2017 TOP TEN MOST ADDICTIVE SONGS


I'm back and feeling more motivated than ever! [ภาษาไทยข้างล่างจ้า]

The past few months have been quite busy. I almost got offered a job as a translator in Ireland. Passed all the translation tests, had the interviews and guess what happened... they chose someone who had more experiences than me, the newly grad. 

However, after running around and applying a few more jobs, I finally settled for a job as a lifestyle writer at Prestige Magazine, a luxury English magazine which is a part of Burda Company (a German media company publishing over 300 magazines worldwide such as Hello!) And oh, my word... it has been giving me so many opportunities more than I can count.

I've been invited to fashion shows, dinners, press conferences, product launches and all the fancy events you wish you could attend. I even went to a spa at a 5-star hotel to just enjoy the treatment and come back to write about it. Not to mention all the business trips both domestic and abroad. This job is literally what I had always looking for. However, I gotta admit the job is not easy but hey, every job has its downsides. It's just normal and I'm not about to look for a job elsewhere now.

Enough for the update on my life. Most of you might not wanna know anyway lol. So everything is settle for quite some time now and I'd really really like to get back into blogging again or better yet, make it regularly. I wanna blog at least every other week, either lifestyle or travel blogs. Expect to see loads of random stuff here coz I might just blog anything that I feel like to and hope you enjoy it haha!

With 2018 around the corner, I looked back and made lists of things I have achieved so far and thought to myself: why not make a list of my absolute favourite songs I have been listening to and just share with you guys, since a lot of you keep telling me how they love all the songs I put on my novels that I publish online.

So here it is, a list of my '2017 Top Ten Most Addictive Songs'. I wanna add just a little bit though, some of them came out ages ago and these are just my personal list of the songs that has been stuck on my head this year. Anyway, hope you like it. If you do, don't forget to share or like the post!

เฟิร์นกลับมาแล้วววว! และกลับมาพร้อมกับความฮึดอยากจะเขียนมากกว่าครั้งไหนๆ!

หลายเดือนที่ผ่านมาเป็นอะไรที่ยุ่งมากกก หนึ่งก็เพราะเพิ่งเรียนจบและเกือบได้ไปทำงานเป็นนักแปลที่ไอร์แลนด์ ผ่านการทดสอบและสัมภาษณ์ทุกอย่างเลยนะ แต่สรุป...เขาก็เอาคนที่มีประสบการณ์มากกว่าไป ซึ่งโอเค ก็เข้าใจได้แหละนะ หลังจากนั้นเฟิร์นก็เลยเริ่มหางานหลังพักมาระยะหนึ่ง แล้วก็มาลงเอยด้วยการเป็น Lifestyle writer ให้กับนิตยสาร Prestige นิตยสารภาษาอังกฤษซึ่งอยู่ในเครือของ Burda Company สื่อของเยอรมันที่ออกนิตยสารกว่า 300 นิตยสาร รวมถึง Hello! และ Lisa (ซึ่งปิดตัวไปแล้ว) ด้วย และแบบบบ...มันให้โอกาสเฟิร์นเยอะม๊ากกกก

เฟิร์นได้รับเชิญไปงานแฟชั่นโชว์ (อย่าง Vatanika เงี้ย!) ดินเนอร์หรู งานแถลงข่าว เปิดตัวผลิตภัณฑ์ และงานแฟนซีต่างๆ ที่คงไม่มีโอกาสได้ไปเองในชีวิตจริงถ้าไม่ใช่สื่อ เคยกระทั่งได้รับเชิญไปทำสปาที่ The Peninsula ด้วยนะ แล้วสิ่งที่ต้องทำก็คือเอ็นจอยสปาแล้วกลับมารีวิว เออ งานอย่างนี้มันมีจริงๆ นะ ไหนจะพวก Business trip ไปทั้งในและต่างประเทศอีกล่ะ (แต่เฟิร์นยังไม่ได้ไปเพราะเพิ่งเข้ามาทำได้ไม่นาน คงต้องรอไปอีกสักพัก แน่นอนว่าจะเอามาเล่าในอนาคต) คืองานมันก็ไม่ได้ง่ายหรอกจริงๆ แล้ว มันต้องอยู่กับความครีเอทีฟตลอดเวลา แต่มันก็เป็นปกติของงานทั่วๆ ไปที่จะมีด้านที่ยากเนอะ เพราะงั้นเฟิร์นก็ไม่คิดจะไปไหนตอนนี้หรอก แฮ่

