NEW CHAPTER | LIFE IN GERMANY - ย้ายมาเยอรมนี เมืองแห่งสปา และงานวัดฝรั่ง!

ในที่สุดก็มีเวลาว่างมาเขียนสักที…ทุกคนจะคาดไม่ถึงเลยว่าเฟิร์นยุ่งขนาดไหน ก่อนหน้าย้ายมาเยอรมนีว่ายุ่ง นัดเจอคนนู้นคนนี้ วุ่นวายกับการซื้อของแล้ว พอมาอยู่จริงๆ ก็ยิ่งยุ่งเข้าไปใหญ่…นี่ทำงานมาครึ่งเดือนแล้ว แต่ทุกสุดสัปดาห์ยังต้องวิ่งเต้นทำเอกสารอยู่ไม่หยุดไม่หย่อน


อย่างไรก็ตาม ยินดีต้อนรับสู่บล็อกใหม่ ส่งตรงจากเยอรมนีนะคะ :)



วันนี้เฟิร์นจะมาเล่าเรื่องเมืองที่เฟิร์นย้ายมาอาศัยอยู่คร่าวๆ ซึ่งก็คือเมืองชื่อบาด นอยเอนอาร์ (Bad Neuenahr) เอาจริงๆ บอกตรงๆ ว่าต่อให้พูดชื่อไปเมืองนี้ก็คงไม่มีใครรู้จัก เพราะมันเล็กมากกกกก แบบมีผู้อยู่อาศัยแค่ 27,000 คนเท่านั้นเอง! และคนเยอรมันทุกๆ คนที่เฟิร์นรู้จักก็มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “บาด นอยเอนอาร์เหรอ นั่นมันเป็น Kurstadt นะ” (คัวร์ชตัดท์) เฟิร์นก็คืออะไรฟะ “คัวร์ชตัดท์” คือชตัดท์เนี่ยแปลว่าเมือง แต่คัวร์ก็มีลักษณะเป็นเมืองที่ผู้คนเขานิยมมารักษาโรค อันนี้รู้จากเอกสารของแขกกรุ๊ปทัวร์คนไทยเลยว่ามันเป็นเมืองแห่งสปา!


แบบโหย ฟังดูดีมากๆ แต่ตัดภาพมาที่ความจริง คือเป็นเมืองที่มีแต่คนแก่มาเพื่อรักษาร่างกาย (หัวเราะ) เอาจริงๆ ประชากรส่วนใหญ่ที่เห็นตามท้องถนนเป็นคนแก่ซะหมดเลย ช่วงที่ยังไม่เริ่มทำงานนี่เฟิร์นนั่งรถไฟไปเมืองบอนน์ (Bonn) เมืองหลวงเก่าของเยอรมนีตะวันตกที่อยู่ห่างออกไป 30 นาทีค่อยข้างบ่อย ที่นั่นมีแต่คนหนุ่มสาวและพลุกพล่านมากกกก หลักๆ ก็เพราะมันมีมหาวิทยาลัยด้วย จึงมีคนหลากหลายเชื้อสายเลยทีเดียว ออกจากสถานีรถไฟทีนี่เฟิร์นดีใจมากๆ ฮ่าๆ ด้วยความที่เป็นคนกรุงเทพไง โหยหาความวุ่นวาย คือบาด นอยเอนอาร์มันก็สวยและสงบมากๆ นี่แหละ แต่ข้อเสียก็คือเพราะว่ามันเล็กมาก จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปเดินชอปปิง เพราะที่เมืองนี้เขามีแต่ช็อปแบบแฮนด์เมค ของแพงๆ ทั้งนั้น ดังนั้นถ้าหากว่าอยากหาที่ชอปปิงดีๆ ก็ต้องไปบอนน์เท่านั้น



มารู้จักเมืองบาด นอยเอนอาร์กัน ชื่อเมืองที่มีคำว่า “อาร์” เนี่ย มันได้มาจากชื่อแม่น้ำที่ไหลผ่านเมือง หรือก็คือแม่น้ำ “อาร์” นั่นเอง (Ahr) เมืองนี้ตั้งอยู่ในรัฐ Rhineland-Palatinate (หรือ Rhienland-Pfalz ในภาษาเยอรมัน) ซึ่งเอาจริงๆ เป็นรัฐที่เฟิร์นแทบไม่รู้จักเลย เคยมาแค่เมืองเดียวก็คือเมืองค็อกเคม (Cochem) เมืองที่เฟิร์นเคยเขียนบล็อกเล่าไว้เมื่อตอนมาเที่ยวปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เฟิร์นจะใช้เวลาอยู่ในรัฐ North Rhine-Westphalia มากกว่า (รัฐที่เมืองบอนน์ตั้งอยู่ ซึ่งเป็นรัฐเดียวกับที่โฮสเฟิร์นอยู่) แต่ภูมิประเทศของ 2 รัฐนี้จะสวยมากเพราะเป็นรัฐที่แม่น้ำไรน์ หรือแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในยุโรปไหลผ่านนั่นเอง



