รีวิวอัลบั้ม Folklore สุดอินดี้ของ Taylor Swift + แปลเพลง exile ft. Bon Iver ที่แสนเศร้าและลึกซึ้ง



"นี่ไม่ใช่อัลบั้มที่น่าเบื่อ แต่เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ Taylor Swift"

บล็อกนี้จะมาแปลกกว่าบล็อกอื่นๆ หน่อย เพราะอัลบั้มใหม่ของ Taylor Swift เพิ่งจะถูกปล่อยออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเมื่อวานและเฟิร์นไม่สามารถเอาเพลงเพลงหนึ่งออกจากหัวได้เลย…ดังนั้นเราจะมารีวิวอัลบั้ม และแปลเพลงที่เฟิร์นชอบที่สุดในอัลบั้มนี้ ซึ่งก็คือเพลง Exile กัน โดยที่เราจะแปลแบบลึกซึ้ง แบบแปลอังกฤษเป็นอังกฤษก่อน แล้วถึงจะแปลเป็นไทยได้อีกรอบ

เกริ่นก่อนว่า Taylor นั้นปกติแล้วมักจะให้คำใบ้กับเหล่าสวิฟตี้เสมอเวลาจะปล่อยเพลงหรือเอ็มวีอะไร แต่อัลบั้มนี้มาแบบต้องเรียกว่า out of the blue (มาแบบไม่บอกไม่กล่าว ไม่รู้ทิศรู้ทางเลย) อยู่ๆ ก็ตู้ม! เที่ยงคืนนี้ปล่อยอัลบั้มนะจ๊ะ และก็มาทีเดียว 16 เพลงไปเลย (ราคา iTunes ถูกมาก แค่ 149 บาทเท่านั้น)



Folklore นี้ดูจะชื่ออัลบั้มก็รู้แล้วว่าไม่ใช่แนว Pop เหมือนสามอัลบั้มหลังที่เทย์เคยทำแน่ๆ ดังนั้นใครที่เป็นสายป็อปมาฟังแนวสไตล์นี้อาจจะไม่ชอบ (หน้าปกอัลบั้มเขาขึ้นไว้เลยว่าเป็น Alternative) เพราะค่อนข้างเป็นแนวที่ไม่ใช่แนวตลาด ออกจะเป็นอินดี้ไปเลย ซึ่งไม่ใช่แนวที่เธอเคยทำมาก่อน และก็บอกเลยว่าสื่อต่างประเทศเขาให้คะแนนเอาไว้ดีมากๆ The Guardian ถึงกับให้ 5 ดาวเลย

เฟิร์นเห็นแฟนไทยหลายคนผิดหวังและบอกว่าค่อนข้างน่าเบื่อ อันที่จริงฟังตะวันตกเขากล่าวกันเลยนะว่านี่คือ ‘Masterpiece’ ของเทย์เลอร์ และศิลปินต่างชาติหลายคนก็ชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันเลย…ในความคิดของเฟิร์น อัลบั้มนี้แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของเทย์เลอร์ที่ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ ในชีวิตอีกขั้นเลยทีเดียว เนื้อหาเพลงทั้งสวยงามและเรียลมากๆ

นี่คืออัลบั้มที่สร้างมาสำหรับคนที่รักความสวยงามของเนื้อเพลงโดยเฉพาะ และบางประโยคอาจจะอ่านแล้วไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรในทีแรก แต่ถ้าอ่านเนื้อเพลงตอนที่ฟังไปด้วยหรือตีความออกมาแล้วจะต้องอุทานว่า ‘โอ้โห’ เลยทีเดียว

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Taylor Swift คือนักแต่งเพลงที่ใช้ถ้อยคำต่างๆ เก่งมากจริงๆ และเป็นแบบนี้หลายเพลงมากแล้ว อย่างในเพลง The 1 เพลงแรกของอัลบั้มมีท่อนนึงที่กล่าวว่า ‘If my wishes came true, it would have been you.’ (ถ้าความปรารถนาของฉันเป็นจริง มันก็คงจะเป็นคุณนี่เอง) โหหหห แบบทำไมใช้คำเก่งอย่างนี้