แต่มาอัพเดตชีวิตกันแค่นี้ดีกว่า ยังไงซะทุกคนก็อาจจะไม่ได้อยากรู้มากมายอยู่แล้วฮ่าๆ ตอนนี้พอทุกอย่างลงตัวได้สักพัก ไอ้เราก็เกิดอาการอยากกก อยากจะกลับมาอัพบล็อกอีก (หลังจากที่อยู่แต่บ้านและไม่มีอะไรจะมาอัพเดตเลย) เฟิร์นอยากจะอัพอย่างน้อยสองอาทิตย์ครั้ง อยากจะทำให้เป็นกิจวัตรไปเลย เพราะเฟิร์นสนุกกับมันมากจริงๆ และมันก็จะเป็นบล็อกแบบ Lifestyle ผสมผสานกับ Travel กันไป แล้วแต่เนอะ เตรียมตัวพบกับบล็อกแบบตามใจฉันได้เลย เพราะเฟิร์นอาจจะอัพอะไรก็ได้ทั้งนั้นที่เฟิร์นอยากจะเขียนและหวังว่าทุกคนคงจะชอบ ฮ่า!

ปี 2018 ก็ใกล้เข้ามาแล้วววว เฟิร์นมองภาพรวมของปีนี้แล้วก็ลิสต์หลายสิ่งหลายอย่างที่ตัวเองได้ทำมาจนถึงตอนนี้ แล้วก็คิดว่าเอ๊ะ ทำไมเราไม่ลิสต์เพลงโปรดติดหู (สำหรับเฟิร์น) ที่ฟังมาตลอดทั้งปีแล้วมาแชร์กับทุกคนล่ะ เพราะเห็นหลายคนมากที่มาบอกว่าชอบทุกเพลงที่เฟิร์นเอาใส่ไว้ในหน้านิยายเลย 

เพราะงั้นมาดูกันเลย '2017 Top Ten Most Addictive Songs' 10 อันดับเพลงติดหูปี 2017! ต้องออกตัวก่อนว่าเพลงที่เลือกมามีบางเพลงไม่ได้ออกในปีนี้นะคะ แค่เฟิร์นติดมากในปีนี้ (หัวเราะ) เพราะงั้นนี่จึงเป็นลิสต์ที่ชอบส่วนตัวเท่านั้น เฟิร์นไม่ได้ฟังเพลงแนวที่คนอื่นชอบซะด้วยสิ ออกจะอินดี้ๆ แต่ก็เลือกดูแล้วกันเผื่อชอบเนอะ และถ้าชอบก็อย่าลืมเมนท์ ไลค์หรือแชร์นะจ๊ะ! 


1. Robbers by The1975 (2013)

Now, this song was released in 2013 - pretty long ago but the reason I put it not only on this list, but also on the number 1, is because it's an absolute jam! I discovered this back in 2016 by shuffling through my playlist on youtube. To be honest, the first thing that caught my eyes (and ears) was not Matty Healy's super charming voice, but rather the music video. Man, it's so wild, so sexy and so dark. Something about the song and this music video made me fall in love with it. And there's also the inspiration behind this song which makes it even more inspirational. I don't even know how to explain this but it's just impossible to get the song out of my head for a few years now. Listen to this and watch the music video, I'm sure the lyrics "Babe, you look so cool." will haunt you for quite some time.

Just a little heads up though: every time I hear one of their songs for the first time, I'm always like: what the heck is this? And then when you listen to it to really get the story behind it again you'd be like: "Fuck, this is brilliant."