ส่วนโรงแรมที่เฟิร์นมาทำงานนั้นชื่อว่า Steigenberger Hotel Bad Neuenahr เรียกได้ว่าเป็นโรงแรมแบรนด์ดังมากๆ แบรนด์หนึ่งของเยอรมนี เป็นเครือที่รวมหลายโรงแรมเอาไว้ด้วยกันเลยทีเดียว และน่าจะเป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้แล้ว แต่เมืองมันเล็กมากจริงๆ แบบว่าเฟิร์นเดินเท้าไปไหนมาไหนหมดแล้ว ฮ่าๆ แบบเดินจากโรงแรมไปสถานีรถไฟ 10-15 นาทีก็ถึงแล้ว ซึ่งก็ถือว่าสะดวกมากๆ แต่มันก็ยังเล็กขนาดที่ว่าสถานีรถไฟมีแค่ 2 ชานชาลา คือได้แค่มากับไป (หัวเราะ) ไม่เหมือนเมืองดุยส์บวก (Duisburg) ที่เฟิร์นอยู่ซึ่งค่อนข้างใหญ่และมีถึง 13 ชานชาลา และนอกจากนั้นที่นี่ก็ยังไม่มีรถไฟความเร็วสูงผ่านเลย จะมีแต่รถไฟช้าๆ ที่ผ่านเฉพาะเมืองเล็กๆ เท่านั้น ถ้าจะไปเมืองใหญ่ๆ ต้องไปต่อรถไฟเอาที่เมืองอื่นสถานเดียว (ใกล้สุดก็บอนน์นี่แหละ)


ในวันแรกที่เฟิร์นมาถึงคือวันที่ 29 กันยา เป็นวันอาทิตย์ซึ่งไม่มีอะไรเปิดเลย (เป็นเรื่องปกติในเยอรมนี) ห้องที่ได้อาศัยอยู่ก็เป็นห้องเล็กๆ มีเตียง ตู้เย็นมินิบาร์ โซฟาเดี่ยวหนึ่งตัว โต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เสื้อผ้าและอ่างล้างหน้า (ห้องน้ำกับห้องอาบน้ำรวม) เตียงนี่ปูไว้เรียบร้อยแต่ฝุ่นในห้องเยอะมากกก หลังโฮสแม่มาส่งก็เลยไปเดินเล่น แวะซื้อดอกไม้มาตกแต่งห้องนิดหน่อยและต้องจัดห้องขนานหนัก


ทีนี้พอตกเย็น เฟิร์นก็ลังเลว่าจะลงไปกินมื้อเย็นข้างล่างดีมั้ยน้า (ที่โรงแรมมีอาหารให้พนักงานกินฟรีทุกมื้อ) แบบยังไม่เริ่มงาน ยังไม่รู้จักใครเลย แต่ก็เอาวะ ลงไปดีกว่า…ปรากฏว่าคิดถูกมากที่ลงไป เพราะเจอเพื่อนทันทีเลย ทั้งเพื่อนในแผนกและเพื่อนห้องข้างๆ! ก็เลยได้นั่งกินข้าวด้วยกันแล้วดั๊นนนคุยถูกคอมาก คนนึงผู้ชายชื่อคอนสแตนติน อีกคนผู้หญิงชื่อเพีย แถมทั้งสองคนยังเด็ก อายุ 17-18 เป็นเด็กที่มาฝึกงานเหมือนกัน (แล้วเขาก็คิดว่าเฟิร์นอายุ 18 ฮ่าๆๆๆๆ) ทุกวันนี้ซี้กับเพีย สาวข้างห้องมากจนไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด


เนี่ย…แล้วเฟิร์นมาคิด ถ้าเกิดไม่ได้ลงไปวันนั้นอาจไม่ได้สนิทกันแบบนี้ เพราะว่าทำงานก็เวลาไม่ตรงกัน ไม่ค่อยได้ทำด้วยกันแม้จะอยู่แผนกเดียวกัน (เริ่มต้นทำที่ Housekeeping ก่อน) มันแปลกมากๆ ที่โชคชะตาเหมือนมีวิธีเล่นตลกเสมอ เพราะงั้นเฟิร์นบอกเลยว่าต้องลองเสี่ยงดูและเปิดรับให้มากๆ จริงๆ นะของอย่างนี้ :)



นอกจากเพียแล้วก็ยังได้รู้จักกับ Azubis (อาซูบีส์หรือเด็กฝึกงาน) คนอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่จะสนิทกับคนที่อาศัยอยู่ในโรงแรมเหมือนกัน คือชั้นที่เฟิร์นอยู่เนี่ยจะเป็นชั้นผู้หญิง ส่วนชั้นบนจะเป็นชั้นของผู้ชาย แล้วเฟิร์นกับเพียก็ไปซี้กับหนุ่มๆ ชั้นบนซึ่งนิสัยดีมาก คือถือว่าโชคดีจริงๆ ที่เพื่อนร่วมงานดีสุดๆ เพราะมันทำให้งานที่ว่าหนักก็กลายเป็นเบาในทันที กลับกันมันจะแย่มากๆ ถ้าหากว่าเพื่อนร่วมงานแย่ เพราะต่อให้งานเบาแค่ไหนทุกอย่างก็จะเลวร้าย คับที่อยู่ง่ายคับใจอยู่ยากน่ะ


