Why You Should Travel Alone Once (or More) in Your Life - ทำไมจึงควรไปเที่ยวคนเดียวสักครั้งในชีวิต


It’s been a while since I really wrote an article in English.


I mean I use English (and German) basically everyday that my Thai has actually worsened a bit (I assure you it does happen when you spend a long time broad.) But yeah, I remember the time when I used to write my blog completely in English and I kinda want to get back into doing that again. This way my foreign friends, which I have loads, can also read the blog.

Although I should probably mention that my English might be a tiny bit confusing coz I speak too many languages and sometimes I just end up feeling like I’m not good at any languages at all. LOL. So please, bare with me!

ไม่ได้เขียนบล็อกเป็นภาษาอังกฤษมานานมากแล้ว


เอาจริงๆ ก็คือใช้ภาษาอังกฤษทุกวันจนภาษาไทยห่วยไปแล้วเรียบร้อย (ไม่ได้เป็นเด็กนอกลืมตัวเด้อ แต่พอไม่ได้พูดไทยกับใครเลยเวลามาอยู่ต่างประเทศนานๆ มันแย่ลงจริงๆ บางทีก็นึกคำหรือสำนวนไม่ออก กรรมมาก ฮ่าๆๆ) แต่เมื่อก่อนก็เคยเขียนบล็อกเป็นอังกฤษล้วนๆ และก็เลยอยากจะกลับไปทำอีก เพราะว่าเฟิร์นมีเพื่อนต่างชาติค่อนข้างเยอะ แล้วพวกเขาก็จะได้อ่านด้วยได้นั่นเองงง

อย่างไรก็ตาม ภาษาอังกฤษของเฟิร์นอาจจะเพี้ยนๆ ไปบ้างเล็กน้อย (หัวเราะ) เพราะว่าพูดหลายภาษาจนมึน บางครั้งก็รู้สึกเหมือนตัวเองไม่พูดสักภาษา ฮ่าๆๆ ยังไงก็ทนหน่อยแล้วกัน ใครอยากเรียนภาษาอังกฤษก็จัดไป เพราะนี่เขียนเป็นอังกฤษก่อนแล้วมาแปลเป็นไทยเรียงตามประโยคเลย


Without further ado, let’s get into business, shall we? Writing this, I’m on the verge of losing my shit because of the craziness the bloody pandemic that has brought us so far. It has absolutely been ruining everything, not just trips but also lives of those who have lost their jobs, the world economy and so on.

Not gonna lie, I have travelled a bit (very cautiously) because living in Europe, we are now allowed to travel within the EU. And, I, myself, have started travelling alone for quite some time now. The most recent one was my spontaneous 2-night-and-2-day trip to Vienna on the 26-28th of July. (Yes, there is a blog coming.)

Surprisingly, people still ask if I’m not lonely travelling alone while I was perfectly happy by myself, so I thought why don’t I share with you the reasons why you should also do it at least ONCE (or better yet, more!) in your life.

อารัมภบทมามากแล้ว เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า…ระหว่างที่เขียนบล็อกนี้เฟิร์นก็กำลังจะหมดความอดทนกับความบ้าบอคอแตกของการระบาดครั้งใหญ่ของโควิดเหลือเกินนน เพราะหลายเดือนที่ผ่านมาไอ้เจ้าโควิดตัวร้ายนั้นได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทริปต่างๆ นาๆ และชีวิตของผู้คนที่ต้องสูญเสียงานทั้งหลาย รวมไปถึงเศรษฐกิจโลกและอื่นๆ อีก

เอาตามตรง ที่ผ่านมาเฟิร์นก็ไปเที่ยวอยู่บ้าง (อย่างระมัดระวังตัวที่สุดในใต้หล้า) เพราะว่าเฟิร์นอาศัยอยู่ในยุโรป และเราสามารถเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปได้ และเฟิร์นเองเนี่ยก็เดินทางเที่ยวคนเดียวมานักต่อนักแล้ว ครั้งล่าสุดก็คือจองตั๋วไปเวียนนา 2 วัน 2 คืนแบบปุบปับ จองปุ๊บไปปั๊บเมื่อวันที่ 26-28 ก.ค.ที่ผ่านมา (เดี๋ยวจะมีบล็อกตามมาจ้า)

