ายังถูกมาก เฟิร์นได้มาในราคา 1,440 บาท ถ้าเทียบกับคุณภาพระดับพรีเมี่ยมแล้วโคตรคุ้ม! เพราะตัวเดียวคือจบปัญหาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย หลุมสิว ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น กระชับ สร้างคอลลาเจน นี่คือลองใช้ไม่นานผิวฟูมากกก ดูสุขภาพดี รูขุมขนเล็กลง ปลื้ม! อ้อ ตัวนี้จะเป็นเนื้อเจลสีน้ำเงิน (แปลกป่ะล่ะ) ไม่เหมือนซีรั่มอีกตัวของแบรนด์ที่ชื่อ Buffet เฉยๆ ใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืนเลยนะ เฟิร์นใช้หลังลงตัว Niacinamide ฟินอ่ะบอกตรงงงง

  • Amino Acids + B5 - มาจ้ะ บำรุงกันไปอีกขั้นตอน ตัวนี้เป็นเซรั่มที่เนื้อเหลวเหมือนน้ำเลย มีส่วนผสมของกรดอะมิโนกับวิตามินบี 5 ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีมาก เป็นเหมือนเกราะป้องกันผิวไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้นเลย นอกจากนั้นก็ยังช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ สมานรอยแผลและเร่งการผลัดผิว ลดรอยดำรอยแดง ลดอักเสบ คือใครมีปัญหาสิวหรือรอยสิวอย่างเฟิร์นต้องเลิฟ มันไม่อุดตันด้วยนะ รู้สึกผิวดูแข็งแรงขึ้นจริงๆ ตัวนี้บล็อกเกอร์ต่างประเทศเขาก็รีวิวกันไว้เริ่ดมาก ไปตำ!

  • Alpha Liopic Acid 5% - เซรั่มอีกแล้ววว ไม่รู้อีนี่จะซื้ออะไรนักหนา ประเด็นคือมันถูกและดีมาก แล้วก็ไม่ได้ใช้พร้อมกันทุกตัวไง บางตัวใช้แค่เช้า บางตัวแค่เย็น หรือบางตัวก็ใช้ได้แค่ 2-3 ต่อสัปดาห์ อย่างตัวนี้เป็นต้น! เพราะมันเป็นเซรั่มที่ผสมสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยฟื้นฟูและช่วยในการผลัดผิว ให้ผิวกระจ่างใสได้มากกว่าถึงวิตามินซีและอีถึง 50 เท่า แล้วก็ยังผสมกรดอัลฟาไลโปอิก (สารเร่งขาว) ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เอาง่ายๆ ว่าอะไรช่วยให้กระจ่างใส ขวดนี้พี่แกจัดมาเต็มแบบไม่มียั้ง ใช้ทุกวันไม่ได้เด็ดขาดเลยนะ (เขาเขียนไว้ที่ข้างขวดเลย) เพราะมันเข้มข้นมากๆ และเฟิร์นก็อยากจะบอกว่ามันขาวจริง คือแบรนด์นี้นี่ดีมากอ่ะ ไม่เคยใช้อะไรแล้วได้ผลขนาดนี้มาก่อนนน ไม่ได้ค่าโฆษณานะเนี่ย แค่อยากมาบอกต่อ!


2. Tarte Shape Tape Contour Concealer

เลิฟมากกกก คอนซีลเลอร์ตัวนี้ถือว่าเป็นที่ร่ำลือในหมู่บล็อกเกอร์ทั้งหลายที่ต่างประเทศมาสักพักหนึ่งแล้ว และล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Sephora ก็เอาเข้ามาขายเสียที! เอาจริงๆ นี่เป็นคอนซีลเลอร์ตัวที่ค่อนข้างจะแพง (ราคาอยู่ที่ 1,000 บาทถ้วน) แต่ขอบอกว่าคุ้มค่าแก่การลงทุน เพราะอะไร…มันปกปิดเนียนกริ๊บบบบ เกลี่ยก็ง่าย แถมแปรงก็หัวใหญ่ มาในปริมาณที่น่าจะใช้ได้หลายเดือนเลย ขอรีวิวอย่างแรงงงง

