LIFE UPDATE & STATIONERY BRAND [Eng + Thai post]



นานแล้วเหมือนกันที่รู้สึกเหมือนว่าเฟิร์นไม่ได้อัพเดตชีวิตตัวเองตอนนี้ให้ทุกคนฟังเลย….ใครที่ติดตามจากนิยายจะรู้ว่าเฟิร์นมักจะเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับความเป็นไปของตัวเองอยู่บ้าง ดังนั้นนี่จะเป็นบล็อกที่เฟิร์นจะมาแชร์ให้ฟัง เนื่องจากเห็นว่ารีดเดอร์หลายคนสนใจเรื่องราวเหล่านี้และบอกเสมอว่าชอบวิธีที่เฟิร์นใช้ชีวิต

อืม…ก็ไม่รู้นะว่าทำไม หรือมันเป็นไปได้ยังไง แต่ถ้ามีคนสนใจ เฟิร์นก็จะเล่าแล้วกัน :)

For so long that I haven’t updated anything about my life to you all. If you know me from my novels, you’ll know that I like to share a little bit of my life with all of you every now and then. So this is gonna be a blog about that, because I know how much you love these kinda stories and the way I live my life.

I mean, I’m not sure why or how but if you’re interested, here you go… :)


ตอนนี้เฟิร์นไม่ได้ทำงานประจำนะคะ เป็นฟรีแลนซ์อยู่…หลายคนคงทราบว่าทีแรกเฟิร์นทำงานกับนิตยสาร Prestige เป็น Lifestyle Writer ซึ่งเป็นนิตยสารภาษาอังกฤษ ช่วงนั้นเฟิร์นได้รับเชิญไปร่วมแฟชั่นโชว์ งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ งานเลี้ยงบลาๆ ของแบรนด์ต่างๆ อยู่บ่อยๆ ซึ่งเฟิร์นอะไรที่เฟิร์นสนุกและชอบมาก ก็คงจะรู้กันเนอะว่าเฟิร์นไม่ชอบงานที่มันเดิมๆ ทำแบบเดียวกันทุกวัน ดังนั้นนั่นจึงเป็นงานที่ตอบโจทย์เฟิร์นมากที่สุด

เฟิร์นทำงานที่ไม่ชอบไม่ได้จริงๆ ไง ไม่อยากทำไปวันๆ แค่รอเงินเดือนด้วย เคยได้ยินคนบอกว่า “ทำๆ ไปเถอะ อดทนไปเพื่อเงิน” แต่เฟิร์นไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเขาทำได้ยังไง เพราะชีวิตมันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ในความคิดของเฟิร์น มันดูไม่มีจุดมุ่งหมายเลย เฟิร์นพูดเสมอว่าเฟิร์นไม่อยากทำงานที่พอถึงเย็นวันอาทิตย์แล้วต้องมานั่งถอนหายใจว่า “เฮ้อ จะวันจันทร์อีกแล้วเหรอ” เฟิร์นอยากสนุกกับงานที่เฟิร์นทำ อย่างที่เฟิร์นทำงานเขียนอยู่ตลอดโดยไม่มีวันหยุด เพราะเฟิร์นไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่ามันเป็นงาน…เฟิร์นเขียนเพราะเฟิร์นรัก แล้วถ้าเกิดติดพันขึ้นมาละก็ไม่ต้องมาคุยกันเลย ข้าวเฟิร์นก็ไม่อยากกินด้วยซ้ำ ฮ่าๆ

นั่นแหละ สิ่งที่เฟิร์นคิด

แต่ทีนี้ก็โชคร้ายที่มีปัญหานิดหน่อย เฟิร์นออกจากที่ Prestige หลังจากทำไปได้ประมาณสามเดือน สาเหตุนั้นเฟิร์นเล่าไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าไม่ได้โดนไล่ออก ไม่ได้ทำผิดกฏบริษัทหรืออะไร แค่มันมีปัญหาบางอย่างและเฟิร์นตัดสินใจออกมาเอง