แต่ก็ยังงงงงง มีคนถามอยู่เรื่อยว่าไปเที่ยวคนเดียวไม่เหงาเหรอ ทั้งๆ ที่ไอ้เรานั้นแสนจะสุขสบายเพราะได้เที่ยวคนเดียวนี่แหละ ดังนั้นวันนี้ก็เลยอยากจะมาแชร์เหตุผลว่าไอ้การเที่ยวคนเดียวเนี่ยมันดียังไง แล้วทำไมคุณถึงควรจะทำสักครั้ง (หรือหลายๆ ครั้ง!) ในชีวิต


1. You don’t have to wait for anyone/anything

เพราะว่าเที่ยวคนเดียวไม่ต้องรอใคร/อะไรทั้งสิ้น

This is the main reason why I love travelling alone so much. You don’t have to WAIT and I’m sure 99% of you would agree that you hate waiting too. You’d be surprised how much time we spend waiting for something every single day and it could be as little as waiting for a bus or a friend to arrive but yes, you frigging wait.

Travelling alone gives you the freedom to take your time on doing whatever you like as long as you like it and for those who love photography like me, sometimes (or most of the times) you just want to stay in a certain place for a long while just to wait for the perfect moment and this might frustrates/bores those who are not into photography and might wanna move on to somewhere else.

I also learnt that you can be really good friends with someone but cannot live or travel with them if you don’t have the same lifestyle or are not into the same things. You could end up fighting or hate each other for the rest of your lives lol. This is because travelling (or living) with someone require a tremendous amount of decision making and whilst it’s okay that you don’t have to agree on everything and don’t necessarily have to visit everywhere together all the time, you could still spoil the trip and your whole relationship along with it… It’s like they said you know, if you want to know if your relationship is going to work or not, go on a trip with your partner and you’ll see.

…or just go on a trip alone sometimes!

Side note: this doesn’t mean that travelling solo does not have disadvantages because obviously everything does!

นี่คือเหตุผลหลักที่เฟิร์นรักการเดินทางคนเดียวเลย เพราะว่าเราไม่ต้องรออะไรเลยยย แล้วเฟิร์นก็แน่ใจว่า 99% ทุกคนจะเห็นด้วยว่าคุณเกลียดการรอคอยเช่นกัน เอาจริงๆ ทุกคนจะแปลกใจเลยล่ะว่าวันวันหนึ่งเนี่ยเราหมดเวลากับการรอคอยอะไรไปมากแค่ไหน และมันอาจจะเป็นอะไรที่เล็กน้อยมากๆ อย่างรอรถเมล์ (ที่ไม่มีวันมาที่ไทย) หรือรอเพื่อนที่นัดไว้อะไรแบบนี้ แต่สรุปก็คือ ต้องรออ่ะจ้ะ

การเดินทางคนเดียวเนี่ย มันให้อิสระเราเต็มที่ในการที่จะทำอะไรก็ตามแต่เราจะชอบ แถมทำได้นานเท่าที่ต้องการ และสำหรับคนที่รักการถ่ายภาพอย่างเฟิร์น บางครั้ง (หรือส่วนใหญ่) เราก็อยากจะอยู่ที่ที่หนึ่งเป็นเวลานานเพราะต้องรอจังหวะที่เราต้องการจะถ่าย แต่คนที่มาด้วยก็อาจจะเซ็งหรือเบื่อได้ถ้าหากว่าเขาไม่อินกับเราด้วย เพราะว่าเขาอาจจะอยากไปที่อื่นก็ได้จริงมั้ย

อีกอย่างเฟิร์นก็เรียนรู้มาแล้วว่า เราสามารถสนิทกับใครคนหนึ่งได้ แต่ไม่สามารถอาศัยอยู่กับเขาหรือเดินทางด้วยกันได้ถ้าหากไม่ได้มีไลฟ์สไตล์เดียวกันหรือไม่ได้ชอบอะไรเหมือนๆ กัน เพราะอาจจะลงเอยด้วยการทะเลาะกันแล้วพาลเกลียดกันไปตลอดชีวิตเลยก็ได้ หลักๆ ก็เพราะการที่เราจะเที่ยว (หรืออาศัยอยู่) กับใครสักคนเนี่ย มันต้องมีการตัดสินใจหลายๆ อย่างเข้ามาเอี่ยว และต่อให้เราจะเห็นต่างกันได้บ้างไม่เป็นไร แต่เราก็อาจจะพาลไปทำให้ทริปกร่อยและพังความสัมพันธ์ไปพร้อมๆ กัน…เพราะมันก็อย่างที่เขาว่า ถ้าอยากรู้ว่าจะคบกับแฟนรอดมั้ย ให้ไปเที่ยวด้วยกันแล้วจะรู้