Other songs from The1975 worth checking out: The City, Sex, The Sound, Chocolate, Paris

มาที่อันดับ 1 กันเลย เพลงนี้ปล่อยมาตั้งแต่ปี 2013 - คือก็นานหลายปีมากมาแล้วอ่ะนะ แต่เหตุผลที่ใส่ Robbers ไว้ในลิสต์ แถมยังอยู่อันดับหนึ่งด้วย เพราะมันเป็นเพลงที่เฟิร์นติดมากกก! เฟิร์นเจอเพลงนี้โดยบังเอิญเมื่อปีที่แล้วตอนที่เปิดยูทูบให้มัน shuffle เพลงไปเรื่อยๆ และเอาจริงๆ สิ่งแรกที่สะดุดตา (และหู) มากที่สุดไม่ใช่เสียงอันแสนมีเสน่ห์ของแมตตี้ ฮีลลีย์ แต่เป็นเอ็มวีต่างหาก แบบเห้ย เอ็มวีไรเนี่ย มันแบบ wild มาก (ไม่รู้จะอธิบายคำนี้ยังไง แง๊) แบบเซ็กซี่และดาร์กมาก มีบางอย่างเกี่ยวกับเพลงและเอ็มวีนี้ที่เฟิร์นตกหลุมรัก และแรงบันดาลใจเบื้องหลังเพลงที่ทำให้มันเป็นอะไรที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจอีก ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน แต่มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ นะที่จะเอาเพลงนี้ออกจากหัว ไปฟังและดูเอ็มวีซะ เฟิร์นมั่นใจว่าท่อน "Babe, you look so cool." ต้องติดหูทุกคนไปอีกนานเหมือนกันแน่

แต่เตือนก่อน: ทุกครั้งที่ฟังเพลงของ The1975 ครั้งแรกเฟิร์นจะแบบ "เพลงอะไรวะเนี่ย" แต่พอฟังไปสักพักจนเข้าใจสิ่งที่เพลงจะสื่อแล้วมันจะแบบ "เห้ยยยย นี่แม่งโคตรเจ๋งอ่ะ" เชื่อเฟิร์น!

เพลงอื่นๆ ของ The1975 ที่ควรไปฟัง: The City, Sex, The Sound, Chocolate, Paris


2. Incomplete by James Bay (2015)

Again, this was not released in 2017. However, with his BRITs Award for British Male Solo Artist, James Bay is one of the most talented singers you definitely should check out. He writes all of the songs by himself. The man is magical with his guitar, really. And you might know him from "Hold back the river" or "Let it go" (another all time fave song of mine), but this song "Incomplete" is another hidden gem. It's about two people who have been together for so long and things start to get difficult  but they're trying so hard to hold on to each other and make it work again. My favourite lines are "The world will turn and we'll grow. We'll learn how to be incomplete." ...I mean, if that doesn't move you, I don't know what does. It's sad, yet we can all relate to this, can't we?

Other songs from James Bay worth checking out: Need the sun to break, Let it go, If you wanna be in love

อีกที นี่เป็นเพลงที่ไม่ได้ออกในปี 2017 แต่ยังไงก็ตาม ด้วยรางวัล BRITs Award สาขานักร้องชายเดี่ยวยอดเยี่ยม ก็ทำให้เจมส์ เบย์เป็นศิลปินหนึ่งคนที่มากความสามารถมากและคุณไม่ควรพลาด! เจมส์เขียนเพลงทุกเพลงด้วยตัวเอง เฟิร์นบอกได้เลยว่าผู้ชายคนนี้เหมือนมีพลังวิเศษเวลาที่จับกีตาร์อ่ะ (จริงๆ นะ!) และทุกคนอาจเคยได้ยินชื่อเขาจากเพลง "Hold back the river" หรือ "Let it go" (อีกหนึ่งเพลงโปรดตลอดกาล) แต่เพลง Incomplete เป็นเหมือนเพชรในตมมากกก เนื้อเพลงเป็นเรื่องของคนสองคนที่คบกันมานานและทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มจะยากขึ้น แต่พวกเขาก็พยายามที่จะยึดเหนี่ยวกันเอาไว้และไปต่อให้ได้ ท่อนโปรดของเฟิร์นคือนี่เลย "The world will turn and we'll grow. We'll learn how to be incomplete." (แล้วโลกมันก็ยังจะหมุนต่อไป และเราก็ยังจะโตขึ้น เราจะเรียนรู้ที่จะอยู่โดยไม่ต้องสมบูรณ์แบบ) ...คือนี่ถ้าท่อนนี้ไม่โดน ก็ไม่รู้แล้วนะว่าอะไรจะโดนกว่านี้ มันเศร้า แต่เราต่างก็เคยรู้สึกอย่างนี้ใช่ไหมล่ะ?