หลังจากนั้นเฟิร์นก็คิดว่าจะพักสักหน่อย อยากเที่ยวก่อน เพราะถ้าหากหางานต่อเลยก็จะหาโอกาสไปเที่ยวไกลๆ ได้ยากอีกแล้ว อย่างที่รู้กันว่าในประเทศไทยเรานั้นมีวันหยุดพักร้อนน้อยมาก ส่วนใหญ่อยู่ที่ 6-12 วันต่อปีเท่านั้นเอง ส่วนเฟิร์นน่ะเหรอ…ไปเที่ยวทีอยากจะไป 2 อาทิตย์ขึ้นหรือทั้งเดือนไปเลย (อย่างตอนปี 2015 ที่เฟิร์นไปยุโรป 1 เดือนเต็มๆ) เฟิร์นตัดสินใจจะกลับไปบ้านหลังที่สอง…เยอรมนี เฟิร์นบอกว่าบ้านเพราะมันเป็นสถานที่ที่เฟิร์นเคยไปแลกเปลี่ยนเมื่อปี 2011-2012 เฟิร์นยังมีครอบครัวอุปถัมถ์และเพื่อนอยู่ที่นั่น ทุกครั้งที่กลับไปก็ไปเยี่ยมทุกคนและเที่ยวไปด้วย ตอนนั้นมันเหมือนเป็นโอกาสดีที่จะได้กลับไปนานๆ อีก

ทีนี้ก็เกิดปัญหาขึ้นอีก…วีซ่าเฟิร์นไม่ผ่าน

ต้องเล่าก่อนว่าช่วงที่ตัดสินใจจะไปเฟิร์นก็ยังหางานไว้ด้วยนะ กะจะไปสัก 2-3 อาทิตย์แล้วกลับมาค่อยเริ่มงานเพราะมันแจ้งได้ใช่ไหมล่ะว่าเราสะดวกจะเริ่มตอนไหน ทีนี้ก็มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์ติดต่อเฟิร์นมา บอกว่าต้องการ Content writer มาทำงานให้ เฟิร์นไปสัมภาษณ์และเขาขอให้เริ่มงานเลย โดยตกลงว่าจะยอมให้เฟิร์นไปเยอรมนี 2 สัปดาห์ ก็คือให้เริ่มก่อน แล้วจะไปก็ไปนั่นแหละ แต่ตอนที่ไปขอวีซ่านั้นเฟิร์นยังไม่ได้เริ่มงาน ได้สัญญามาแล้วนะแต่ยังไม่ได้เซ็น ก็เอาไปยื่นให้สถานทูตนั่นแหละ เขาก็บอกว่าโอเค ไม่เป็นไร…แต่ผลปรากฏว่าวีซ่าไม่ผ่าน บอกว่างานไม่น่าเชื่อถือ เหตุผลในการไปไม่น่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์กับโฮสไม่น่าเชื่อถือ

เอ้า…แล้วที่ผ่านมาให้วีซ่าฉันมาได้อย่างไรคะคุณณณณณ

เดาว่าเหตุผลน่าจะเป็นเพราะมันไม่มีบริษัทไหนในไทยที่ให้คนลาไปเที่ยวได้ 2-3 สัปดาห์ตอนที่เพิ่งจะเริ่มงานหรอก สถานทูตก็เลยสงสัยว่านี่สรุปยังไง ทำงานจริงหรือเปล่า ไปแล้วจะกลับมาหรือเปล่า…แต่ทีนี้แพลนก็ล่มเลยสิ คิวนัดขอวีซ่าช่วงนั้นแน่นมาก ต้องจองล่วงหน้าเกือบเดือน ทุกอย่างพังหมดดด แถมพอไปเริ่มงานที่ใหม่แล้วเฟิร์นยังรู้สึกว่าไม่โอเคอีกต่างหาก…คิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเฟิร์นไม่พร้อมด้วย (ทีแรกก็อยากจะพักก่อน แล้วจู่ๆ ก็มีงานมาแลนดิ้งตรงหน้า) มันก็เลยลงเหวไปหมด เฟิร์นเลยตัดสินใจว่าโอเค หยุด ฉันต้องพัก ถ้าทำงานแล้วไม่มีความสุขมันคงจะมีอะไรผิดพลาดแล้วล่ะ จริงๆ นะ จะว่าไม่อดทนก็ได้ แต่ถ้าใจไม่รักยังไงๆ เฟิร์นก็ทนทำไม่ได้จริงๆ

I’m working as a freelancer at the moment. Most of you might already know that I started working as a lifestyle writer for an English magazine called “Prestige” months ago. Back then I was invited to loads of events such as fashion shows, product launches, dinner and whatsoever, you name it. To be honest, I really did enjoy what I was doing. You know I hate doing the same thing over and over everyday, which is why this job suited me so well.