…หรือไม่ก็ต้องไปเที่ยวคนเดียวซะบ้างนะ ฮี่ๆ

หมายเหตุ: นี่ไม่ได้แปลว่าการเที่ยวคนเดียวจะไม่ได้มีข้อเสียเลยนะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างก็ล้วนแล้วแต่มีข้อเสียกันทั้งสิ้น


2. You are free to do whatever the hell you like

เที่ยวคนเดียวจะทำอะไรก็ได้ โตแล้วววว

This is like when you cannot wait to move out of your parents’ house so that you can enjoy your privacy and freedom to do whatever you like. Sometimes it’s just going home as late as you want to (or not going home at all) or leaving dirty clothes on the floor without being judged and so on. The same goes for travelling. Some people like to wake up early so that they can get most of the day, whereas some might wanna chill and wake up without setting an alarm and stay out till late in the evening, or some might enjoy visiting museums, whilst his travel companion find them boring. These problems go straight away if you are on your own.

I tend to spend a lot of time in a museum and by ‘a lot’ I literally mean 6 hours like I did when visiting the British Museum and V&A Museum in London and I still think you need more than a day there to really learn about everything at those incredible museums!

Of course, if you are travelling with someone, you can just choose a day (or more) where you both visit different places for a few hours and then meet up again for a dinner whatsoever. Sound perfect, eh?

อารมณ์มันก็เหมือนกับตอนที่เราอดใจรอไม่ไหวที่จะได้ย้ายไปอยู่คนเดียวนั่นแหละ เราสามารถเอ็นจอยกับความเป็นส่วนตัวและอิสรภาพในการที่จะทำอะไรก็ได้ได้อย่างสบายใจ บางครั้งอาจจะเป็นแค่การกลับบ้านดึกเท่าไหร่ก็ได้ (หรือไม่กลับบ้านเลย) หรือทิ้งเสื้อผ้าสกปรกไว้ตามพื้นโดยไม่มีใครบ่นและอื่นๆ…เหตุผลเดียวกันนี้ก็ใช้กับการเดินทางได้เช่นกัน คนบางคนชอบตื่นตั้งแต่ไก่โห่เวลาไปเที่ยวเพราะอยากจะไปหลายๆ ที่ ในขณะที่บางคนอาจจะอยากชิล ตื่นโดยไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกและเที่ยวจนดึกดื่น หรือบางคนก็อาจจะชอบไปพิพิธภัณฑ์ ในขณะที่คนที่ไปด้วยคิดว่าพิพิธภัณฑ์เป็นอะไรที่น่าเบื่อ…แต่ปัญหานี้จะหมดไปทันทีเมื่อเราไปเที่ยวคนเดียว

เฟิร์นมักจะใช้เวลาในพิพิธภัณฑ์นานกว่าที่อื่น และไอ้ ‘นาน’ ที่ว่าเนี่ย คือหมายถึง 6 ชั่วโมงอย่างตอนไปเที่ยว British Museum กับพิพิธภัณฑ์ V&A ที่ลอนดอน แต่เอาจริงๆ เฟิร์นคิดว่าวันเดียวมันไม่พอที่จะเรียนรู้ทุกอย่างในพิพิธภัณฑ์ดีๆ ทั้งหลายในลอนดอนเลย

แน่นอน ถ้าหากว่าเราไปเที่ยวกับหลายๆ คน เราก็อาจจะเลือกแยกกันไปบ้างสักวัน (หรือหลายวัน) จะได้ไปที่ที่แต่ละคนอยากไปสักสาม-สี่ชั่วโมงแล้วค่อยกลับมากินข้าวเย็นด้วยกัน อะไรแบบนี้ไง



3. You’ll learn more about yourself

เที่ยวคนเดียวแล้วรู้จักตัวเองดีขึ้นนะ

The first time I travelled all by myself was back in 2015, when uni and basically, life, was pretty stressful. I had just gotten out of a relationship and my anxiety level was through the roof. Was I scared? Yes. And I wasn’t even in my own country. I was back in Germany, my second home country, visiting my host family whom I stayed with during the exchange year in 2011-2012 and became my second family. By that time my host sister was studying in Leipzig in the east part of the Germany and so off I went, taking the train to see her, then from Leipzig to Dresden for a day and THEN from Dresden straight out of the country to Prague, Czech Republic for three days.