เฟิร์นเป็นคนนึงที่มีปัญหาเรื่องสิวและรอยสิว คือผิวมันไง กว่าจะได้ The Ordinary มาช่วยกู้ชีพนี่หน้าก็เต็มไปด้วยรอยแล้ว เซ็งมาก คือต่อให้ไม่แกะหรือบีบสิวมันก็ทิ้งรอยอยู่ดี แล้วคอนซีลเลอร์ที่เคยใช้ก็ไม่ค่อยจะช่วยได้สักเท่าไหร่ แต่ตัวนี้ค่ะซิ้ส…มันเปลี่ยนผีให้กลายเป็นคนได้ ไม่เชื่อมาดูรูป Before & After กันเลย!


อันนี้คือกลบไปแค่รอบเดียวนะ ถ้าซ้ำอีกสักนิดน่าจะเนียนได้อีก คุณภาพสมคำร่ำลืออ่ะเอาจริง ไม่ต้องพูดแล้วมั้ง ไปตำเลยจ้ะ Sephora ออนไลน์และตามช็อปทุกสาขา อ้อ แบรนด์นี้นอกจากจะออร์แกนิคมากๆ แล้วยังไม่ทดลองกับสัตว์ด้วยนะ Tarte นี่แบรนด์โปรดเลยจริงๆ ควรค่าแก่การสนับสนุนจ้า


3. Caudalie Moisturizing Toner & Moisturizing Sorbet

สองตัวนี้ไม่ได้ตั้งใช้ซื้อมา แต่เอาพอยท์แลกมาจาก Sephora แฮ่ ส่วนตัวเฟิร์นชอบเอาพวกของขนาดทดลองหรือขนาดเล็กมาไว้พกเวลาเดินทาง ฮ่าๆๆ แล้วก่อนจะสอยโทนเนอร์กุหลาบในตำนานของ Fresh มาก็ลองใช้ตัวนี้ไปก่อน ล่าสุดพกไปเชียงใหม่ก็เลยอยากจะมารีวิว

อันนี้แนะนำมากสำหรับผู้คนที่มีผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่าย เพราะมันเป็นโทนเนอร์ที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนเวอร์ ใช้คู่กับตัว Moisturizing Sorbet แล้วให้ความชุ่มชื้นดีมากๆ กลิ่นก็จะออร์แกนิคๆ เพราะมีส่วนผสมของน้ำองุ่นออร์แกนิคและคาโมมายล์ ช่วยลดการระคายเคืองและทำให้ผิวแข็งแรง นอกจากนั้นยังไม่มีส่วนผสมของพาราเบนหรือสารแต่งกลิ่น เหมาะสำหรับทั้งคนที่ผิวแห้งและคนผิวมันเพราะซึมเร็วมากแต่ให้ความชุ่มชื้นสุดๆ และไม่มันระหว่างวัน ถ้าขนาดเต็มก็จะราคารุนแรงนิสนึง โทนเนอร์อยู่ที่พันต้นๆ ส่วน Moisturizing Sorbet พันหกงิ หาซื้อได้ที่ Sephora เลย


4. Vasanava Organic Sunscreen

มาจ้า เรายังคงความออร์แกนิคเพื่อให้สิ่งที่ดีที่สุดกับผิวเรากันต่อ ตัวนี้เป็นครีมกันแดดที่เฟิร์นเพิ่งได้มาลองเมื่อตอนต้นเดือน เขามีส่วนผสมผลิตจากธรรมชาติ 100% และกว่า 90% เป็น certified organic เลยทีเดียว นอกจากนั้นยังเป็นครีมกันแดดที่เป็น Vegan และ Cruelty free คือไม่ทดลองกับสัตว์แถมยังใช้ได้ทุกเพศทุกวัยและใช้กับทารกที่มีอายุเกินหกเดือนได้ด้วย ยุคนี้เราไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ทดลองกับสัตว์กันละเนอะ เพราะงั้น Vasanava นี่แหละตอบโจทย์ :)