What can I say, I cannot do the job I am not passionate about and I genuinely cannot do anything for money without the heart for it. For so many times I have heard people say “Just stick with it. Do it for the money.” And I don’t get why. Just WHY? Life isn’t supposed to be like that. It looks so purposeless to me. I know I always say this but I don’t want a job that makes me sigh and think “Hell, it’s Monday again.” every Sunday evening. It’s just wrong. I want to truly have fun in what I do. Just like when I write, I’ll be constantly writing every little single day without even realise it’s an actual “job” that requires so many skills and a lot of effort. This happens when I love what I do. I don’t even want to eat if I’m really into it.

Yes, that’s what I think.

Unfortunately, there was a little problem. I left Prestige after 3 months with them. I can’t say why but let’s just say I wasn’t fired. Did nothing against the company’s rules. There’s just a slight problem so I decided to quit.

After that, I wanted to take a break for a while and go on a trip because as you know, if I start working now, I have to stick with it and can’t take leave for at least 4 months during the trail period and the average leave we normally get in Thailand is just 6-12 days a year. Yes, that sucks, especially for me who tends to go on a holiday for at least 2 week, or a month, like I did back in 2015 when I went to Europe. So I thought I would go back to Germany, my second home. It’s my second home because I spent a year living there between 2011-2012. I have my host family and friend, who I want to visit. This was like the best chance I got.

Then shit happened, my visa got rejected.

I have to tell you first that I was also looking for a job during that time. The plan was to visit Germany for a few weeks before heading back and starting working again because I can tell the company when I’m available to start. Now, this development company got in touch with me and said they’re in need of a content writer. I went to the interview, got offered a job instantly and they agreed to let me go to Germany for 2 week and they will still pay for me. Sounds perfect right? However, by the time I applied for the visa, I hadn’t started yet. So I brought my unsigned contract and explained it to the embassy. They said it’s alright, no problem… then they rejected my visa, giving these ridiculous reasons: my job is not reliable, my purpose of visiting is not reliable and the relationship between me and my host family is not reliable.

Like, are you kidding me? What about the times I got my visas before?

I figured it must be because there’s no company in the right mind in Thailand would let anyone take leave for weeks on the first months they start the job. The Embassy may doubt if I actually work there or if I’ll be coming back. Well, fair enough, but now my plan is officially doomed. Moreover, the new job wasn’t as delightful as I expected. Mainly because I think I wasn’t ready to work (I wanted to take a break then this job landed right on my lap.). I decided once again that OK, I really need to stop. There has to be something wrong if I’m this stressed. Call me whatever you want, I just can’t do it if I’m not motivated.



ตอนนี้เลยทำฟรีแลนซ์อยู่ค่ะ แต่งนิยาย ขายนิยาย สอนพิเศษ แปลงานทั่วๆ ไป ประกอบกับที่ได้สัญญาแปลหนังสือนิยายเล่มใหม่กับสำนักพิมพ์ Classact มาด้วย…ถ้าใครยังไม่รู้ เฟิร์นแปลนิยายด้วยนะ แปลมาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย :) นี่เป็นเรื่องที่ 3 กับสำนักพิมพ์นี้แล้วค่ะ สำนักพิมพ์นี้แปลนิยายดังๆ ที่เป็นหนัง เช่น Call Me by Your Name, The Fault in Our Stars หรือ Paper Towns

นิยายที่เฟิร์นแปลไปนั้นก็มี The Sky Is Everywhere โดย Jandy Nelson (นี่ก็จะทำเป็นหนัง ไม่แน่ใจว่าปีไหน แต่ Warner Brothers ซื้อไปแล้วเรียบร้อย) ซึ่งเล่มนี้นี่น่าจะออกเร็วๆ นี้นะ…อีกเรื่องก็คือ The Last Child โดย John Hart ยังไม่แน่ใจว่าจะออกเมื่อไหร่ค่ะ เฟิร์นจะมาอัพเดตให้อีกที แล้วเรื่องที่กำลังแปลอยู่ตอนนี้ก็ชื่อ Challenger Deep โดย Neal Shusterman

เป็นไปได้ว่าเฟิร์นอาจจะได้แปลนิยายภาษาเยอรมันบ้างในอนาคตข้างหน้า แต่ยังไม่แน่นอนนะ ต้องมาดูกัน ส่วนตัวเฟิร์นคิดว่าน่าสนใจดี เพราะมีวรรณกรรมเยอรมันจำนวนไม่น้อยที่เป็นวรรณกรรมดีแต่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก (เพราะมันมีน้อยคนมากๆ ที่จะสามารถแปลได้) ยังไงก็คงจะต้องรอให้ผ่านโปรเจ็กต์ล่าสุดไปก่อนถึงจะรู้กัน