ส่วนตัวเฟิร์นเห็นด้วยกับสื่อต่างประเทศมากว่าอัลบั้มนี้คือ Masterpiece ที่แท้ทรู แน่นอนว่ามันไม่ใช่แนวที่เธอเคยทำมาก่อน แต่เทย์เลอร์เขาอยู่จุดสูงสุดที่ไม่จำเป็นต้องทำเพลงแนวตลาดแล้ว และเฟิร์นก็คิดว่านี่คือสิ่งที่เธอทำเพราะอยากทำจริงๆ และ Folklore ก็เป็นอัลบั้มที่เกิดจากไอเดียในช่วงล็อกดาวน์ ซึ่งตัวเธอเองก็บรรยายไว้ว่า ‘In isolation my imagination has run wild and this album is the result. (ในช่วงที่ห่างจากผู้คน จินตนาการของฉันมันพลุ่งพล่านและอัลบั้มนี้ก็คือผลลัพธ์ที่ตามมา) ทั้งอัลบั้มออกจะเป็นโทนหม่นๆ ขาวดำและดูกึ่งๆ เหมือนจะอยู่ในเทพนิยาย ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่ฉีกออกไปจาก Lover เมื่อปีที่แล้วแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

นอกจากนั้นบางเพลงก็ยังมีเนื้อหามาร์กด้วยตัว E เอาไว้ หรือก็คือ Explicit แปลว่าอาจจะมีคำหยาบคายหรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะกับเยาวชน คือเนื้อเพลงบางเพลงมีคำหยาบและเป็นสิ่งที่เทย์เลอร์ไม่เคยทำมาก่อนเช่นกัน จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าเธอเริ่มจะทำเพลงแนวที่โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น


เฟิร์นยังชอบเพลงของเทย์เลอร์ไม่ว่าเธอจะทำแนวอะไรก็ตาม เพราะส่วนตัวแล้วเป็นคนฟังเพลงที่เนื้อหา และเทย์เลอร์ก็คือคนที่เก่งการใช้คำอย่างชาญฉลาดเลยทีเดียว อีกอย่างเฟิร์นก็ชอบเพลงแนว Alternative นี้อยู่แล้ว และทั้งอัลบั้ม Folklore นี้คือเพลงที่ทำให้คุณอยากจะใส่หูฟังเข้าหู กระโดดขึ้นรถไฟโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง ดื่มด่ำไปกับวิวและจมอยู่ในความคิดของตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

อยากให้เปิดเนื้อเพลงที่เทย์เลอร์ลงเอาไว้ในยูทูบอ่านไปด้วยตอนที่ฟัง แล้วจะรักแต่ละเพลงมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว บางครั้งถ้าไม่เห็นเนื้อเพลง (โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ใช้อังกฤษเป็นภาษาแม่อย่างเรา) เราอาจจะไม่ได้ให้คุณค่ากับมันเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นวันนี้เฟิร์นจะมาแปลเพลง exile ที่เทย์เลอร์ร้องกับ Justin Vernon (จาก Bon Iver - เจ้าพ่ออินดี้เช่นกัน) ให้ฟัง บางประโยคอาจจะต้องแปลอิ้งค์เป็นอิ้งค์แล้วค่อยมาแปลไทยอีกที แต่รับรองเลยว่าคุณจะต้องตกหลุมรักเพลงนี้มากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

exile นั้นกล่าวถึงความสัมพันธ์ประเภท Toxic relationship (ความสัมพันธ์ประเภทที่ไม่เฮลตี้ต่อตัวเรา) ที่เพิ่งจะจบลงและทั้งสองคนได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง และความรู้สึกต่างๆ ก็ยังคงหลงเหลืออยู่

[Justin Vernon]

