UK | A DAY TRIP FROM LONDON TO BRIGHTON - พานั่งรถไฟจากลอนดอนไปเที่ยวทะเลที่ไบรตัน



มาแล้วจ้า…หลายบล็อกผ่านไปเราก็ยังอยู่ที่อังกฤษ (ในอินเทอร์เน็ตนะ ส่วนตัวจริงๆ ยังคงไปไหนมาไหนไม่ได้อย่างเคย) ทั้งเขียนทั้งไปอังกฤษจนมีแต่คนถามว่าสรุปอยู่ประเทศอะไรกันแน่ ฮืออออ อยู่เยอรมนีนะ ฮ่าๆๆ ยังอยากเขียนเกี่ยวกับประเทศนี้อยู่แต่ก็กั๊กๆ ไว้บ้างเพราะอยากเขียนเป็นหนังสือ + อยากเอามาแต่งในนิยายด้วย หุหุ อดใจรอกันก่อนนน

อย่างไรก็ตาม วันนี้เฟิร์นจะมาแนะนำเมืองหนึ่งทางตอนใต้ของสหราชอาณาจักร ซึ่งก็คือเมืองไบรตัน (Brighton) นั่นเอง :) บอกเอาไว้ก่อนเลยว่าบล็อกนี้จะสอดแทรกความเกร็ดความรู้และประวัติศาสตร์ด้วยนะ!

หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อมาบ้างแล้ว เพราะนี่เป็นหนึ่งในเมืองขึ้นชื่อของอังกฤษเลย หลักๆ ก็เพราะเมืองนี้อยู่ติดริมทะเล เขาบอกว่าไบรตันเป็นเมืองที่มีส่วนที่เป็นทั้งเมืองใหญ่และธรรมชาติในเมืองเดียวกัน นอกจากนั้นยังมีมหาวิทยาลัย และประวัติศาสตร์น่าสนใจเพราะมีราชวังซึ่งเคยเป็นที่พำนักของจอร์จ เจ้าชายแห่งเวลส์ด้วย และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือเรื่องฟุตบอล…เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่าฟุตบอลนั้นเปรียบเสมือนศาสนาของคนอังกฤษก็ไม่ต่าง ทีมฟุตบอลของเมืองนี้เขาก็ไม่ธรรมดาเลย เพราะทีม Brighton & Hove Albion นั้นก่อตั้งมาตั้งแต่เมื่อ 118 ปีก่อน และเมื่อ 2 ปีก่อนก็กลับมาอยู่ในพรีเมียร์ลีก (ลีกฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ) ได้หลังจากที่เล่นอยู่ในลีกล่างมากว่า 34 ปีเลยทีเดียว

ว่าแต่ว่าทำไมถึงเรียกว่า Brighton & Hove ในเมื่อเมืองชื่อไบรตัน แล้ว Hove มาจากไหน…อันที่จริงแล้วทั้งไบรตันและโฮฟเนี่ยคือเมืองเดียวกันนี่แหละ แต่เมื่อก่อนเขาเคยเป็นคนละเมืองมาก่อน Hove นั้นเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยภูมิประเทศแบบฟาร์มแลนด์ ก่อนที่จะมารวมเป็นเมืองเดียวกับ Brighton ทำให้ทั้งสองเมืองนี้กลายเป็นชื่อ Brighton กับ Hove และได้สถานะ “City” (เมืองใหญ่) มา ไม่ใช่แค่ “Town” หรือเมืองเล็กๆ อีกต่อไป

ที่น่าสนใจก็คือเขามีคำพูดขำๆ กันด้วยเวลาที่ถามชาวเมืองแถวนั้นว่ามาจากไบรตันหรือเปล่า เพราะถ้ามาจากโฮฟเขาจะตอบว่า “Hove, actually.” (โฮฟต่างหากล่ะ) ประโยคนี้กลายมาเป็นประโยคฮิตเพราะเหมือนว่าชาวเมืองโฮฟก็ยังพราวด์เล็กๆ กับเมืองของตัวเอง ฮ่าๆ