ทีนี้ทุกคนก็รู้ดีว่าเราจะขาดสกินแคร์ขั้นตอนไหนก็ได้แต่ห้ามขาดครีมกันแดดอย่างเด็ดขาด เพราะมันคือสูตรลับที่ช่วยให้ผิวดีและไม่แก่ก่อนวัย โดยเฉพาะในขณะที่กรุงเทพของเรายังเผชิญกับมลภาวะขั้นสูงสุดอย่างตอนนี้ ทั้งฝุ่นละออง PM2.5 ควัน แสงต่างๆ จากคอมพิวเตอร์ก็ดี มือถือก็ดี ผิวโดนทำร้ายขนาดนี้ต้องบำรุงหนักมากและไม่ทากันแดดไม่ได้เลยนะซิ้สสส ขนาดเฟิร์นเป็นฟรีแลนซ์ทำงานอยู่บ้านยังทาเลย เพราะแค่ไอแดดก็ทำร้ายผิวได้แล้ว ครีมกันแดด Vasanava ตัวนี้นอกจากจะอ่อนโยน เหมาะสำหรับทั้งคนผิวแห้งขาดน้ำหรือแพ้ง่ายและผิวมันแล้ว SPF 50 PA+++ ก็ยังช่วยปกป้องผิวจาก UVA และ UVB ได้ดีมาก เอาง่ายๆ ว่าปลอดภัยกับผิวแล้วยังปลอดภัยกับโลกอีก

ที่สำคัญกว่านั้นนน…มันยังช่วยบำรุงและคืนความสดใสให้ผิวด้วย เพราะมีส่วนผสมสารสกัดจากดอกไม้ที่ปลูกบนเทือกเขาแอลป์ (Organic Scutellaria Ao) ซึ่งมีส่วนช่วยซ่อมแซมบำรุงผิว ลดริ้วรอย รวมไปถึงผสมสารกัดรวมจากพืชทางฝรั่งเศสตอนใต้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมากกกก (Life Oreo Booster) แบบมากกว่าแครนเบอร์รีถึง 33 เท่าและมากกว่าแครอท 22 เท่า! ไหนจะมีสารสกัดว่านหางจระเข้และจากเชียบัตเตอร์ที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นและฟื้นฟูเซลล์ผิวที่ถูกแสงแดดทำลาย นอกจากนั้นก็ยังผสมน้ำมันมะกอกและสารสกัดออร์แกนิคอีกมากมาย คือเอาง่ายๆ ว่าหลอดเดียวก็ไม่ต้องการอะไรอีกละมะ?


มาดูเนื้อครีมกันบ้าง ตัวนี้ตอนใช้ต้องระวังนิดนึง จะปาดๆ ไปเลยไม่ได้เพราะจะวอกได้เด้อ เนื่องจากมันออร์แกนิคมาก ทางแบรนด์เขาตั้งใจไม่ให้มีสารเคลือบลื่นใดๆ เลยยยย ซึ่งนับว่าต่างจากครีมกันแดดหลายๆ แบรนด์ เพราะงั้นถ้าเกลี่ยไม่ดีอาจเป็นคราบได้ แต่มันมีวิธีที่จะหลีกเลี่ยงได้ซึ่งก็ง่ายมาก…คือให้วอร์มที่มือก่อนแล้วค่อยเกลี่ยบนผิวหน้า หรือไม่ก็เตรียมผิวด้วยสเปรย์น้ำแร่ก่อนค่อยลงกันแดด ส่วนตัวเฟิร์นตอนทาทีแรกรู้สึกว่าเกลี่ยยากนิดนึง เนื้อครีมหนืดเล็กน้อย แต่ซึมได้ง่ายกว่าที่คิด แบบพอซึมแล้วก็หายไปเลย