I can see you standing, honey

With his arms around your body

Laughin', but the joke's not funny at all

And it took you five whole minutes

To pack us up and leave me with it

Holdin' all this love out here in the hall

‘ฉันเห็นเธอยืนอยู่ตรงนั้น คนดี

โดยมีอ้อมแขนของเขาโอบรอบกายคุณ

คุณหัวเราะ แต่มุกมันไม่เห็นจะตลกเอาเสียเลย

และคุณก็ใช้เวลาห้านาทีเต็มๆ

ในการที่จะเก็บข้าวของ และทิ้งฉันเอาไว้กับความรู้สึกนี้

นำเอาความรักของเราออกไปที่ทางเดินข้างนอก’

ความหมาย: ท่อนนี้แสดงถึงความรักที่จบลงแล้วและความยากในการที่จะเดินออกมาจากความสัมพันธ์ (ต้องใช้เวลาห้านาทีเต็มๆ ในการเดินออกจากห้อง แต่ทุกอย่างก็ยังไม่จบลงเพราะยังเอาความรู้สึกออกไปทิ้งเอาตามทางข้างนอกอีก)

[Justin Vernon]

I think I've seen this film before

And I didn't like the ending

You're not my homeland anymore

So what am I defending now?

You were my town, now I'm in exile, seein' you out

I think I've seen this film before

Ooh, ooh, ooh

‘ฉันว่าฉันเคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อนนะ

และฉันก็ไม่ชอบตอนจบเอาซะเลย

เธอไม่ใช่บ้านของฉันอีกต่อไปแล้ว

ฉันควรจะปกป้องอะไรดีล่ะทีนี้

เธอเคยเป็นเมืองรักของฉัน และตอนนี้ฉันก็ถูกขับไล่ เฝ้ามองเธอเดินจากไป

ฉันว่าฉันเคยดูหนังม้วนนี้มาก่อน’

ความหมาย: ฉันเคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อนและไม่ชอบตอนจบ ก็คือเคยผ่านประสบการณ์นี้มาก่อน และก็รู้ว่าจะจบลงอย่างไร (เลยไม่ชอบตอนจบ) และท่อนที่เปรียบว่าเธอเป็น My home/My Town นั้นค่อนข้างจะโยงไปถึงเนื้อเพลง False God ในอัลบั้มที่แล้วที่เปรียบว่า And I can’t talk to you when you’re like this. Staring at me like I’m not your favourite town. (ฉันไม่สามารถคุยกับคุณในเวลานี้ได้ เวลาที่คุณทอดมองมาที่ฉันราวกับว่าฉันไม่ใช่เมืองโปรด [คนโปรด] ของคุณอีกต่อไปแล้ว) ประมาณว่าเธอเคยเป็นที่รักของฉันนั่นแหละ แต่ตอนนี้เราจบกันแล้ว ฉันไม่มีอะไรจะให้ปกป้องอีกต่อไป

[Taylor Swift]

I can see you starin', honey

Like he's just your understudy

Like you'd get your knuckles bloody for me

Second, third, and hundredth chances

Balancin' on breaking branches

Those eyes add insult to injury

‘ฉันเห็นนะว่าคุณจ้องมองมา ที่รัก

ราวกับว่าเขาด้อยกว่าคุณ

ราวกับว่าคุณพร้อมจะต่อสู้เพื่อฉัน

เรามีโอกาสครั้งที่สอง, สาม หรือครั้งที่ร้อย

ที่แขวนอยู่บนความสัมพันธ์ที่กำลังแหลกสลาย

ดวงตาคู่นั้นของคุณเพิ่มความดูแคลนให้แผลนี้ยิ่งขึ้นอีก’

ความหมาย: ผู้หญิงก็สังเกตว่าผู้ชายยังมีเยื่อใย และค่อนข้างจะดูถูกคนรักใหม่ของเธอ และการที่คนเราจะ Get your knuckles bloody ได้ (แปลตรงๆ คือการทำให้ข้อนิ้วของเราห้อเลือด) ก็แปลว่าจะต้องไปต่อยหรือต่อสู่กับใครมาจนข้อนิ้วแตก หรือก็คือแปลว่าเขาพร้อมจะสู้กับคนรักใหม่ของเธอเพื่อเธอ และเฟิร์นก็ชอบประโยคที่บอกว่า Balancin' on breaking branches ด้วย ถ้าแปลตรงๆ จะแปลได้ว่า ‘ทรงตัวอยู่บนกิ่งไม้ที่กำลังจะหัก’ = ความสัมพันธ์ที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย’ …คนอะไรเก่งการใช้คำอย่างนี้


[Taylor Swift]

I think I've seen this film before

And I didn't like the ending

I'm not your problem anymore

So who am I offending now?