การเดินทางจากไบรตันไปลอนดอนก็ง่ายมากๆ ด้วยการโดยสารรถไฟ แถมใช้เวลาเพียงแค่ประมาณชั่วโมงเดียวจากสถานี London Victoria เท่านั้น แนะนำว่าใครไปเที่ยวอังกฤษและต้องเดินทางด้วยรถไฟให้โหลดแอป Trainline ไว้ใช้ซื้อตั๋ว หลายๆ อย่างที่นั่นส่วนใหญ่เป็น Paperless/Contactless หมดเลย เราสามารถใช้ E-Ticket ในมือถือของเราสแกนผ่านไปเข้าชานชาลาได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลาซื้อตั๋วให้เปลืองกระดาษไปอีก

รถไฟลงใต้ (southbound trains) นี้จะผ่านสนามบิน Gatwick ของลอนดอนด้วยนะ คือเอาจริงๆ รู้สึกว่าจาก Gatwick ไปไบรตันนี่ยังใกล้กว่านั่งเข้ามาตัวเมืองลอนดอน ฮ่าๆ และค่าตั๋วไปไบรตันก็ไม่แพงด้วย ไป-กลับเฟิร์นจ่ายไป 17.5 ปอนด์ถ้วน ถ้าเดินทางช่วงที่ไม่ใช่เวลาเร่งด่วน (ในแอปจะเรียกว่า off-peak) จะยิ่งถูก อย่างไรก็ตามถ้าไม่เคยนั่งรถไฟของอังกฤษมาก่อนและงงๆ ว่าซื้อตั๋วออนไลน์แล้วต้องไปทางไหนเมื่อมาถึงสถานีรถไฟ Victoria (อันนี้ที่เราจะนั่งกันคือ National Railway นะ ลอนดอนมีระบบขนส่งสาธารณะเยอะมากๆ ไว้จะมาเขียนบล็อกอธิบายอีกที) ก่อนอื่นเลยก็ต้องมายืนดูบอร์ดว่ารถไฟของเราจะออกจากชานชาลาไหน

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ที่อังกฤษนี้จะไม่สามารถประกาศชานชาลาล่วงหน้าได้เหมือนที่เยอรมัน คือในเยอรมันชานชาลาจะฟิกซ์อยู่แล้ว ถ้าเดินทางประจำเราจะรู้ว่ารถไฟของเราจะผ่านชานชาลาไหน แต่ที่นี่เราต้องไปยืนออดูพร้อมๆ กัน บางทีก็ประกาศแค่ 10 นาทีก่อนรถไฟจะออก และถ้าประกาศแล้วคนที่มายืนออกับเราก็จะหายพรึ่บไปพร้อมๆ กัน เป็นภาพที่เป็นเอกลักษณ์และตลกดี

การเดินทางใช้เวลาแป๊บเดียวเท่านั้น และเมื่อมาถึงไบรตันแล้วถ้าหากเดินตรงๆ จากสถานีรถไฟออกไปประมาณ 20 นาทีจะเจอทะเลเลย แต่เดี๋ยววววว…บอกเอาไว้ก่อนว่าทะเลของไบรตันนั้นไม่ใช่ชายหาดสวยงามเหมือนบ้านเรานะ! มันไม่มีหาดทรายอ่ะพี่น้อง มันมีแต่ก้อนหินกับก้อนกรวด และขอเตือนในฐานะคนที่เคยไป 2 เมืองริมทะเลของอังกฤษมาแล้ว (ลิเวอร์พูลและไบรตัน) ถ้าไม่ใช่ฤดูร้อนมันจะหนาวววววและลมแรงมากกกกกกก คือเรียกได้ว่าหน้าชา หูชาอ่ะจ้ะพูดอย่างนี้เลย แล้วเราก็รู้กันดีว่าอังกฤษอากาศดีแค่ไหน ฮ่าๆๆๆ (หัวเราะทั้งน้ำตา) วันที่เฟิร์นไปก็แดดออกอยู่แค่ประมาณชั่วโมงเดียวเท่านั้น…เห้อม