แล้วในอาทิตย์นั้นเอง งานเคียเมส (Kirmes) ซึ่งก็คืองานแฟร์ หรืองานวัดฝรั่งก็มาจัดที่เมืองพอดี งานนี้เป็นเทศกาลแห่งความทรงจำมาก เพราะมันเป็นงานแรกที่เฟิร์นได้ไปเที่ยวตอนมาเยอรมนีครั้งแรก และเป็นสถานที่ที่เฟิร์นเจอเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ครั้งแรกเช่นกัน ปกติเขาจะจัดกันทุกปี ในช่วงฤดูร้อน-ใบไม้ร่วงนี่แหละ คือจะเวียนไปทีละเมือง แล้วที่ดุยส์บวกน่ะจัดไปตั้งแต่ก่อนเฟิร์นมาแล้วก็เลยพลาด แต่บาด นอยเอนอาร์เพิ่งจะจัดค่ะทุกคน!





เฟิร์นชอบบรรยากาศงานแฟร์อย่างนี้มากๆ ใครอ่าน The Sun To My Day ก็จะเห็นภาพได้ง่ายขึ้นจากรูปพวกนี้เลย เฟิร์นเป็นคนออกไอเดียชวนเพื่อนๆ ไปเอง แล้วมันก็สนุกมาก (แม้จะเสียเงินไปไม่น้อยเพราะค่าเครื่องเล่นต่างๆ ก็ตาม) เขาจัดกันใหญ่โตเลยนะ มีเครื่องเล่นและซุ้มเล่นเกมมากมาย ทั้งเครื่องเล่นหวาดเสียว หรือกระทั่งรถไฟเหาะสำหรับเด็ก ชิงช้าสวรรค์สำหรับเด็ก และที่ขาดไม่ได้คือชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ที่เป็นไฮไลท์ของงาน นอกจากนั้นก็มีร้านขนมหวาน คือบรรยากาศทุกอย่างมันดีมากจริงๆ


จำคุกกี้รูปหัวใจที่เทรนต์ซื้อให้อาบิเกลได้มั้ย (หัวเราะ) มันหน้าตาแบบนี้แหละ ใหญ่ขนาดเอามาคล้องคอได้ แต่ไม่ได้มีแค่คำหวานๆ นะ คำด่าก็มี ฮ่าๆ






ทีนี้พอเวลาเล่นเกมอะไรก็แล้วแต่ จะสามารถสะสมแต้มได้เพื่อมาแลกของรางวัลในภายหลัง เขาจะมีโล่จิ๋วแบบนี้ให้ (ก็คือเล่นได้อีกหลายเกม หรือเอาคะแนนของทุกคนมารวมกันเพื่อแลกของก็ได้)

นี่เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านไปเดือนหนึ่งแล้ว มันเร็วมากๆ จนไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว เฟิร์นจะทำ Housekeeping อีกแค่อาทิตย์กว่าๆ เท่านั้น หลังจากนี้จะย้ายไปทำเซอร์วิสที่ร้านอาหารแล้ว เอาจริงๆ งานมันค่อนข้างหนัก แต่เฟิร์นก็อยากจะลองทำไปเรื่อยๆ ก่อน ที่ดีมากที่สุดก็คือพบจบวันแล้วมีเพื่อนดีมากๆ ชวนกันมาเล่นเกมกระดาน ออกไปนั่งดื่ม ดูหนังหรือเล่นอะไรกันข้างนอกตลอดเลย ชีวิตคล้ายๆ กับเด็กหอ ฮ่าๆ แล้วพอกลับมาดึกๆ เจอเพื่อนที่ยังทำงานอยู่ในครัว บางทีก็ได้ของกินเล็กๆ น้อยๆ เป็นอะไรที่ค่อนข้างสนุก


บอกเลยว่าต้องเขียนนิยายเกี่ยวกับชีวิตในโรงแรมสักเรื่องนึงแหละ :)


สำหรับบล็อกนี้ขอค้างไว้ที่ตรงนี้ก่อนแล้วกันเนอะ ไว้คราวหน้ามาเล่าใหม่ค่ะ ถ้าใครชอบอย่าลืมคอมเมนท์บอกไว้นะคะ และสามารถเป็นเมมเบอร์ของบล็อกได้ด้วยนะเออ แบบถ้ามีอะไรอัพเดตมันจะแจ้งเตือนด้วย ลองดูค่ะ


แล้วเจอกัน


เฟิร์น

xx




Instagram : fernniz.k

Twitter : fernniz

Facebook Page : fernniz