To be honest, I’m not type of the person who would plan everything before going on a trip, more of a spontaneous one. And there I was, checking in to a hostel in a country I did not know and a city I had very little knowledge of. But that is when the best part began.

ครั้งแรกที่เฟิร์นเดินทางคนเดียวคือเมื่อปี 2015 ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งเรื่องมหาวิทยาลัยและชีวิตส่วนตัวค่อนข้างย่ำแย่ เพิ่งเลิกกับแฟนแถมเลเวลโรค Anxiety (วิตกกังวล) ก็คือพุ่งทะลุเพดานไปเลย ถามว่ากลัวมั้ย เอาจริงๆ ก็กลัว แถมไม่ได้เที่ยวในประเทศไทยด้วยนะ แต่กลับมาเยอรมนีแทน…ประเทศบ้านที่สอง มาเยี่ยมโฮสแฟมิลีที่เคยมาแลกเปลี่ยนด้วยเมื่อปี 2011-2012 (เป็นครอบครัวที่กลายเป็นครอบครัวที่สองไปด้วยเลย) ตอนนั้นโฮสซิสของเฟิร์นนางไปเรียนอยู่ที่เมืองไลป์ซิก ที่ฝั่งตะวันออกของประเทศ อีนี่ก็ไปเลยจ้า นั่งรถไฟไปหาโฮสซิส จากไลป์ซิกก็นั่งต่อไปเที่ยวเมืองเดรสเดน แล้วจากเดรสเดนก็ออกนอกประเทศไปถึงปราก เมืองหลวงของเชก รีพับลิกสามวันเลยจ้า

บอกตามตรงว่าเฟิร์นไม่ใช่คนที่ชอบวางแผนก่อนจะเดินทาง ส่วนใหญ่จะจองแล้วบินแบบนั้นมากกว่า แต่ตอนนั้นก็คืออยากจะไปอ่ะ ก็ไปเลย เช็กอินโฮสเทลในประเทศที่ไม่รู้จัก ในเมืองที่แทบจะไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับที่นั่นเลย แต่พาร์ทที่ดีที่สุดก็เริ่มต้นขึ้นที่ตรงนี้แหละ


When you are alone and have all the time in the world just to yourself, you’ll start to reflect on all of the things in life for some reason. I would sit by the river, watching the sunset and listening to music for hours. I literally mean just sitting there, not playing with my phone, just taking it all in and enjoying every minute of it. I remembered looking around and saw a couple gently hold each other’s faces and looked as if they had been parted for so long and now were over the moon to meet again. It’s mad and felt surreal like I was in a film. I think I have never seen anything like that before in my entire life. The beauty of it all calmed me down. After the trip, the panic attacks I used to have were gone. I felt happy and inspired like I had never felt in forever and can’t really explain why.

เวลาที่เราเดินทางคนเดียวและมีเวลาเหลือเฟือให้ตัวเอง เรามักจะเริ่มมองย้อนกลับไปถึงสิ่งต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม ตอนนั้นเฟิร์นมักจะเดินไปนั่งริมแม่น้ำ รอดูพระอาทิตย์ตกดินและฟังเพลงไปด้วยเป็นชั่วโมงๆ และเฟิร์นหมายถึงว่าแค่นั่งอยู่ตรงๆ ไม่ได้เล่นมือถือ แค่ดื่มด่ำกับบรรยากาศและสัมผัสช่วงเวลานั้นอย่างแท้จริง จำได้ว่าตอนนั้นมองไปรอบกายและเห็นคู่รักกำลังประคองใบหน้าของกันและกัน สบตากันเหมือนไม่ได้เจอกันมานานมากและมีความสุขเหลือเกินที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง คือสุดมาก เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังก็ไม่ต่าง เกิดมาไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อนเลย ความสวยงามทั้งหมดนั้นทำให้เฟิร์นสงบมาก และหลังจากทริปนั้นอาการแพนิคที่มากับโรควิตกกังวลก็หายไปเลย เฟิร์นมีความสุขแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และเอาจริงๆ ก็อธิบายไม่ค่อยได้ว่าทำไม