แต่ก็ไม่ใช่ว่าอากาศไม่ดีแล้วจะทำอะไรไม่ได้นะ ถ้าเดินมาถึงชายหาดแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เห็นหอดูวิวขนาดใหญ่ (ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี ขอเรียกว่าหอแล้วกัน) ซึ่งก็คือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า The i360 (ถ้าออกเสียงตามคนอังกฤษเรียกต้องอ่านว่า “ดิ-ไอ-ธรี-ซิกซ์-ตี้” ไม่ต้องฮันเดรดอะไรทั้งนั้น) มันเป็นสถานที่ดูวิวที่สามารถชมวิวของไบรตันได้ 360 องศาตามชื่อนี่เอง


i360 นี้เนี่ยเป็นของสายการบิน British Airways ลักษณะคือจะเป็นห้องที่สามารถเดินได้เป็นวงกลมครบรอบ แล้วไอ้ห้องนี้เนี่ยมันจะค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นไปจนถึงบนสุด ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีและมีค่าเสียหาย (ค่าตั๋ว) อยู่ที่ 16 ปอนด์ (ซื้อออนไลน์ถูกกว่านะจ๊ะ) นับว่าเป็นอะไรที่คุ้มมากถ้าอากาศดีๆ เพราะเราจะเห็นวิวริมทะเลด้านหนึ่งและวิวของไบรตันอีกด้านหนึ่ง แถมที่น่าประทับใจก็คือเขาจะขอชื่อเราไปใส่ในตั๋วตอนที่ซื้อตั๋วด้วยนะ มีการตรวจกระเป๋าเหมือนจะไปขึ้นเครื่องบินจริงๆ และในห้องนั้นก็ยังมีบาร์กับบาร์เทนเดอร์ให้เราซื้อเครื่องดื่ม/ไอศกรีมมากินชมวิวกันตามใจชอบ ข้างในก็กว้างพอสมควรเลย วันที่เฟิร์นไปนั้นเป็นวันธรรมดาแถมเป็นช่วงที่โคโรน่าเริ่มระบาดแล้วก็เลยเงียบเหงาไปบ้าง ที่ขึ้นไปพร้อมกันทั้งหมดมีอยู่แค่ 6-7 คนเองมั้ง แต่ก็ถือว่าดีเพราะถ่ายรูปได้ตามใจชอบ อ้อ ด้านล่างของ i360 นี่มีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารและคาเฟ่ด้วยนะจ๊ะ!


ตอนที่เฟิร์นลงมาจาก i360 ก็เป็นช่วงบ่ายสองเห็นจะได้ อากาศดีขึ้นมาหน่อยและมีแดดออก เฟิร์นตัดสินใจเดินไปเที่ยว Royal Pavilion ต่อ หรือก็คือราชวังที่เป็นที่เคยเป็นที่พำนักของเจ้าชายจอร์จ หรือที่เขารู้จักกันในชื่อ Prince Regent (ที่ลอนดอนมีสถานีรถไฟชื่อนี้ด้วย) ก่อนที่พระองค์จะกลายมาเป็นกษัตริย์จอร์จที่สี่หลังจากที่ขึ้นครองราชย์ โดยสมัยที่ยังเป็นเจ้าชายอยู่เนี่ย พระองค์ได้ทำหน้าที่สำเร็จราชการแทนพระบิดา (กษัตริย์จอร์จที่สาม) ที่ทรงป่วยทางจิต และทำให้ช่วงเวลานั้นกลายเป็นสมัยที่เรียกกันว่า “รีเจนซี” (British Regency) และทั้ง Regent’s Park, ถนน Regent Street กับคลอง Regent’s Canal ในลอนดอนต่างก็ตั้งชื่อตามพระองค์ทั้งสิ้น

ความพิเศษของ Royal Pavilion นี้ต้องเรียกว่าเป็นความ “Exotic” (ความแปลก/โดดเด่นที่มาจากต่างแดน) ของมันเลย เพราะตั้งแต่ตัวราชวังเราก็จะเห็นจากภายนอกเลยว่าสร้างมาแบบอินเดียมากๆ โดยสถาปนิกที่ออกแบบนั้นมีชื่อว่า John Nash ซึ่งเป็นสถาปนิกที่ดีไซน์สถานที่ขึ้นชื่อต่างๆ ในลอนดอน ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง Buckingham, Marble Arch, Regent’s Street และ Regent’s Park ด้วย (สองอันหลังนี้ดีไซน์ร่วมกับคนอื่น) ถือว่าเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงมากในยุคสมัยนั้นเลยทีเดียว