เพลงอื่นๆ ของ James Bay ที่ควรไปฟัง: Need the sun to break, Let it go, If you wanna be in love


3.New Year’s Day by Taylor Swift (2017)

Forget "Look what you made me do", "Ready for it?" or "Gorgeous". This song, THIS "New Year's Day" is everything. Every time someone says "I miss the old Taylor.", I get a little upset. I mean, what's so wrong with her being what she wants to be? She doesn't have to please anyone anyway. And I refuse to believe she's turned to a drama queen the media portrays her to be. Listen to this and you'll hear the same old Taylor Swift you've been listening to. I find this song so cute because it talks about the person who will stay with you to clean up after the New Year's party. Most people think about who to ring the New Year's with, but this is actually what matters: who will stay and clean up after. And this song is perfect for this festive season too.

Other songs from Taylor Swift worth checking out: Call it what you want, Delicate, Dress, All too well, Styles

ลืม "Look what you made me do", "Ready for it?" หรือ "Gorgeous" ไปก่อนเลย เพลงนี้...เพลงนี้ "New Year's Day" ต่างหากที่เลิศที่สุดในอัลบั้ม! ทุกครั้งเวลาที่มีคนบอกว่า "คิดถึงเทย์เลอร์คนเก่า" เฟิร์นจะแบบ หงุดหงิดนิดหน่อย หมายถึงว่ามันผิดตรงไหนล่ะที่เทย์อยากจะเป็นสิ่งที่เธอต้องการ เทย์เลอร์ไม่จำเป็นต้องทำอะไรตามใจใครสักหน่อยจริงป่ะ อีกอย่างเฟิร์นก็ไม่เชื่อว่าเธอได้เปลี่ยนไปเป็นดราม่าควีนหรืออะไรก็ตามที่สื่อบอกว่าเธอเป็น ฟังเพลงนี้แล้วจะรู้ว่า "เทย์เลอร์คนเดิม" ที่ฟังมาโดนตลอดยังอยู่ เฟิร์นว่าเพลงนี้น่ารักมากเพราะมันเกี่ยวกับคนที่จะอยู่กับเราในตอนเช้าวันปีใหม่เพื่อเก็บกวาดหลังปาร์ตี้เมื่อคืน เพราะคนส่วนใหญ่คิดแต่ว่าจะฉลองกับใคร แต่สิ่งสำคัญคือใครต่างหากจะอยู่กับเราในตอนเช้าและช่วยเราเก็บกวาด อีกอย่างเพลงนี้ก็เหมาะกับเทศกาลนี้สุดๆ

เพลงอื่นๆ ของ Taylor Swift ที่ควรไปฟัง: Call it what you want, Delicate, Dress, All too well, Styles


4. Dive by Ed Sheeran (2017)

You might notice by now that most of the songs mentioned here are not one of those popular songs everyone's crazy about like "Shape of you" or "Perfect" but rather the songs not so many people talk about... Anyway, "Dive" is about a guy who is in love with this girl and she seems to just keep giving him hopes without anything serious, so he's not certain whether to "dive" right into her. Again, sad but we all know how it feels.

Other songs from Ed Sheeran worth checking out: Supermarket Flowers, Hearts don't break around here, Thinking out loud, Photograph

โอเค มาถึงตรงนี้คงสังเกตกันแล้วมั้งว่าเพลงที่เฟิร์นเลือกมานี่ไม่ใช่เพลงแนวตลาดที่หลายคนชอบฟังกันอย่าง "Shape of you" หรือ "Perfect" แต่เป็นเพลงที่คนไม่ค่อยพูดถึงมากกว่า... แต่ก็นะ "Dive" เป็นเพลงที่พูดถึงผู้ชายคนหนึ่งที่ตกหลุมรักหญิงสาว แต่เธอดูจะแค่เฟลิร์ตและให้ความหวังเขาไปวันๆ โดยไม่ทำอะไรให้มันจริงจัง เพราะงั้นเขาก็เลยไม่แน่ใจว่าควรจะทุ่มหมดตัวให้เธอหรือเปล่า เศร้าอีกนั่นแหละ แต่เราต่างก็เคยเจอคนแบบนี้มาก่อนใช่ไหมล่ะ