4. You meet new people along the way

ไปเที่ยวคนเดียวแต่ได้เพื่อนใหม่

Do I wish I had someone with me whilst travelling sometimes? Yes, I do, especially when I want to have some nice photos of me and had to ask strangers to take them lol. A friend once told me he would never travel alone because he wouldn’t want to go eat alone in a restaurant, but I actually don’t mind at all. And here’s the thing: you’ll meet new people along the way and most of the time these are the coolest kind of people who have adventurous souls and fun personalities.

But then again, it depends on how open you are. If you are quite private and wouldn’t make a small talk with a stranger, then you are not likely to find new friends during your trip (not that there is anything wrong with that – this is completely your choice.) but I like to go with the flow and love learning cultures and meeting new people.

In fact, I became friends with a guy living in the Airbnb house I was staying in during my last trip to the London in March and even went to a museum and cooked together in the evening. We still keep in touch until now, as well as many people I met in my previous trips or at concerts I went to. I actually find these people one of the highlights of the trips and had I not met them, those trips would have been totally different.

ถ้าถามว่าเคยหวังมั้ยว่าจะมีคนอื่นอยู่ข้างกายเวลาไปเที่ยว เอาจริงๆ เคยนะ โดยเฉพาะเวลาที่อยากมีรูปไปลงกับเขาบ้างแต่ต้องคอยขอให้คนแปลกหน้าถ่ายอยู่เรื่อย ฮ่าๆ มีเพื่อนเคยบอกว่าจะไม่ไปเที่ยวคนเดียวเพราะไม่อยากไปนั่งกินอะไรคนเดียวในร้านอาหาร แต่เอาจริงๆ เฟิร์นไม่ซีเรียสเรื่องนั้นเลย และอีกอย่าง เรามักจะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ เสมอเวลาไปเที่ยว และหลายๆ ครั้งคนกลุ่มนี้ก็มักจะเป็นกลุ่มคนที่คูลๆ รักการผจญภัย และมีบุคลิกสนุกสนาน

แต่ก็อีกนั่นแหละ มันขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นคนยังไงด้วย เพราะถ้าหากเราเป็นคนเงียบๆ และไม่ชอบคุยสมอล์ทอล์กอะไรกับคนแปลกหน้า เราก็อาจจะไม่ได้รู้จักใครใหม่ตอนเที่ยวเท่าไหร่ (ไม่ใช่เรื่องผิดนะ เป็นทางเลือกของเราเองล้วนๆ) แต่เฟิร์นชอบไปเรื่อยๆ และชอบที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมและรู้จักผู้คนใหม่ๆ ไง

จะเล่าว่านี่กลายไปเป็นเพื่อนกับโฮสบ้าน Airbnb ที่เคยไปอยู่ตอนไปเที่ยวลอนดอนเมื่อเดือนมีนาที่ผ่านมา แถมไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ด้วยกันและทำอาหารเย็นกินกันอีกต่างหาก ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ เหมือนพวกเพื่อนๆ ที่รู้จักตามคนเสิร์ตต่างๆ ที่เคยไป เฟิร์นว่าคนกลุ่มนี้บางทีก็เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของทริปเลย เพราะถ้าไม่ได้เจอพวกเขา ทริปเราอาจจะเป็นอีกแบบไปเลยก็ได้


5. It’s good for your soul

เที่ยวคนเดียวนั้นดีต่อใจ

You might have heard someone say that there are two types of travellers: those who travel to see and those who travel not to see. You either run towards or run away from something and this could not be more true.

So why do people travel, let’s say, when they’re heartbroken? Because yes, time heals but travel also helps. You just gotta leave, get outta that same old lifestyle and comfort zone of yours to grow and get better and maybe start fresh when you come back (or not coming back at all). Travelling is just great for your mind and I cannot recommend it enough.

อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วที่เขาว่ากันว่า มีนักเดินทางอยู่สองแบบ…คนที่ไปเพื่อที่จะได้เห็น กับคนที่ไปเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเห็น เพราะเราต่างก็วิ่งเข้าหาบางสิ่งบางอย่าง หรือไม่ก็วิ่งหนีอะไรบางอย่างกันทั้งนั้น และมันก็จริงแสนจะจริง

ทำไมคนเราถึงออกเดินทางตอนที่อกหักล่ะ? เพราะว่าเวลาน่ะรักษาแผลใจก็จริง แต่การเดินทางก็ช่วยนะ เราแค่ต้องออกไป เดินออกจากวงกลมชีวิตเดิมๆ กับคอมฟอร์ทโซนของเราเพื่อที่จะได้เติบโตขึ้น ดีขึ้น และอาจจะได้เริ่มต้นใหม่ตอนที่กลับมา (หรือไม่กลับมาอีกเลย) การเดินทางนั้นดีต่อจิตใจของคนเราและเฟิร์นก็แนะนำมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว



I know some friends who haven’t been on an aeroplane or haven’t go anywhere really faraway from home and seriously, it makes me wonder how do they live like that. Not that it’s bad thing, no, but when you go out there you will see that there’s so much more to life and so so much to see that you cannot spend the rest of your life seeing it all.

Like I said, my panic attacks were completely gone for quite a long time after I started travelling alone. I was happy on my own and it’s the best thing that I have ever felt.

Yes, it could be scary to travel alone in a place or country you have never been to before, especially when you’re a solo female traveller but I have never been lost, nor have I ever felt like I was in a dangerous situation or anything. You don’t have to plan everything on your trip but I recommend you do some research beforehand and above all, just be aware all the time and you should be fine. Google map helps a lot because it basically tells you which bus/train you have to get on, including where and when to get on or change the station.

Can things go south? Yes, they can but hey, at least you will have some stories to tell your family and friends about and will definitely laugh about it later so my advice is: just fucking go.

เฟิร์นรู้จักเพื่อนบางคนที่ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน และไม่เคยไปไหนไกลจากบ้านเลย แบบเอาจริงๆ นะ บางครั้งก็สงสัยว่าใช้ชีวิตกันแบบนี้ได้ยังไง คือไม่ใช่ว่ามันเป็นสิ่งที่แย่ แต่ถ้าหากเราออกไปไหนไกลๆ ซะบ้าง เราจะเห็นว่าชีวิตนี้มันมีอะไรให้ดู ให้ค้นหาอีกเยอะมากๆ จนไม่อาจใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อที่จะให้เห็นทั้งหมดได้ด้วยซ้ำ

อย่างที่บอกว่าอาการแพนิคของเฟิร์นหายไปพักใหญ่ๆ เลยหลังจากที่เริ่มเที่ยวคนเดียว เฟิร์นมีความสุขด้วยตัวเองและมันก็เป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดที่เคยได้สัมผัสมาเลย

แน่นอนว่าการเที่ยวคนเดียวอาจจะดูน่ากลัวอยู่บ้างเวลาที่ไปในที่/หรือประเทศที่ไม่เคยไปมาก่อน ยิ่งโดยเฉพาะถ้าเป็นผู้หญิงด้วยแล้วนะ แต่เฟิร์นเองก็ไม่เคยหลงทาง หรือรู้สึกเหมือนตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายมาก่อนเลย คือเราไม่ได้แพลนทุกอย่างในทริป แต่ก็อยากให้ลองค้นหา อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ เอาไว้คร่าวๆ และเหนือสิ่งอื่นใดก็ต้องระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เท่านี้ก็น่าจะโอเคแล้ว อีกอย่างเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีไปไกลมาก และ Google Maps ก็ช่วยได้เยอะจริงๆ เพราะแอปนี้จะบอกหมดเลยไม่ว่าจะต้องขึ้นบัส/รถไฟสายไหน ขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ เปลี่ยนสถานีที่ไหนอีก

ถามว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้มั้ย แน่นอนว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ แต่อย่างน้อยเราก็จะมีเรื่องราวกลับไปเล่าให้ที่บ้านกับเพื่อนฟัง และรับรองว่าจะสามารถนึกย้อนกลับมาแล้วหัวเราะได้แน่ๆ เพราะงั้นถ้าถามเฟิร์นล่ะก็…ไปโลดเลยจ้า

xx

Fern



Instagram : fernniz.k

Twitter : fernniz

Facebook Page : fernniz