ถ้าใครมีอะไรให้แปล พรูฟรีด หรืออะไรก็แล้วแต่ ติดต่อมาได้นะคะ ฮ่าๆ เฟิร์นได้ IELTS 7.0 และเยอรมัน C1 (ก็เทียบเท่ากับ 7.0 นั่นแหละ)


Now I’m currently a freelancer. I write novels, sell them, tutor and translate documents as well as books. I received a contract to translate a book with Classact Publishing. If you don’t know already, I am a translator, have been since I was in sophomore year. This is my 3rd book with Classact. They translate famous books like Call Me by Your Name, The Fault in Our Stars and Paper Towns.

The ones I have translated are “The Sky Is Everywhere” by Jandy Nelson (this one will be made a film by Warner Bros.) which should come out soon… Another one is “The Last Child” by John Hart. I’m not sure when this is coming out though but I’ll be letting you know. And now I’m currently on the book called “Challenger Deep” by Neal Shusterman

It is possible that I will translate some German books in the near future. I personally find it interesting because there’re loads of great German books that very few people know of (because not so many can translate this freaking hard language). Just have to finish Challenger Deep first and we’ll see.

So if any of you has a job for me, either translation, proof reading or whatever, hit me up lol. I got IELTS 7.0 and Goethe Zertifikat C1 (or 7.0).

อย่างไรก็ตาม…มีอีกสิ่งหนึ่งที่เฟิร์นอยากทำมาเป็นเวลานานมากแล้ว ก็คือการทำแบรนด์สเนชันนารี ถ้าใครรู้จักเฟิร์นดีจะรู้ว่าเฟิร์นคลั่งอะไรอย่างนี้มากกกก ทั้งทำสแครปบุค ซื้อสมุด สติกเกอร์ มาสกิงเทป บลาๆๆ ทุกอย่าง แล้วก็มีความคิดว่าอยากจะทำเองบ้างมาโดยตลอด เฟิร์นรวบรวมไอเดีย แรงบันดาลใจและคิดคอนเซ็ปต์ไว้หมดแล้ว ช่วงนี้บ้าอะไรที่เป็นโรสโกล์ด หินอ่อนและทรอปิคอล ดังนั้นเฟิร์นจึงค้นหาของที่ต้องการจะขายมาได้ตามข้างล่างนี้ (นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งจากที่เยอะมากกกก)

แล้วตรงนี้ก็สำคัญมาก…เฟิร์นอยากรู้ความเห็นทุกคนว่าคิดยังไงกันคะ?

Nevertheless, there’s still one more thing that I have been wanted to do forever… a stationery brand. If you know me, you’ll know that I’m absolutely crazy about this. All these scrapbooking, notebooks, stickers, masking tape and everything! I always have this idea of making them myself and I have gather ideas, inspirations and already thought of the concept. I’ve been in love with everything that is rose gold, marble and tropical. Hence, this is what I found. (just some examples from many of what I chose.)

And this is also important…what do you think?


เฟิร์นเคยถามเรื่องนี้ลงเฟสบุคส่วนตัวและทุกคนก็สนใจมาก อาจจะเพราะเห็นเฟิร์นทำมันมาตลอดอยู่แล้ว ตอนนี้จึงมีแต่คนบอกให้ทำเลยๆ เฟิร์นกะว่านี่จะเป็นแบรนด์ “Stationery + Lifestyle” ที่มาจากความชอบส่วนตัวของเฟิร์นเอง ของที่ทุกคนเห็นก็เป็นของที่มีแนวโน้มว่าเฟิร์นเองนี่แหละที่จะใช้ กะว่าจะขายไม่แพง เอาแบบที่ทุกคนเอื้อมถึงได้และตัวเฟิร์นเองยังไม่ขาดทุนอะไรอย่างนั้น