นอกจากความแปลกของภายนอกแล้ว ภายในก็ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน (หมายเหตุ : เสียค่าเข้าชม 15 ปอนด์นะจ๊ะ) เพราะในราชวังนี้เขามีเครื่องเรือน เครื่องใช้ต่างๆ จากเอเชียมากมาย ดีไซน์แบบเห็นแล้วรู้เลยว่ามาจากจีนแท้ๆ ฮ่าๆ ตอนเข้าไปดูนี่ประหลาดใจอยู่เหมือนกันเพราะไม่ได้อ่านประวัติอะไรไปก่อนเลย แค่เห็นว่าข้างนอกสวยและเป็นสถานที่แนะนำให้มาเที่ยวเวลามาไบรตัน ก็เลยเอาซะหน่อย…คิดว่าสำหรับฝรั่งแล้วคงจะเป็นอะไรที่แปลกตามากๆ ที่เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ มาจากต่างแดนขนาดนี้ แต่สำหรับเราคนเอเชีย…เดินไปเดินมานี่นึกว่าอยู่บ้านอ่ะเอาจริง ฮ่าๆๆๆ


ใครไปไบรตันแวะไปเที่ยวได้นะคะ ข้างในเปิดให้ชมเกือบทุกห้องเลย และชั้นบนก็มีห้อง Tea Room ให้ดื่มชากันด้วย (อันนี้เฟิร์นไม่ได้เข้าไปนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าราคาประมาณเท่าไหร่) จริงๆ แล้ว Pavilion นี้ไม่ได้ใหญ่มากแต่ถ้าอยากจะเดินอ่านประวัติอย่างละเอียดก็คงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว

หลังจากออกจาก Royal Pavilion แล้วเฟิร์นก็กลับไปที่ริมทะเลเพื่อไปเที่ยวท่าเรือ…สารภาพก่อนว่าสาเหตุที่อยากมาไบรตันนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะติดตามยูทูบเบอร์ชาวอังกฤษหลายคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ ยิ่งเห็นก็เลยยิ่งอยากมามากๆ (ทั้ง Zoe Sugg, Alfie Deyes, Naomi Smart และรวมไปถึงยูทูบเบอร์ที่มียอดผู้ติดตามเยอะที่สุดในโลกอย่าง Pewdiepie ต่างก็อาศัยอยู่ที่เมืองนี้กันหมดเลย) เพราะเคยเห็นภาพเมืองนี้ผ่าน Vlog มาก่อน และสิ่งหนึ่งที่ถูกเมนชั่นถึงบ่อยๆ ก็คือ Brighton Palace Pier หรือท่าเรือนี่เอง


ก็ถ้าเป็นฤดูร้อน เฟิร์นก็คิดว่าที่นี่คงจะคึกคักมากๆ แบบพอนึกภาพออกเลยว่าจะต้องเหมือนในหนังฝรั่งที่มีพวกวัยรุ่นพากันมาเที่ยว เพราะที่ท่าเรือนี้มีพวกซุ้มขายของ ขายโดนัท ขนมหวาน สายไหม ไอศกรีม เครป (ให้นึกฟีลแบบงานวัดฝรั่ง) และซุ้มต่างๆ พวกนี้ก็ตั้งยาวเป็นแนวไปจนถึงด้านใน และข้างในท่าเรือมีอะไรน่ะเหรอ…มันคือเกมเซ็นเตอร์ที่รวมเครื่องเล่นเอาไว้ทุกอย่างเลย (เขาห้ามถ่ายรูปเลยไม่มีรูปมาลง) ทั้งตู้คีบตุ๊กตา ตู้สล็อต ตู้เกมต่างๆ นานา ข้างในมีหมด และส่วนข้างนอกข้างๆ กันนั้นยังมีเครื่องเล่นอีกมากมาย และยังไม่หมดเท่านี้นะ เพราะเขาแบ่งเป็นสองอาคาร อีกอาคารนึงด้านในก็เป็นเกมเซ็นเตอร์เช่นกัน แถมราคาถูกกว่าอาคารแรกด้วยยยยยย คอนเฟิร์มเพราะไปเล่นมาแล้ว ฮ่าๆๆ