ส่วนเรื่องกลิ่นนี่อาจจะไม่หอมถูกจมูกทุกคนนะเพราะมันไม่ได้ผสมน้ำหอมเลยและจะเป็นกลิ่นของ Essential oil ล้วนๆ ตอนทาแรกๆ หน้าจะขาวนิดหน่อย แต่พอเวลาผ่านไปสักพักจะดรอปลง เหมือนต้องรอให้เซ็ทตัวก่อน และอย่างที่เมนชั่นข้างบนว่าเฟิร์นเป็นคนผิวมัน หลังใช้แล้วก็มันขึ้นเล็กน้อยนะแต่ก็ถือว่าเป็นปกติของครีมกันแดด และระหว่างวันก็ไม่ได้มันขึ้นมากเลย คือไม่เยิ้มอ่ะ รู้สึกว่าช่วยล็อกเมกอัพได้ในระดับหนึ่งด้วย

โดยรวมคือคุ้มค่าคุ้มราคามาก ชอบตรงความออร์แกนิค 100% นี่แหละ ไม่แพ้และปลอดภัยอย่างแน่นอน! ใครที่สนใจสามารถไปตำกันได้ตามร้าน All About You ราคาอยู่ที่ 690 บาทงิ หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมกันได้เลยที่ www.vasanavaorganic.com


5. Marc Jacobs Velvet Noir Major Volume Mascara

คราวก่อนเฟิร์นบอกไว้ว่ามาสคาร่าตัวโปรดตลอดกาลคือ Benefit BadGirl Bang แต่พอดีได้ตัวนี้ขนาดเล็กมาใช้แล้วต้องขอจัดให้อยู่ในแท่นไอเทมโปรดของเดือนนี้ด้วย เพราะว่าอย่างที่กล่าวไปหลายรอบว่าเฟิร์นผิวมัน ใช้อะไรก็เยิ้มง่าย พอมาเจอมาสคาร่าตัวนี้ก็ทึ่งไปเลยเพราะมันไม่เยิ้มเลยเว้ยยยยย ไม่แบบไม่เลยยย หรือไม่ก็น้อยมากๆ (น้อยกว่าตัว BadGirl Bang) แล้วทีแรกก็คิดว่ามันไม่เยิ้มเลยงี้ต้องล้างออกยากแน่ๆ แต่ปรากฏว่าล้างง่ายมากๆ ง่ายกว่า BadGirl Bang นี่เทียบให้เห็นๆ กันไปเลย พอปัดแล้วขนตาเรียงตัวสวยนะ ไม่จับกันเป็นก้อน เรื่องความหนานั้นช่วยได้อยู่ แต่ถ้าความยาวยังแพ้ BadGirl Bang เพราะตัวนี้จะให้ลุค Natural มากกว่า ดีกันคนละแบบ ต้องเลือกใช้กันตามแต่คนชอบเนอะ

และทั้งหมดนี้ก็คือไอเทมโปรดเดือนมกราคมของเฟิร์น จะพยายามมาทำให้ทุกเดือนเนอะ รับปากไม่ได้เลยจริงๆ เพราะบางเดือนก็ไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่ม (ไม่งั้นจะต้องกินแกลบก่อนจะสวย ฮ่าๆๆ) แต่จะลองปรับเป็นบิวตี้ + ไลฟ์สไตล์และแชร์ไอเทมที่ไม่ได้เกี่ยวกับความงามด้วย ยังไงก็รออ่านกันได้ ฮี่ๆ

อีกรอบ : บล็อกรีวิวซีรีส์ดัง Netflix ก็ยังอยู่เช่นกัน ใช้เวลาเขียนนานเพราะอีนี่เขียนอะไรสั้นๆ ไม่ได้เลย อดใจรอแป๊บบบบบ

แล้วเจอกันค่ะ!

xx

Fern

#skincare #makeup #tarteshapetape #theordinary #marcjacobs #caudalie #vasanava