อันนี้สำคัญจริงๆ นะ รบกวนขอความเห็นข้างล่างทีค่ะ

นอกจากนั้นเฟิร์นก็อยากจะออกแบบแพลนเนอร์และบางอย่างเองด้วย อันนี้เป็นโปรเจ็กต์ที่น่าจะได้ทำในอนาคตอันไกลโพ้น (หัวเราะ) เพราะคงจะต้องเก็บสะสมเงินไปก่อน ถ้าใครไม่รู้…เฟิร์นชอบออกแบบค่ะ ช่วงหลังนี้เฟิร์นมาเจอเว็บที่ชื่อ “Creative Market” ซึ่งขายพวก design elements ต่างๆ มากมายให้เราไปใช้ในงานดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นเทมเพลตเว็บไซต์ แบนเนอร์ เทมเพลตโซเชียล (ที่ไว้ใช้โปรโมตสินค้าในโพสต่างๆ) พวก Texture, Pattern และบลาๆ ที่ใช้กับ Photoshop, Illustrator, InDesign เรียกได้ว่าโปรแกรมออกแบบตกแต่งทุกอย่างที่พอจะนึกได้นั่นแหละ…เฟิร์นซื้ออุปกรณ์เหล่านั้นมาจากเว็บนั้น (แบบถูกกฏหมาย 100% และซื้อแบบลิขสิทธิ์ที่สามารถนำไปใช้พิมพ์ซ้ำในงานดีไซน์ได้แบบไม่มีขีดจำกัด) ขอบอกว่าไม่แพงมากเกินเหตุนะถ้าเทียบกับสิ่งต่างๆ ที่ได้มา เฟิร์นหลงใหลอะไรพวกนี้มาก แล้วมันก็ตอบโจทย์คอนเซ็ปต์ที่เฟิร์นคิดไว้ด้วย

ข้างล่างนี้คือตัวอย่างแพลนเนอร์ที่เฟิร์นออกแบบไว้ค่ะ (ยังไม่น่าจะใช่แบบสุดท้ายนะ น่าจะมีแก้อีก)

I have asked this on my personal Facebook and everyone absolutely loved the idea. They might saw me do this for quite some time too. I think I’m gonna make this a “Stationery + Lifestyle” brand that genuinely comes from my personal love. Every single thing you see is everything I would use in real life. I’m not gonna set the price too high because I want everyone to be able to get it and I can still gain something.

Again, this means a lot so please share your opinion down below.

Other than that, I want to design my own planner and some of the stuff myself. It’s possible that this will take quite a long time to come out because I need to save first. Yes, I love designing, if you haven’t noticed. I found this website called “Creative Market” that sells design elements such as texture, pattern, templates, banners and so on for you to use in Photoshop, Ilusstrator, InDesign or every design programme you could think of. I bought them from the website (100% legally with extended license). Most of them are affordable and unbelievably beautiful. They are seriously what I need for this project.

Here’s what I’ve designed so far. (not final pieces anyway.)







เฟิร์นอยากให้ในเล่มเดียวมีทุกอย่าง คือแพลนใหญ่ๆ ของปี ของเดือน และแยกออกมาเป็นของอาทิตย์ มีกระทั่ง Bucket list และ Meal Planner ด้วยเห็นไหม อ้อ ช่องเล็กๆ ที่เฟิร์นใส่ไว้ใน Weekly Planner คือสิ่งต่างๆ ที่เฟิร์นต้องการบันทึกนั่นแหละ อยากจะให้มันเป็นแพลนเนอร์ที่ช่วยให้ทุกคนกำหนดแพลนให้ตัวเอง สร้างแรงบันดาลใจและทำมันให้สำเร็จมากที่สุด จะเรียกว่าครีเอทมันออกมาอย่างที่ตัวเองอยากใช้ก็ได้

คิดว่ายังไงกันคะ สนใจกันไหม อยากได้หรือเปล่า?

ทั้งนี้ทั้งนั้นแพลนเนอร์นี้อาจจะต้องแพงนิดหน่อย เพราะมันจะต้องเป็นสีทั้งเล่ม ไม่งั้นจะไม่สวย และยิ่งถ้าพิมพ์จำนวนน้อยก็จะยิ่งแพงมากขึ้น เฟิร์นยังไม่มีทุนขนาดจะพิมพ์ได้เป็นพันๆ เล่ม ถ้าร้อยสองร้อยอาจจะพอไหวอยู่ ดังนั้นนี่จึงเป็นแพลนของอนาคตนะคะ

I want a planner to have everything, yearly, monthly and weekly planner, even the “Bucket List” and “Meal Planner”. Oh, and little sections I put on the weekly planner are everything I want to record. I really want this to be a planner that helps you create your own plans and inspirations and stick with them till you reach your goals.

What do you think? Are you interested? Would you buy one?

However, the planner is gonna be a bit expensive because it’s will be all coloured, otherwise it isn’t beautiful and the little amount I have it printed, the more expensive it will be. This is a bit of a plan for a far future.