เพลงอื่นๆ ของ Ed Sheeran ที่ควรไปฟัง: Supermarket Flowers, Hearts don't break around here, Thinking out loud, Photograph


5. Too good at goodbyes by Sam Smith (2017)

I have to admit: I'm way into heart-broken songs and we all know Sam Smith has the incredible ability to sing all these powerful sad songs and make you tear up easily. I don't really have words to describe this song. "Too good at goodbyes" describes a person who's been hurt too many times till it turns him to be a heartless person who's afraid to open up to anyone ever again. This makes me think of the quote from Kelly Severide (Taylor Kinney) in the series Chicago Fire. He once said "I should have just made it work but sometimes it's easier to just let things fall apart."

Shoot, that hurts but somehow true.

Other songs from Sam Smith worth checking out: Pray, Stay with me

ขอยอมรับ: เฟิร์นชอบเพลงอกหักมากกว่าเพลงรักสมหวัง (หัวเราะ) และเราต่างก็รู้ดีว่า Sam Smith ทีความสามารถอันน่าเหลือเชื่อที่จะร้องเพลงเศร้าและทำให้ร้องไห้ได้ง่ายๆ เฟิร์นไม่รู้จะอธิบายเพลงนี้ยังไงอ่ะ "Too good at goodbyes" คือแบบบบ บรรยายคนคนหนึ่งที่ถูกทำร้ายมามากจนทำให้เขากลายเป็นคนเย็นชาที่กลัวการเปิดรับใครใหม่ๆ เนื้อเพลงนี่ทำให้เฟิร์นคิดถึงคำพูดของตัวละคร Kelly Severide (Taylor Kinney) จากซีรีส์เรื่อง Chicago Fire เลย เขาเคยบอกว่า "ฉันควรจะทำให้มันเป็นไปได้ แต่บางครั้งมันก็ง่ายกว่าที่จะแค่ปล่อยให้ทุกอย่างพังทลายลง"

โอย เจ็บง่ะ แต่มันก็จริง

เพลงอื่นๆ ของ Sam Smith ที่ควรไปฟัง: Pray, Stay with me


6. Love by Lana Del Rey (2017)

For 6 years now, Lana Del Rey has been one of my favourite singers. Just like The1975, it's hard to explain why her songs are so addictive. Guess I really love these dark, sexy and wild love stories ha!. I swear it took me years to get "Video Games" out of my head. And now this "Love", is about living your life the same everyday which sounds a bit boring but it's just enough because "you're young and in love". Well, at least that's what I think it means anyway. 

Other songs from Lana Del Rey worth checking out: Video Games, Born to die, Summertime Sadness, High by the beach

6 ปีมาแล้วที่ Lana Del Rey กลายมาเป็นหนึ่งในนักร้องโปรดตลอดกาลของเฟิร์น เหมือน The1975 นี่แหละ มันอธิบายยากว่าทำไมเพลงของเธอถึงติดหูนัก เดาว่าเฟิร์นชอบเรื่องราวความรักสไตล์ดาร์กๆ เซ็กซี่ ร้อนแรงอะไรงี้ ฮ่าๆ แต่สาบานจริงๆ ว่าเพลง "Video Games" ของ Lana นี่เล่นเอาติดหูอยู่หลายปีเลย ส่วนเพลง "Love" นี่ก็เกี่ยวกับชีวิตของคนเราที่มักดำเนินแบบเดิมๆ ฟังดูเหมือนน่าเบื่อ แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างก็ดีพอแล้วเพราะ "เรายังเด็กและมีความรัก" เฟิร์นคิดว่าน่าจะประมาณนี้นะความหมายของเพลง ฮ่าๆ

เพลงอื่นๆ ของ Lana Del Rey ที่ควรไปฟัง: Video Games, Born to die, Summertime Sadness, High by the beach


7. Back to you by Louis Tomlinson ft. Bebe Rexha & Digital Farm Animals (2017)

As much as it pains me seeing One Direction apart, I'm really glad they are happy and successful doing their own things. Now, Louis Tomlinson is my most favourtie member of the band and even though I don't really know what he's been up to lately except from the fact that he's back with the lovely "Eleanor Calder" (which I am absolutely happy about!), the first time I listened to this song, I got addicted to it. Thinking about it, this might also be about Eleanor haha. I just love it when two people who used to date get back together. It's like how they say "If you love some thing, let it go. If it comes back, then it's truly yours."