You were my crown, now I'm in exile, seein' you out

I think I've seen this film before

So I'm leaving out the side door

‘ฉันว่าฉันเคยดูหนังม้วนนี้มาก่อน

และก็ไม่ชอบตอนจบเอาเสียเลย

ฉันไม่ใช่ปัญหาของคุณอีกต่อไปแล้ว

แล้วฉันไปทำให้ใครไม่พอใจอีกล่ะทีนี้

คุณเคยเป็นกษัตริย์ของฉันมาก่อน และตอนนี้ฉันก็ถูกเนรเทศ ต้องเฝ้ามองคุณเดินจากไป

ฉันเคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อน

เพราะฉะนั้นฉันขอเดินออกจากโรงเสียดีกว่า’

ความหมาย: ข้างบนแปลแบบหยาบๆ แต่ความหมายจริงๆ ก็คือ เคยผ่านมาก่อน รู้ว่าความสัมพันธ์นี้จะจบลงแบบไหน ท่อนที่บอกว่า ‘You were my crown, now I’m in exile, seeing you out’ ก็ความหมายเดียวกับ ‘You were my town, now I’m in exile, seeing you out’ ที่จัสตินร้องนี่เอง คือเปรียบเปรยว่าเธอเคยเป็นที่หนึ่งของฉัน ตอนนี้เราจบกันแล้ว อีกท่อนที่สวยงามมากๆ คือท่อน ‘I’m not your problem anymore, so who I am offending now?’ ซึ่งเป็นท่อนที่คล้ายๆ กับจะตอบท่อน ‘You are not my homeland anymore, so what I am I defending now?’ ที่จัสตินร้องนี่เอง

แบบเห้ยยย…คิดได้ยังไงอ่ะ เพราะเนื้อเพลงสองท่อนนี้เปรียบเปรยได้ว่า ‘เราจบกันแล้ว เธอจากฉันไปแล้ว และมันก็ไม่มีอะไรหลงเหลือให้ฉันเดินหน้าต่ออยู่เลย แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะทีนี้?’

เจ็บป่ะ…เจ็บมากกกกก

ต่อไปคือท่อนที่เรียกว่า Bridge ซึ่งทั้งสองคนร้องด้วยกันและเป็นท่อนโปรดของเฟิร์นเลย


[Justin Vernon & Taylor Swift]

So step right out, there is no amount

Of crying I can do for you

All this time

We always walked a very thin line

You didn't even hear me out (You didn't even hear me out)

You never gave a warning sign (I gave so many signs)

All this time

I never learned to read your mind (Never learned to read my mind)

I couldn't turn things around (You never turned things around)

'Cause you never gave a warning sign (I gave so many signs)

So many signs, so many signs

You didn't even see the signs

เพราะงั้นก็ออกมาซะสิ

ไม่ว่าฉันจะร้องไห้เท่าไหร่ก็ไม่อาจพอสำหรับเธอ

ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้

เราต่างก็เดินอยู่บนเส้นด้ายบางๆ

เธอไม่ยอมรับฟังฉันเอาเสียเลย (คุณไม่ยอมรับฟังฉันเลย)

เธอไม่เคยให้สัญญาณเตือนกับฉันมาก่อน (ฉันส่งสัญญาณให้คุณตั้งมากมาย)

ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้

เธอไม่เคยเรียนรู้ที่จะอ่านความคิดของฉันบ้างเลย (คุณไม่เคยอ่านความคิดของฉันออกเลย)

ฉันไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย (คุณไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรเลย)