เอาง่ายๆ ว่าท่าเรือนี้คือดินแดน Arcade สำหรับคนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะ แถมยังมีร้านอาหารแบบเป็นเรื่องเป็นราวที่ไม่ใช่ซุ้มขายของจุบจิบด้วยนะ แบบโหยยยย นึกภาพตอนช่วงซัมเมอร์คงจะให้ฟีลอีกแบบนึงเลย เพราะตอนเฟิร์นไปนี่ลมแรง เงียบเหงาและหนาวมาก แต่ถึงขนาดนั้นก็ยังชอบเลยนะ นึกถึงนิยายเซ็ท Same Old Love ที่ตัวละครมาจากไบรตันและพูดถึงชีวิตสมัยเด็กที่เคยมาเล่นเกมกันที่นี่ เฟิร์นชอบอะไรแบบนี้…คิดว่าไบรตันน่าจะเป็นเมืองที่ดีแก่การเติบโตขึ้นมากๆ เลย เพราะที่นี่เป็นเมืองใหญ่ก็จริง แต่ก็ยังเป็นเมืองที่ดูมีเรื่องราวและอบอุ่นแบบที่จะสร้างความทรงจำวัยเด็กดีๆ กับเพื่อนฝูงได้…และเอาจริงๆ นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่เหล่ายูทูบเบอร์ดังๆ ทั้งหลายเลือกใช้ชิวิตที่นี่ก็ได้นะ ไบรตันน่ะเป็นเมืองที่เจริญ แต่ก็ไม่พลุกพล่านจนวุ่นวายสุดๆ อย่างลอนดอน อีกอย่างก็อยู่ห่างจากลอนดอนเพียงแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นเอง

เฟิร์นไม่ได้ไปไหนต่อมากหลังจากที่ออกจากที่ท่าเรือ หลักๆ ก็คือหนาว จริงๆ อยากเดินเที่ยวในเมืองแต่ทั้งหนาวและลมแรงเลยระเห็จไปหาอะไรกินและไปเดิน Boots เล่น (ใช่จ้ะ Boots บ้านเรามาจากอังกฤษเด้อ แต่ที่นี่เขาไม่ธรรมดา เป็นประหนึ่ง Sephora บ้านเราเพราะรวมหลายแบรนด์เข้ามาไว้ด้วยกัน แถมบางสาขามีตั้งหลายชั้นเลยทีเดียวนา) พอตอนช่วงหัวค่ำก็นักรถไฟกลับลอนดอนแล้ว


ถือว่าเป็นทริปสั้นๆ ที่คุ้มค่าและให้ประสบการณ์ดีๆ เลยนะสำหรับเฟิร์น ถ้ามีโอกาสก็จะกลับไปอีกแน่นอน เฟิร์นมีลิสต์หลายเมืองที่อยากจะไปในอังกฤษและก็ได้แต่หวังว่าจะได้กลับมาเดินทางอีกเร็วๆ…เพราะตอนนี้สถานการณ์ที่เยอรมนีดีขึ้นมากๆ แม้ตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อจะดูเหมือนสูงมาก (เกิน 150,000 คนไปอีก) แต่ยอดรักษาหายก็เกิน 80% ไปแล้ว ทำให้ตอนนี้เหลือเคสจริงๆ เพียงไม่เท่าไหร่ ยอดผู้ติดเชื้อต่อวันก็เพิ่มน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้นอัตราการตายก็ยังคงต่ำเหมือนเคย…ในขณะที่อังกฤษตอนนี้ยังคงไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นและยอดผู้เสียชีวิตก็ทะลุเกินอิตาลีไปแล้วเรียบร้อย

ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานการณ์ของประเทศต่างๆ จะดีขึ้นเมื่อไหร่ และเราก็คงจะต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตอีกเยอะหลังจากนี้ มันอาจจะต้องใช้เวลาแต่ก็อยากให้ทุกคนคิดบวกเอาไว้นะ สักวันเราจะต้องได้ไปเยือนสถานที่สวยงามเหล่านี้อีกแน่นอน และเฟิร์นก็จะคอยให้แรงบันดาลใจให้อยากไปกันอย่างนี้ไปอีกนาน ฮี่ๆ

สำหรับบล็อกนี้ขอฝากเอาไว้เท่านี้ก่อนแล้วกัน ยังมีอีก 2 เมืองที่อยากจะมาเล่าถึง ซึ่งก็คือ “ลิเวอร์พูล” (Liverpool) และ “ยอร์ก” (York) และสัญญาว่าจะมาเขียนถึงแน่นอน เตรียมตัวรออ่านได้เลยยยยยย

แล้วเจอกันค่ะ!

FernniZ

xx

Instagram : fernniz.k

Twitter : fernniz

Facebook Page : fernniz