เฟิร์นเจ็บปวดดดที่เห็น 1D แยกย้ายกันไปทำงานเดี่ยว พอๆ กับที่เห็นพวกเขามีความสุขและประสบความสำเร็จในการทำสิ่งต่างๆ แล้วลูอิส ทอมลินสันนี่ก็เป็นเมมเบอร์ที่ชอบมากสุดในวงเลย และถึงแม้ว่าเฟิร์นจะไม่ค่อยได้ติดตามข่าวของลูอิสยกเว้นเรื่องที่นางกลับมาคืนดีกับรักเก่าเอลานอร์ คาลเดอร์ (ที่ทำให้เฟิร์นแฮปปี้ม๊ากกก) แต่พอได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกก็ติดทันทีเลย คิดๆ ดูแล้วมันอาจจะเป็นเพลงเกี่ยวกับเอลานอร์ก็ได้นะ ฮ่าๆ เฟิร์นแค่ชอบเวลาคนสองคนที่เคยคบกันกลับมาคบกันอีก เหมือนที่เขาว่ากันว่า "ถ้าคุณรักอะไร ให้ปล่อยมันไป และถ้ามันกลับมาหาคุณ ก็แปลว่าสิ่งนั้นเป็นของคุณจริงๆ"


8. Don’t leave by Snakehips & MO (2017)

I hadn't really heard about Snakeships & MO before this song was released. But listened to this, I know exactly this was the inspiration for my next novel lol. It's about a girl who is so messed up in life and can't get her self together. However, what she does best is loving her boyfriend so she's basically begging him not to leave. It seems too that her boyfriend also loves her so much that he can't live without her. Yep, and this is what my next novel is about...

เอาจริงๆ คือไม่เคยได้ยินชื่อ Snakehips & MO มาก่อนได้ฟังเพลงเลย แต่พอฟังครั้งแรกเฟิร์นก็รู้ทันทีว่านี่แหละ แรงบันดาลใจนิยายเรื่องต่อไป (หัวเราะ) เพลงนี้เล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่่ชีวิตเหลวแหลกและจัดการอะไรไม่ได้เลย แต่สิ่งหนึ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดก็คือการรักแฟนของเธอ เพราะงั้นเธอก็เลยขอร้องไม่ให้เขาทิ้งเธอไปไหน แล้วก็ดูเหมือนว่าฝ่ายชายจะรักเธอมากจนอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเธอเช่นกัน ช่ายยย, นี่แหละนิยายเรื่องต่อไปของเฟิร์น หุหุ


9. Too much to ask by Niall Horan (2017)

Another 1D's member, yes! I really feel like there're only sad songs in this list now, except New Year's Day... Well, what can I say. I just find sad songs have more stories to tell. Have you ever felt like missing your ex so bad and wanted to say so much to him but you can't? This is what the song's about. It's not easy to get over someone you love so much, but then again, it's also difficult to get back in a relationship that already fell apart. Shit, it hurts again...

อีกหนึ่งสมาชิก 1D เยส! เฟิร์นเริ่มรู้สึกแล้วล่ะว่าไอ้ลิสต์นี้มันมีแต่เพลงเศร้าจริงๆ นะ ยกเว้นเพลง New Year's Day... ก็นะ จะว่าไงได้ เฟิร์นรู้สึกว่าเพลงเศร้ามันเล่าเรื่องราวได้เยอะกว่านี่นา แล้วเคยรู้สึกไหมคะว่าคิดถึงแฟนเก่ามากกก อยากจะบอกอะไรหลายๆ อย่างกับเขาแต่ทำไม่ได้ นี่แหละเพลงนี้เลย มันไม่ง่ายเนอะที่เราจะลืมใครสักคนที่เรารักมาก แต่ก็อีกนั่นแหละ มันไม่ง่ายเหมือนกันที่จะกลับไปคืนดีกันในตอนที่ความสัมพันธ์มันพังทลายไปแล้ว โอ๊ย เจ็บปวดอีกและ...