ก็ประมาณนั้นแหละค่ะตอนนี้ นี่คือสิ่งที่เฟิร์นกำลังทำอยู่ระหว่างที่รอไปยุโรปในช่วงฤดูร้อน (ฤดูร้อนของยุโรปนะ ประมาณเดือนกรกฎาคม) ตอนนี้ยังไม่ได้ขอวีซ่าใหม่เพราะโฮสเฟิร์นจะไม่อยู่ 2 เดือน เฟิร์นก็เลยคิดว่าโอเค รอก่อน ทำอย่างอื่นไปก่อนและรอพร้อมกว่านี้ อากาศก็จะดีกว่าด้วยถ้าไปช่วงซัมเมอร์ แพลนพิมพ์นิยายเฟิร์นก็คิดไว้หมดแล้วนะ มีปักหมุดอยู่ในเพจเลย

ส่วนเรื่องแบรนด์สเตชันนารีนั้นยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อไหร่ ตอนนี้เฟิร์นอยากจะค่อยเป็นค่อยไปก่อน แต่ถ้าเริ่มจริงๆ ก็จะมีการสร้าง section “SHOP” ในเว็บนี้แหละ จะถ่ายรูปเองและสร้าง Instagram ใหม่ด้วย หลายคนบอกว่าชอบภาพที่เฟิร์นถ่าย เพราะงั้นก็รอกันได้เลย :)

สุดท้ายนี้ ขอบคุณนะคะที่สนใจเรื่องราวของเฟิร์น มันแปลกๆ นะว่าไหม ฮ่าๆ แต่เฟิร์นรู้ว่ามีหลายคนมากที่ยึดเฟิร์นเป็นแบบอย่างและอาจจะอยากรู้เรื่องราวพวกนี้ เพราะเฟิร์นได้รับข้อความเหล่านี้เยอะมากจริงๆ เคยกระทั่งมีคนขอบคุณที่เฟิร์นเกิดมาบนโลกใบนี้ด้วย ทุกคนมาบอกว่าเฟิร์นเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาด้วยสิ่งต่างๆ ที่เฟิร์นทำ สิ่งต่างๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจพวกนี้ แล้วเฟิร์นก็ขอบคุณนะ หวังว่านี่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนทำตามความฝันตัวเองเหมือนกัน

อ้อ มีหลายคนแล้วที่มาบอกเฟิร์นว่า Blog นี้ทำให้พวกเขาอยากจะสร้างเว็บไซต์ของตัวเองและเขียนบล็อกบ้าง เฟิร์นดีใจจริงๆ ที่ได้ยิน และแน่นอนว่าทักมาปรึกษากันได้นะคะ ยินดีแนะนำเลย

เฟิร์นไม่รู้จริงๆ นะเนี่ยว่ามีคนสนใจบล็อกนี้กันขนาดนี้เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเมนท์เลย (บางคนก็มาบอกว่าอายที่จะเมนท์ในนี้ ฮ่าๆ งงๆ แฮะว่าทำไม) ถ้าอยากอ่านอะไรอย่างนี้อีกก็คอมเมนท์นะคะ ไม่อย่างนั้นเฟิร์นจะไม่รู้จริงๆ โดยเฉพาะบล็อกนี้ที่เฟิร์นต้องการความเห็นของทุกคนเลย

เอาล่ะ เล่าไปหมดแล้ว อย่าลืมแชร์เรื่องราวของทุกคนบ้างนะ และไว้เจอกันคราวหน้าค่ะ :)

So this is what I have been up to lately. I’m still going to Europe in the summer. Just have to wait for my host family to come back from a two-month holiday first…yep, two months. In a meanwhile, I’m working on these things I just explained to you.

As for the stationery brand, I literally have no idea when it will be ready. I just want to take every step as slowly as I can but surely, there’ll be the “SHOP” section added to this website once everything is done. I’ll be taking photographs and building a new Instagram. Lots of you have said you liked my photos, so sit tight and wait for loads to come. :)

Lastly, thank you so much for your interest in this little life of mine. It’s kinda weird, don’t you think? Haha! But I know how many of you take me as your role model and want to know all of this stuff, as I received endless messages from you guys, even the one that thanked me for having been born to this world. This is freaking unbelievable. You came to tell me how much I changed your life with everything I do is just unbelievable. So THANK YOU so much! I hope this inspire you somehow.

Oh, and there’re also a few people who said this blog inspire them to create their own website. Super honoured to hear that and of course, hit me up to talk about that any time. I’m more than willing to help.

Well, this is all I wanted to say. Don’t forget to share your stories and I’ll see you next time! :)

xx

Fern

Instagram : fernniz.k

Twitter : fernniz

Facebook Page : fernniz