เพราะเธอไม่เคยให้สัญญาณเตือนอะไรฉันมาก่อน (ฉันส่งสัญญาณให้คุณตั้งหลายครั้ง)

ฉันส่งสัญญาณให้คุณหลายครั้งมากจริงๆ

แต่คุณไม่เคยมองเห็นมันเลยด้วยซ้ำ’

ความหมาย: ท่อนนี้เรียลมาก โดยเฉพาะเวลาที่เราทะเลาะกับแฟน ผู้ชายบอกเธอไม่เคยฟังเลย ผู้หญิงก็บอกว่าเธอไม่เคยฟังฉันเหมือนกัน ผู้ชายบอกเธอไม่เคยส่งสัญญาณเตือนให้เลย (ว่าความสัมพันธ์ของเรามันกำลังจะไปไม่รอด) ผู้หญิงก็บอกว่าส่งสัญญาณให้หลายครั้งแล้ว เพียงแต่คุณไม่เคยมองเห็นมันสักครั้ง…อูยยย เจ็บจริง อารมณ์แบบต่างฝ่ายต่างก็ไม่เข้าใจอีกฝ่ายและสุดท้ายก็นำไปสู่การเลิกรานั่นเอง คิดว่าหลายๆ คนคงจะ relate กับท่อนนี้ได้ไม่มากก็น้อย



โดยรวมแล้วเพลงนี้ช่างเป็นเพลงที่เศร้าเสียจริง และเป็นเหมือนภาคต่อของเพลง The Last Time จากอัลบั้ม Red ที่เทย์เลอร์ร้องคู่กับ Gary Lightbody (วง Snow Patrol) ที่บอกว่า ‘ฉันจะให้โอกาสคุณอีกครั้ง เป็นครั้งสุดท้ายที่คุณจะต้องพยายามทำให้ฉันรู้ว่าฉันสำคัญกับคุณแค่ไหน’ ทั้งเสียงของเทยเลอร์กับผู้ชายทั้งสองคนที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่ไม่มีอะไรที่เข้ากันเลย

บอกเลยว่าอัลบั้ม Folklore นี้คือลึกซึ้งมากๆ จะแปลก็คือต้องแปลอังกฤษเป็นอังกฤษก่อนถึงจะแปลออกมาเป็นภาษาไทยได้อย่างถูกความหมาย

บางท่อนเฟิร์นอาจจะตีความไม่ถูก หรือถ้าทุกคนมีความเห็นที่ดีกว่าก็เมนท์ทิ้งไว้ได้เลย (สมัครเป็นสมาชิกบล็อกนี้เพื่อรับโนติเวลาอัพเดตได้ ใช้เวลาแค่นาทีเดียว แค่กรอกชื่อกับอีเมล) เฟิร์นรู้สึกว่าต้องมาเขียนบล็อกนี้เพราะความรู้สึกมันยังใหม่มาก และก็อยากจะให้ทุกคนชื่นชมเนื้อเพลงดีๆ ที่มีดีมากกว่าแค่ความไพเราะ

สำหรับเฟิร์นเนื้อหาของอัลบั้มนี้ไม่น่าเบื่อเลย ตรงกันข้าม นี่จะเป็นอัลบั้มที่เฟิร์นจะฟังบ่อยที่สุดอัลบั้มหนึ่งเลยล่ะ…พรุ่งนี้เฟิร์นจะบินไปออสเตรียเป็นช่วงสั้นๆ สามวัน (อย่าเพิ่งตกใจ ถ้าใครยังไม่ทราบ เฟิร์นอาศัยอยู่เยอรมนี และบินไปออสเตรียก็ถูกกว่าบินไปเบอร์ลิน อีกอย่างก็เหมือนบินไปเชียงใหม่ใกล้ๆ ฮ่าๆ) และก็รู้เลยว่านี่จะเป็นทริปเที่ยวคนเดียวที่จะได้ฟังเพลงจาก Folklore ทั้งทริปและอินกับความสวยงามของเวียนนาในอีกอารมณ์แน่ๆ

แล้วเจอกันบล็อกหน้านะคะ :)

xx

Fern


2 comments