10. You don’t know by Katelyn Tarvor (2017)

I discovered this song via youtube again. I remembered it was during my last semester of university, the time when everything was so stressful. Anxieties and panic attacks had got the best of me almost every damn day. And "You don't know" by Katelyn Tarver is such the perfect song for that time. I just wanted to give up and let go. Everything was just so hard on me and I overthought about the future, life after graduation. Sadly, so many people just really don't get how struggling it is to have anxiety. They just want you to fight. But sometimes it's just too exhausting that you want to just say "No, let me just give up." just like in the song. To me, it's not like you're weak or anything for wanting to give up. You are a human being. It's just okay not to be okay.

เฟิร์นเจอเพลงนี้จากยูทูบอีกแล้ว จำได้ว่ามันเป็นช่วงเทอมสุดท้ายของชีวิตมหาลัยพอดี เป็นช่วงเวลาที่ทุกอย่างเครียดมาก โรค Anxiety กับ Panic attack ก็รุมเร้าเหลือเกิน แล้วเพลง "You don't know" ของเคทลิน ทาร์เวอร์นี่ก็เป็นเพลงที่เหมาะกับช่วงเวลานั้นมาก เฟิร์นแค่แบบบ อยากจะยอมแพ้และช่างหัวทุกอย่าง อะไรๆ ต่างก็ถาโถมเข้ามา แถมเฟิร์นยังคิดเรื่องอนาคตมากเกินไป เรื่องสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังเรียนจบ แย่หน่อยที่หลายคนยังไม่เข้าใจว่าการเป็นโรคทางจิตใจพวกนี้มันเจ็บปวดยังไง พวกเขาแค่บอกว่าให้อดทนๆ แต่บางครั้งมันก็เหนื่อยมากซะจนอยากจะพูดว่า "ไม่ ให้ฉันยอมแพ้เถอะ" (เหมือนในเนื้อเพลง) สำหรับเฟิร์นการต้องการจะยอมแพ้ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เราดูอ่อนแอหรืออะไรเลย เราทุกคนเป้นมนุษย์ และมันโอเคที่เราจะไม่โอเค


So that's a wrap for today's blog. I know it's long and sorry about that guys... I always end up writing longer than I expected to and can't cut anything out coz I really want to tell you all these things haha. Please let me know if you liked it. Comment down below, or like, share this post or whatever. Just show some love if you enjoyed reading! And I will see you next week with another blog (hopefully!). They might be a "December favourites" coming your way!

Happy Christmas!

และทั้งหมดนี้ก็คือบล็อกของวันนี้ เฟิร์นรู้ว่ามันยาว ขอโทษด้วย ฮ่าๆ เฟิร์นมักจะลงเอยด้วยการเขียนเยอะกว่าที่ตั้งใจเสมอ แถมตัดอะไรออกไม่ได้เพราะอยากจะเล่าให้ทุกคนฟังทั้งหมด แฮ่ๆ ชอบไม่ชอบก็บอกกันนะจ๊ะ เมนท์ไว้ข้างล่าง (แค่มีแอคเคานท์เฟสบุคก็เมนท์ได้แล้วจ้า) หรือกดไลค์มุมซ้ายล่าง หรือแชร์ อะไรก็แล้วแต่ แล้วมาเจอกันอีกทีอาทิตย์หน้ากับอีกบล็อก (หวังว่า) นะจ๊ะ! อาจจะมี "December favourites" หรือ "ไอเทมชิ้นโปรดเดือนธันวาคม" ของเฟิร์นมาแชร์กัน

สุขสันต์คริสต์มาสค่ะ!

xx

Fern

#song #robbers #the1975 #jamesbay #taylorswift #edsheeran #samsmith #lanadelrey #louistomlinson #snakehips #mo #beberexha #niallhoran #katelyntaylor #onedirection #1D #popsongs #indie